ความทุกข์ เป็นมิติที่ไม่มีใครปรารถนาที่จะก้าวเข้าไปสัมผัสไม่ว่าจะทั้งทางตรงหรือทางอ้อม แต่กระบวนการของการดำเนินชีวิตของคนเรานั้นย่อมจะหลีกไม่พ้น ไม่ว่าจะเป็นทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางจิตใจ ยิ่งในสังคมปัจจุบันเป็นสังคมที่มีความสลับซับซ้อนและมิติของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันและระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นไปอย่างหลวม ๆ เพราะถูกเกราะกำบังของกิเลสตัณหาเข้ามาครอบงำ โดยมุ่งหวังเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องเป็นสำคัญ ซึ่งตัวเชื่อมประสานและเครื่องมือเหล่านี้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลโดยผ่านกลไกของกิเลส (ความอยาก) ของมนุษย์ เป็นแรงผลักให้ก้าวไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่นำมาซึ่งความทุกข์ให้กับมนุษย์และสังคมโดยรวม

          

        สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสไว้ในลักษณะที่ว่า ทุกข์ที่ยิ่งใหญ่อย่างหนึ่งของมนุษย์คือ “การกิน” ซึ่งเป็น ๑ ใน ๓ ก. (กิน กาม เกียรติ) การกินหรือการบริโภคนี้ในภาวะปัจจุบันก็เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับ การทำงานเพื่อหาเงินมาแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการเพื่อมาตอบสนองต่อความต้องการในรูปแบบของการบริโภค

          “ความหิวเป็นโรคที่ร้ายแรงที่สุด”  มีเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล จากคัมภีร์พระพุทธศาสนา :

           กิระดังฟังมาความว่าไว้ ในสมัยหนึ่งแห่งพุทธกาล เมื่อครั้งที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ขณะที่พระองค์ทรงเสด็จประทับ ณ พระเชตวัน ในพระนครสาวัตถี

           วันหนึ่งในตอนเช้า พระองค์ได้ทรงพิจารณาว่ามีคนเข็ญใจคนหนึ่งอยู่ในเมืองอาฬวีที่ห่างไกลออกไป เป็นผู้มีความพร้อม มีอินทรีย์แก่กล้าพอที่จะฟังธรรม พระองค์สมควรที่จะเสด็จไปโปรด ดังนั้น ในตอนสายของวันนั้น พระองค์ก็ทรงเสด็จเดินทางไปยังเมืองอาฬวีที่อยู่ห่างไกลออกไป ๓๐ โยชน์ (ประมาณ ๔๘๐ กิโลเมตร)

           เมื่อเสด็จถึงเมืองอาฬวี ชาวเมืองอาฬวีที่มีความนับถือพระองค์อยู่แล้วก็ต้อนรับ จัดสถานที่เตรียมที่จะฟังธรรมกัน แต่จุดมุ่งหมายของพระองค์นั้นเสด็จไปเพื่อจะโปรดคนคนเดียวที่เป็นคนเข็ญใจนั้น พระองค์จึงทรงรั้งรอไว้ก่อน รอให้นายคนเข็ญใจคนนี้มา

           ฝ่ายนายคนเข็ญใจคนนี้ได้ทราบข่าวว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมา เขามีความสนใจในเบื้องแรกอยู่แล้วที่อยากจะฟังธรรม แต่ในวันนี้พอดีว่ามีวัวตัวหนึ่งของเขาได้หายไป เขาจึงฉุกคิดขึ้นมาว่า เอ! เราจะฟังธรรมก่อนหรือว่าจะหาวัวก่อนดีนะ... เมื่อครุ่นคิดแล้วก็ตัดสินใจได้ว่าจะหาวัวก่อน ครั้นเมื่อหาวัวเสร็จเรียบร้อยแล้วค่อยไปฟังธรรม เขาจึงออกเดินทางเข้าไปในป่าเพื่อไปตามหาวัวของเขา ในที่สุดก็ได้พบวัวตัวนั้นและต้อนกลับมาเข้าฝูงของมันได้ แต่กว่าที่เขาจะทำอย่างนี้สำเร็จก็สุดแสนจะเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างมาก

