วันนี้อะไรๆในประเทศไทยของเราดูเป็น "สากล" ไปเสียหมด จนน่าวิตก... เช่น การหันมาใช้ “นางสาว” และ “นาง” เป็นคำนำหน้าชื่อ ของผู้หญิงที่ยังไม่แต่งและแต่งงานแล้ว ที่เป็นการตามอย่างฝรั่ง แล้วทึกทักว่าเพื่อความเป็นสากล  .... ทั้งที่เมื่อก่อนก็ใช้นาง และ นาย เท่าเทียมกันทั้งหญิงชาย โดยไม่มีการแบ่งแยกว่า แต่งแล้ว หรือไม่แต่ง    

 

การให้เมีย(ภรรยา) เปลี่ยนมาใช้นามสกุลของผัว (สามี)   ก็ยิ่งไปกันใหญ่   ทั้งที่เมื่อก่อนไม่ต้องเปลี่ียน  เพราะทำไม่ต้องเปลี่ยนด้วยในเมื่อไม่ต้องมีนามสกุล และที่ไม่ต้องมีนามสกุลก็เพราะว่าเรา ศิวิไลซ์กว่าฝรั่ง จีน แขก นั่นเอง (แ่ต่คนไทยคิดไม่เคยออก วันนี้เลยต้องมาเคาะหัวกระโหลใ้ห้เข้าใจกันมั่ง หิหิ)  

 

 

เรื่องการเห่อสากลบ้าบอนี้มันทำลายสังคมไทยอย่างมหันต์  มากกว่าการสร้างสรรค์มานานมากเกินพอแล้ว หยุดได้แล้ว คนไทยเอ๋ย  

 

ในกาลก่อนนั้นประเทศไทยเราหามีธรรมเนียมเช่นนี้ไม่  แต่พอพวก “สากลชน”   (ฝรั่ง) มาเสี้ยมสอนเราว่าธรรมเนียมดั้งเดิมของเราไม่ศิวิไลซ์ (civilzed)   เราก็ปรับเปลี่ยนเพี่อให้เป็นสากลที่ทยอยตามกันมาเป็นระลอกๆ 

 

วันนี้...พศ. (๒๕๕๐) แม้กระทั่งสีผมบนหัวก็กำลังปรับเปลี่ยนให้เป็นสากลกันอยู่ในหมู่ของคนบางจำพวก ทั้งนี้โดยยังไม่ต้องพูดถึงการออกเสียงร้องเพลงไทยให้มันเพี้ยนๆเข้าไว้ เพื่อให้มันเหมือนกับสำเนียงของพวกสากลชนที่กำลังหัดพูดภาษาไทย

 

 

 

ที่สำคัญที่สุดคือ....ในช่วง ๒๐ ปีที่ผ่านมา   หญิงไทยที่ “มีการศึกษา”   ระดับจบโท-เอกจากเมืองนอก   พากัน "ตื่นตัว" เกี่ยวกับเรื่องสิทธิสตรีมาก มีการรณรงค์ให้มีการเปลี่ยนกฎหมายนั่นนี่กันอยู่เนื่องๆ อีกทั้งยังมีการอภิปรายโจมตีวัฒนธรรมดั้งเดิมของไทยว่าล้าหลังและกดขี่สตรีเพศ มีการโจมตีคำพังเพย โบราณต่างๆเช่น ผู้ชายช้างเท้าหน้า   ผู้หญิงช้างเท้าหลัง     ชายข้าวเปลือกหญิงข้าวสาร    ดังนี้เป็นต้น

 

สตรีไทยเหล่านี้ต้องการให้เมืองไทย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือผู้ชายไทย)เปลี่ยนทัศนคติต่อผู้หญิงให้เป็นสากล (เหมือนพวกฝรั่ง ว่างั้นเถอะ)

 

ณ จุดนี้ ข้าฯ  ขอเสนอความเห็นว่า..โดยเนื้อแท้แล้ววัฒนธรรมทุกกระแสนั้น ไม่ว่า ฝรั่ง  ไทย จีน แขก   พุทธ คริสต์ อิสลาม   ต่างมีอคติต่อสตรีเพศด้วยกันทั้งนั้น จะต่างกันอยู่แต่ว่ามากน้อยกว่ากันเพียงใดเท่านั้นเอง

 

 

ข้าฯขอเสนอต่อไปด้วยว่า พวกสากลบุรุษในสากลประเทศนั้นดูถูกผู้หญิงมากกว่าชายไทยเราหลายเท่านัก....ส่วนไทยเราในอดีตนั้นมันตรงกันข้ามเลย อาจเป็นสังคมเดียวในโลกใบนี้ที่ผู้หญิงมีอำนาจมากกว่าผู้ชาย!

 

เช่น ในอินเดียและจีนนั้น   ....เป็นที่รู้กันดีว่าผู้หญิงได้รับการกดขี่จากสังคม(ที่ผู้ชายเป็นผู้บริหารมาโดยเกือบตลอด) เป็นเวลาอันยาวนาน จวบจนชั่วถึงทุกวันนี้    แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า เมืองไทยเราตั้งอยู่ระหว่างสองกระแสอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ดังกล่าว ที่มีการติดต่อสื่อสารกันมาโดยตลอด..... แต่ปรากฎว่าชาวไทยกลับมีทัศนคติต่อสตรีไปในทางเกือบจะตรงกันข้ามกับอารยธรรมหลักทั้งสองกระแสนั้น

 

เริ่มตั้งแต่การใช้นามสกุลของบุคคลและการบังคับให้หญิงที่แต่งงานแล้วใช้นามสกุลของสามี  ซึ่งวัฒนธรรมนี้มีใช้กันมาแต่โบราณกาลในอินเดีย จีน รวมทั้ง ในนานาสากลประเทศทางตะวันตก (อังกฤษ ฝรั่งเศส)  ซึ่งชาวไทยเราเองก็ต้องรู้ดีมาโดยตลอดว่าอารยประเทศเขามีธรรมเนียมเช่นนี้  เพราะเรารับเอาพุทธศาสนาเข้ามาเมื่อสองพันปีก่อนโน้นก็ย่อมต้องรู้อยู่แล้วว่า พระพุทธเจ้านั้นมีนามสกุลว่า โคตะมะ ..............ส่วนชาวจีนที่มาติดต่อค้าขายกันแต่โบราณกาลก็ย่อมมีทั้งชื่อและนามสกุล.....ฝรั่งสมัยพระนารายณ์ก็มี นาย คอนแสตนติน นามสกุล ฟอลคอน และนายอื่นๆ รวมทั้งพวกญี่ปุ่นด้วย

 

 

 แต่เหตุไฉนชาวไทยเราจึงไม่ยอม ลอก เอาวัฒนธรรม “นามสกุล”   ของฝรั่ง จีน แขก   มาใช้ให้มันศิวิไลซ์บ้างเล่า?

 

 

(โปรดติดตามตามอ่านตอนต่อไป....หากนามสกุลยังไม่เปลี่ยนไปซะก่อน   หิหิ)

 

 

 

....คนถางทาง