           ครั้นแล้วเขาจึงคิดว่า เอ! เวลาก็ล่วงไปมากแล้ว ถ้าเราจะกลับไปบ้านเพื่ออาบน้ำ กินข้าวกินปลาก่อนก็จะยิ่งเสียเวลา เราควรจะไปฟังธรรมเลยทีเดียว เมื่อคิดได้ดังนั้น นายเข็ญใจคนนี้ก็ออกเดินทางไปยังสถานที่ที่เขาจัดเตรียมไว้เพื่อการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้า เมื่อเข้าไปฟังธรรมแต่ก็มีความเหน็ดเหนื่อยและหิวเป็นอย่างมาก

           สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นนายคนเข็ญใจนี้มา พระองค์ทรงทราบดีว่าเขาเหนื่อยและหิว พระองค์จึงทรงตรัสบอกให้คนจัดแจงทาน จัดหาอาหารมาให้นายคนเข็ญใจนี้ได้กินเสียก่อน เมื่อคนเข็ญใจได้กินอาหารเรียบร้อยอิ่มสบายใจดีแล้ว พระองค์ก็ทรงแสดงธรรมให้ฟัง นายคนเข็ญใจนี้เมื่อได้ฟังธรรมและส่งกระแสจิตตามติดเนื้อความไปก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล ก็เป็นอันว่าบรรลุสู่ความมุ่งหมายในการเดินทางของพระองค์

          สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมครั้งนี้เสร็จก็ลาชาวเมืองอาฬวีเสด็จกลับไปยังพระเชตวัน แต่ในระหว่างทางนั้น พระภิกษุสงฆ์ที่เดินทางไปด้วยก็วิพากษ์วิจารณ์พระองค์ว่า เอ๊ะ! วันนี้เรื่องอะไรนะ พระพุทธเจ้าทรงค่อนข้างที่จะวุ่นวายในการให้คนจัดหาอาหารแก่คนเข็ญใจได้รับประทาน

          สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงทราบ ก็ได้ทรงหันมาตรัสชี้แจงแก่พระภิกษุสงฆ์เหล่านั้น ความตอนหนึ่งพระองค์ทรงตรัสว่า คนที่มีความทุกข์จากความหิว ถูกความหิวครอบงำ แม้จะแสดงธรรมให้เขาฟัง เขาก็ยังจะไม่สามารถเข้าใจได้  แล้วพระองค์ก็ทรงตรัสต่อไปว่า  ชิฆจฺฉา ปรมา โรคา เป็นต้น แปลว่า ความหิวเป็นโรคที่ร้ายแรงที่สุด สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ที่หนักหน่วงที่สุด เมื่อทราบตามเป็นจริงอย่างนี้แล้วจึงจะบรรลุนิพพานที่เป็นบรมสุข

          

          มนุษย์ทุกคนเกิดมาไม่อยากดำเนินชีวิตอยู่อย่างผู้หิวโหย ทุกคนปรารถนาที่จะมีชีวิตภายใต้การกินอิ่มและนอนหลับสบายกันทั้งนั้น การทำงานเพื่อหาเงินมาบำบัดสิ่งดังกล่าวเป็นวิถีที่มนุษย์ในสังคมปัจจุบันดำเนินการกันเป็นปกติ การทำงานถือได้ว่าเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งที่ทุกคนเข้าใจและปฏิบัติ หัวหน้าครอบครัว (สมัยก่อนอาจจะหมายถึงผู้ชาย แต่ในปัจจุบันชาย – หญิง มีความสามารถและเป็นที่ยอมรับไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน) มีหน้าที่ทำงานหาเงินมาบำรุงครอบครัว ซึ่งก็คือ สามี/ภรรยา และลูก ลูกเมื่อโตขึ้นก็มีหน้าที่ทำงานเพื่อบำรุงบิดามารดาเมื่อคราท่านแก่ชรา สิ่งเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นวัฏจักรที่บ่งชี้ถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และความกตัญญู ที่มีสืบเนื่องมายาวนานในสังคมไทย หากเปรียบในทางเศรษฐศาสตร์ ก็ถือได้ว่าทุกคนเกิดมามีต้นทุนในการดำเนินชีวิต การทำงานก็เปรียบเสมือนเป็นการแปรเปลี่ยนกำลังแรงงานที่เก็บสะสมไว้ไม่ได้ (ทุกคนอายุเพิ่มขึ้นทุกวัน) ให้กลายเป็นผลิต (จีดีพี)

          ความทุกข์เป็นมิติที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับมนุษย์ทุกคน ซึ่งมนุษย์ทุกคนที่เกิดมาล้วนแล้วแต่แสวงหาหนทางของการดำเนินชีวิตที่ปราศจากความทุกข์ แต่เมื่อหลีกหนีไม่พ้นมนุษย์ก็ต้องแสวงหาวิธีบริหารจัดการกับความทุกข์นั้น สิ่งสำคัญที่สุดที่ควรตระหนักก็คือ การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดต้องแก้ที่ต้นเหตุ ซึ่งปัจจัยเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์มีหลากหลายปัจจัย แต่ถ้าหากมองลึกลงไปถึงแก่นแท้และรากเหง้าของปัจจัยเหตุแล้ว มูลเหตุ ที่ก่อให้เกิดทุกข์โดยตรงประกอบด้วยความอยาก ๓ อย่าง ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงจำแนกไว้ในข้อที่สองของอริยสัจจ์ ๔ (สมุทัย) ในฐานะที่เป็นมูลเหตุให้เกิดทุกข์โดยตรง ซึ่งความอยากทั้ง ๓ อย่างนั้น คือ

               กามตัณหา คือ อยากในสิ่งที่ตนรักใคร่พอใจ จะเป็นรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อะไรก็ได้ แต่ต้องเป็นสิ่งที่น่ารักใคร่พอใจ                      

              ภวตัณหา คือ ความอยากเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ตามที่ตนอยากจะเป็น

              วิภวตัณหา คือ ความอยากไม่ให้เป็นอย่างนั้น ไม่ให้เป็นอย่างนี้ตามที่ตนอยากจะไม่ให้เป็น

              

         ซึ่งองค์ประกอบของความอยากทั้ง ๓ อย่างนั้น เมื่อเกิดขึ้นแล้วเป็นเสมือนสะพานที่โรยด้วยกลีบกุหลาบทอดไปสู่ความทุกข์ได้โดยง่าย ขึ้นอยู่กับมาตรฐานของภูมิคุ้มกันทางกิเลส (ความอยาก) ของแต่ละคนว่ามีมากน้อยเพียงใด ซึ่งหากมีภูมิคุ้มกันที่บกพร่อง แล้วก็เปรียบเสมือนเป็นการเหยียบคันเร่งให้ก้าวเข้าสู่วังวนแห่งทุกข์ได้ง่ายเช่นกัน

        การดำเนินชีวิตที่ดำรงอยู่ในสังคมซึ่งแวดล้อมไปด้วยวังวนแห่งความทุกข์ หากว่าเราไม่รู้จักบริหารจัดการกับความทุกข์นั้นก็จะยิ่งทำให้เกิดความทุกข์มาก เช่น อยากได้ทีวีเครื่องใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม อยากได้โทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ อยากได้รถใหม่ เป็นต้น ซึ่งความอยากทางด้านวัตถุเหล่านี้ หากว่าเราไม่สามารถที่จะจัดหามาบำบัดความอยากได้ก็จะเกิดทุกข์ (ใจ) หรือแม้แต่หากจัดหามาได้แต่เป็นการสร้างปัญหาขึ้นมาใหม่อีกทั้งการกู้หนี้ยืมสิน การทำผิดกฎหมาย ก็จะยิ่งทำให้เกิดห่วงโซ่แห่งทุกข์พันธนาการเอาไว้แน่นขึ้นอีก หรือแม้แต่ความอยากที่เป็นไปในนามธรรม เช่น เห็นเพื่อนร่วมงานซื้อรถใหม่ด้วยความอิจฉาเขาก็เฝ้าภาวนาอยากให้รถของเขาได้รับความเสียหายไปต่าง ๆ นานา เมื่อไม่สมปรารถนาก็เป็นทุกข์หรือ กรณีในที่ทำงานหากมีการพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง หากเราอิจฉากลัวว่าเพื่อนจะได้เลื่อนตำแหน่งก็เฝ้าภาวนาหรือแช่งรวมทั้งกลั่นแกล้ง เพื่อไม่อยากให้เขาได้เลื่อนตำแหน่งนั้น จะเห็นได้ว่า ความอยากไม่ว่าจะอยากในวัตถุหรืออยากภายในจิตใจ นับเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ทั้งสิ้น

 

          ในสังคมแห่งความเป็นจริงมนุษย์เกิดมาล้วนตกอยู่ในวงล้อมแห่งความทุกข์เป็นปฐมฐาน แต่จากภาวะของความต้องการที่ได้รับการสนอบตอบทางด้านวัตถุในสังคมเศรษฐกิจได้ปกปิดและบิดเบือนกดทับความทุกข์นั้นเอาไว้ ทำให้หลาย ๆ คนมองข้ามพ้นผ่านกระบวนการสั่งสมในความทุกข์นั้น ตราบใดที่มนุษย์ยังสามารถจัดหาวัตถุมาบำรุงบำเรอได้ตามความต้องการหรือสมปรารถนาก็จะยิ่งนำพาตัวเองเข้าไปเสพติดในกับดักแห่ง “ลัทธิบริโภคนิยม” ที่ผสมปนเปื้อนไปด้วยความสุข (เทียม) ที่ปิดบังอำพราง ซ่อนเร้น ความทุกข์เอาไว้ แม้กระทั่งในการเสพวัตถุที่เป็นปัจจัยพื้นฐาน (จตุปัจจัย) หากไม่รู้เท่าทันสภาวะตามจริงในความต้องการดังกล่าวนั้นก็น้อมนำไปสู่วังวนแห่งทุกข์ได้ ในแง่ของความสัมพันธ์ของความต้องการ (กิเลส) กับความทุกข์นั้น ผู้เขียนขออธิบายผ่านกฎอุปสงค์ – อุปทานของหลักเศรษฐศาสตร์เพื่อให้เห็นเป็นภาพเด่นชัดเจนผ่านความต้องการและการตอบสนองของกิเลสและความทุกข์ดังภาพ 

   

 

            ภาพ ความสัมพันธ์ระหว่างมายาคติแห่งทุกข์และกิเลส

 

โดยที่            ท๑  ความทุกข์เมื่อความต้องการน้อยกว่าปัจจัย ๔

                    ท๐  ความทุกข์ในความต้องการปัจจัย ๔  

                    ท๒  ความทุกข์เมื่อความต้องการมากกว่าปัจจัย ๔

        

          เส้น ต คือ ความต้องการดำเนินชีวิตในสังคมเศรษฐกิจให้มีความทุกข์น้อยที่สุด (ความสุขมากที่สุด) โดยยึดเอาวัตถุ (สินค้าและบริการ) เป็นสิ่งที่นำพามาซึ่งความสุข ซึ่งมีความสัมพันธ์กับกิเลสในทิศทางตรงกันข้ามกล่าวคือ คนปกติส่วนใหญ่ในสังคมปัจจุบันคิดว่า เมื่อความต้องการกิเลสเพิ่มมากขึ้นทำให้มายาคติแห่งความทุกข์ลดลง และเมื่อความต้องการกิเลสลดลงนำพาไปสู่มายาคติแห่งความทุกข์มากขึ้น 

          เส้น ส คือ ความมุ่งตอบสนองต่อความต้องการของคนโดยปกติส่วนใหญ่ในสังคมปัจจุบัน ซึ่งแสดงถึงพฤติกรรมระหว่าง มายาคติแห่งทุกข์และกิเลส มีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกล่าวคือ หากระดับความต้องการ (กิเลส) ของคนในสังคมมีมากขึ้น การสนองตอบต่อความต้องการนั้นก็จะมีมากขึ้นด้วย (มายาคติแห่งความทุกข์มากขึ้น) และหากระดับความต้องการ (กิเลส) ของคนส่วนใหญ่ในสังคมลดลง การสนองตอบต่อความต้องการนั้นก็จะลดลงด้วย (มายาคติแห่งความทุกข์ลดลง)

         จุด ด คือ จุดดุลยภาพทั่วไปที่คนส่วนใหญ่ในสังคมเศรษฐกิจมีอยู่เป็นพื้นฐานกล่าวคือ เป็นจุดที่มนุษย์ส่วนใหญ่ในสังคมพึงต้องการในเบื้องแรกคือ ปัจจัย ๔ อันประกอบไปด้วย อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค ซึ่งจุดนี้แม้จะเป็นความต้องการขั้นพื้นฐานที่พึงมีของมนุษย์แต่ระดับของความทุกข์ก็จะยังคงมีอยู่ที่ ท๐ เกี่ยวเนื่องมาจาก สิ่งเหล่านี้ก็ล้วนนำพามาซึ่งความทุกข์ทั้งสิ้น หากว่าเราเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างไม่รู้เท่าทันตามจริง เช่น

               - ถึงมีบ้านเป็นที่อยู่อาศัย แต่หากหลังเล็กไปไม่มีความสะดวกสบายก็เกิดความทุกข์ตามมา

               - ถึงแม้จะมีเสื้อผ้า (เครื่องนุ่งห่ม) แต่ไม่ทันยุค – ทันสมัยก็เกิดทุกข์

               - ถึงแม้จะมีอาหารรับประทานแต่อาหารไม่อร่อยถูกปากก็เกิดทุกข์

เป็นต้น

 

          องค์ประกอบของปัจจัยสี่ดังกล่าวนั้น สามารถนำพามาซึ่งความทุกข์หรือสุขก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเรานั้นสามารถเข้าถึงและเข้าใจในการบริหารจัดการความพอประมาณ ความสมเหตุสมผล และความสมดุล ในปัจจัยสี่ที่มีอยู่ได้มากน้อยเพียงใด เพื่อที่จะสามารถก้าวข้ามไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันต่อความอยาก (กิเลส) ได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต ดังพุทธพจน์ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า :

 

             "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ความทุกข์ทั้งมวลมีมูลรากมาจากตัณหาอุปาทาน ความทะยานอยากดิ้นรน และความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเราเป็นของเรา รวมถึงความเพลินใจในอารมณ์ต่างๆ สิ่งที่เข้าไปเกาะเกี่ยวยึดถือไว้โดยความเป็นของตน ที่จะไม่ก่อทุกข์ก่อโทษให้นั้นเป็นไม่มี หาไม่ได้ในโลกนี้ เมื่อใดบุคคลมาเห็นสักแต่ว่าได้เห็น ฟังสักแต่ว่าได้ฟัง รู้สักแต่ว่าได้รู้ เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ เพียงสักว่าๆ ไม่หลงใหลพัวพันมัวเมา เมื่อนั้นจิตก็จะว่างจากความยึดถือต่างๆ ปลอดโปร่งแจ่มใสเบิกบานอยู่"

             "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! เธอจงมองดูโลกนี้โดยความเป็นของว่างเปล่า มีสติอยู่ทุกเมื่อ ถอนอัตตานุฑิฏฐิ คือความยึดมั่นถือมั่นเรื่องตัวตนเสีย ด้วยประการฉะนี้ เธอจะเบาสบาย คลายทุกข์ คลายกังวล ไม่มีความสุขใดยิ่งกว่าการปล่อยวางและการสำรวมตนอยู่ในธรรม"

            "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ไม่มีความสุขใดเสมอด้วยความสงบชนิดนี้สามารถหาได้ในตัวเรานี้เอง ตราบใดที่มนุษย์ยังวิ่งวุ่นแสวงหาความสุขจากที่อื่น เขาจะไม่พบความสุขที่แท้จริงเลย มนุษย์ได้สรรค์สร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นไว้เพื่อให้ตัวเองวิ่งตาม แต่ก็ตามไม่เคยทัน การแสวงหาความสุขโดยปล่อยใจ ให้ไหลเลื่อนไปตามอารมณ์ที่ปรารถนานั้น เป็นการลงทุนที่มีผลไม่คุ้มเหนื่อย เหมือนบุคคลลงทุนวิดน้ำในบึงใหญ่เพื่อต้องการปลาเล็กๆ เพียงตัวเดียว มนุษย์ส่วนใหญ่มัววุ่นวายอยู่กับเรื่องกาม เรื่องกิน และเรื่องเกียรติ จนลืมนึกถึงสิ่งหนึ่ง ซึ่งสามารถให้ความสุขแก่ตนได้ทุกเวลา สิ่งนั้นคือ ดวงจิต ที่ผ่องแผ้ว เรื่องกามเป็นเรื่องที่ต้องดิ้นรน เรื่องกินเป็นเรื่องที่ต้องแสวงหา และเรื่องเกียรติเป็นเรื่องที่ต้องแบกไว้ เมื่อมีเกียรติมากขึ้นภาระที่จะต้องแบกเกียรติเป็นเรื่องใหญ่ยิ่งของมนุษย์ผู้หลงตนว่าเจริญแล้ว ในหมู่ชนที่เพ่งมองแต่ความเจริญทางด้านวัตถุนั้น จิตใจของเขาเร่าร้อนอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยประสบความสงบเย็นเลย เขายินดีที่จะมอบตัวให้จมอยู่ในคาวของโลกอย่างหลับหูหลับตา เขาพากันบ่นว่าหนักและเหน็ดเหนื่อย พร้อมๆ กันนั้นเขาได้แบกก้อนหินวิ่งไปบนถนนแห่งชีวิตอย่างไม่รู้จักวาง"

 

            จุด (ก๑, ท๑)

             หากพิจารณาที่เส้น  จุด (ก๑, ท๑) สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ในสังคมเศรษฐกิจที่มีความคิดและความเชื่อว่า หากมีกิเลสตัณหาเพิ่มมากขึ้นและได้รับการตอบสนองต่อกิเลสและความต้องการของตนแล้วก็จะทำให้ความทุกข์ลดลง (มีความสุขมากขึ้น) จาก ท๐ เป็น ท๑ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วสิ่งเหล่านั้นล้วนนำมาซึ่งความทุกข์ทั้งสิ้น เช่น

                - คนส่วนใหญ่เชื่อว่าหากตัวเองมีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายมากกว่าปัจจัย ๔ ก็จะนำพามาซึ่งความสุข ความสบายมากขึ้น สมมติว่า หากเรามีที่อยู่อาศัย (บ้าน) แล้ว โดยการผ่อนบ้าน มีรถยนต์แล้ว (โดยการผ่อน)แต่รู้สึกว่านอนแล้วไม่มีความสบาย พัดลมไม่เย็นพอ จึงไปซื้อแอร์ (เงินผ่อน) เพิ่มขึ้นอีก ซึ่งคิดว่าแอร์นั้นทำให้เกิดความสุข (ความทุกข์ลดลง) แต่แท้ที่จริงแล้วนำพามาซึ่งความทุกข์ทั้งในการต้องหาเงินผ่อน การบำรุง – รักษา การซ่อมแซม เป็นต้น หรือถ้าหากซื้อมาแล้วได้ของไม่ดี เดี๋ยวเปิดเย็นเดี๋ยวเปิดแล้วไม่เย็น ก็นำมาซึ่งความทุกข์ทั้งนั้น

 

           จุด (ก๒, ท๒)

            หากพิจารณาตามเส้น จุด (ก๒, ท๒) สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ในสังคมเศรษฐกิจที่มีความคิดและความเชื่อว่า หากเรามีกิเลสตัณหาหรือความต้องการน้อยลง ความทุกข์ในชีวิตก็จะยิ่งมากขึ้น (ความสุขน้อยลง) จากการที่ไม่ได้รับความสะดวกสบายทางกาย ทำให้ความทุกข์เพิ่มขึ้น (ความสุขลดลง) จาก ท๐ เป็น ท๒ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วการลด ละ กิเลส ให้น้อยลงดังกล่าวนำพามาซึ่งความสุขเพิ่มขึ้น เช่น

            หากเรามีที่อยู่อาศัย (บ้าน) และรถยนต์ คนส่วนใหญ่ก็จะมองว่าเราน่าจะมีความสุข (ความทุกข์น้อยลง) เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ไม่มีสิ่งเหล่านั้นเป็นของตนเอง แต่แท้ที่จริงแล้วสิ่งของเครื่องใช้ไม่ว่าจะเป็นชิ้นเล็ก – ชิ้นใหญ่  ของแพง- ของถูก ล้วนแล้วแต่นำพาทุกข์มาฝากหรือเจือปนอยู่ด้วยทั้งนั้น เช่น

                -  บ้านและรถหากต้องผ่อนก็เป็นทุกข์ในการหารายได้

                -  บ้านหากอยู่ไปแล้วหลังคารั่วหรือพื้นทรุดก็เกิดทุกข์

                -  รถหากเสียต้องนำไปซ่อมก็เกิดทุกข์

                -  น้ำมันแพงก็เกิดทุกข์

                -  จอดรถยนต์ไว้แม้แต่มีสุนัขมาฉี่ใส่ล้อก็เกิดทุกข์

                                               เป็นต้น

          

           การที่มีกิเลสตัณหาและความต้องการลดลง คนส่วนใหญ่มองว่าทำให้มีความสุขน้อยลง (ความทุกข์มาก) นั้นเนื่องมาจาก มองที่ความสะดวก สบายทางกาย และเข้าไปยึดติดความเป็นตัวเป็นตนของสิ่งเหล่านั้น เป็นสำคัญ แท้ที่จริงแล้วการที่มีกิเลสตัณหาและความต้องการลดลงนำพามาซึ่งความสุขมากขึ้น (ความทุกข์น้อยลง) เพราะไม่ต้องคอยกังวลกับการเก็บรักษาสิ่งของเหล่านั้น หากว่าเรามีสิ่งของที่ต้องดูแลเก็บรักษามากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีความทุกข์ในการกังวลมากขึ้นเท่านั้น กลัวหาย กลัวชำรุด กลัวราคาตก กลัวตกรุ่น เป็นต้น

          ปัจจุบันด้วยมายาคติแห่งทุกข์ที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดคิดว่า ความต้องการกิเลสตัณหาเพื่อมาสนองตอบต่อความต้องการของตน โดยที่หากได้รับการสนองตอบมากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้ความสุขมากขึ้นเท่านั้น (ความทุกข์ลดลง) ทั้ง ๆ ที่จริงแล้ว ยิ่งความต้องการกิเลสตัณหามากขึ้นเท่าใด ความทุกข์ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ปัจจุบันในสังคมเศรษฐกิจคนส่วนใหญ่กำลังตั้งหน้าตั้งตาวิ่งไล่กวดสะสมความมั่งคั่งทางด้านวัตถุ เพื่อจะนำมาซึ่งความสะดวก สบายทางกาย โดยมองว่าเป็นรูปแบบของความสุขที่สัมผัสได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วนำพามาซึ่งความทุกข์ทั้งทางใจและกาย ในการเก็บรักษาและดูแลสิ่งของเหล่านั้น เมื่อเกิดอะไรขึ้นกับสิ่งของของตนนั้นก็เกิดความทุกข์ใจขึ้นมาหรือบางครั้งก็นำพามาซึ่งความทุกข์กาย เช่น วัยรุ่นแต่งรถตามกระแสแฟชั่นความเท่ห์ และโก้เก๋ เพื่อนำไปแข่งตามถนนแล้วเกิดอุบัติเหตุทำให้พิการ เป็นต้น คนส่วนใหญ่ในสังคมปัจจุบันที่ตั้งหน้าตั้งตาปั่นกิเลสตัณหาของตนเองเพิ่มขึ้นเพื่อแสวงหาความสุข แต่แท้ที่จริงแล้วกลับเป็นการวิ่งไล่กวดสั่งสมความทุกข์ให้เพิ่มมากขึ้นตามเส้น ต’ และ ต’’ ... ไปเรื่อย ๆ ตามความต้องการของตนเองไม่มีที่สิ้นสุด

             การที่สังคมเศรษฐกิจในปัจจุบันมีพฤติกรรมที่มุ่งแสวงหาและสั่งสมความมั่งคั่งทางวัตถุ โดยเชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นจะนำพามาซึ่งความสุขมากขึ้น (ความทุกข์ลดลง) ทำให้มีพฤติกรรมของการกระทำที่ผิดต่อศีลธรรมและคุณธรรมมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อที่จะให้ได้ (วัตถุ) มาสนองต่อความอยากของตนเองทั้งการทุจริต ปล้นจี้ชิงทรัพย์ รวมถึงการยอมขายตัว เป็นต้น เมื่อพฤติกรรมละเมิดต่อศีลธรรมและคุณธรรม (ถึงแม้บางครั้งกฎหมายอาจเอาผิดไม่ได้) มีมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้คนส่วนใหญ่ในสังคมชาชินและซึมซับ มองว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องปกติ เช่น นักการเมืองทุจริตคอรัปชั่นถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติอยู่ที่ว่าจะมากหรือน้อย หรือแม้แต่สื่อบางครั้งก็สร้างค่านิยมใส่ความเป็นฮีโร่ให้กับคนทำผิดศีลธรรมโดยไม่ตั้งใจ เช่น เรียกผีพนันว่า เซียนพนัน เรียกโจรว่า โจรอัจฉริยะ หรือ โจรหัวหมอ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้กลับกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมเข้ามาแทนที่ทางศีลธรรมและคุณธรรม

        ถึงแม้ว่าจะมีหลาย ๆ คนที่เข้าใจในพระพุทธศาสนาไปในทำนองที่ว่า มีทัศนคติมองชีวิตในเชิงติดลบ (ด้านลบ) หรือเป็นไปในลักษณะของการผูกชีวิตติดไว้กับความทุกข์ แต่ความเป็นจริงในหัวใจหลักของพระพุทธศาสนาหรือแก่นแท้แล้ว สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย อริยสัจจ์นี้มี ๔ ประการ คือ “ทุกขัง อริยสัจจัง” คือ ความทุกข์เป็นสัจจะอันประเสริฐ นั่นย่อมแสดงถึงนัยที่ว่า

           ๑. สอนให้ทุกคนตระหนักรู้ถึงความจริงแห่งทุกข์

           ๒. เมื่อตระหนักรู้ถึงความจริงแห่งทุกข์แล้ว ให้มองว่าความทุกข์เป็นความจริงอันประเสริฐ (ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย)

           ๓. เมื่อมองความทุกข์เป็นความจริงอันประเสริฐ ทำให้เกิดทัศนคติที่ดี (ด้านบวก) ในการเรียนรู้เพื่อบริหารจัดการกับความทุกข์ ไม่ใช่ ให้ฝังจมอยู่กับกองของความทุกข์นั้น

 

       นี่คือหลักความจริงของพระพุทธศาสนาที่มีทัศนคติในเรื่องทุกข์ ซึ่งสอนให้รู้เท่าทันในความเป็นไปในทุกข์ตามจริงและอยู่กับมันอย่างมีสติ แต่ไม่ใช่ให้ฝังจมชีวิตติดกับดักในทุกข์ หรือบิดเบือน กลบเกลื่อน ไม่มองความจริงแห่งทุกข์จนนำไปสู่ความประมาท รู้ไม่เท่าทันเมื่อถึงคราวถูกบีบคั้น บังคับ จนระงับปิดบังซ่อนเร้นความจริงแห่งทุกข์ไม่อยู่ เมื่อทุกข์เกิดสุกงอมระเบิดออกมาจนทำให้เกิดสติแตกควบคุมสติไม่อยู่ เกิดผลเสียตามมาหลาย ๆ อย่างทั้งในทางตรง (ชีวิตตัวเอง) และในทางอ้อม (ผลกระทบทางสังคม)

       วิวัฒนาการในด้านต่าง ๆ ที่เติบใหญ่ขึ้นมา เพื่อรองรับและสนองตอบกับความต้องการของมนุษย์ได้ทุกอย่าง ถือเป็นก้าวย่างแห่งการอำพรางปิดบังซ่อนเร้น กดทับ “ความทุกข์” เอาไว้ไม่ให้ทำงาน ตราบใดที่ความต้องการของมนุษย์มาบรรจบครบรอบกับการสนองตอบ มนุษย์ส่วนใหญ่จะขาดความรอบคอบ รู้ไม่เท่าทันมองไม่เห็นความจริงแห่งทุกข์ที่มีพัฒนาการเติบโตเสมือนเป็นคู่แฝดกันกับวิวัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ ถึงแม้ว่า ความต้องการจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้เจริญเติบโต แต่หากว่า เป็นความต้องการที่เกิดขึ้นจากสุญญากาศแห่งสติก็จะยิ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

********************************************************************************************************************