-สนธิ น เป็น ณ

-สนธิ สฺ เป็น ร เป็น โอ และลบ ส

 

สนธิไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในภาษาต่างๆ ก็ล้วนมีการสนธิทั้งนั้น คือเปลี่ยนเสียงสระ หรือพยัญชนะไปตามสภาพแวดล้อม วันก่อนผมดูหนังฝรั่ง ได้ยินเขาพูดว่า เกดเดน ก็คือ Get in คำนี้ถ้าจะเปลี่ยนรูป ก็ควรเขียน Ged en (หลักนี้ในภาษาสันสกฤตก็มี เปลี่ยน t เป็น d พบบ่อยมาก) ตรงนี้เป็นจุดเด่นของระบบการเขียนของอินเดีย (ไม่ใช่ระบบเขียนของสันสกฤต เพราะตัวหนังสือของอินเดียนับสิบๆ แบบนั้น ใช้เขียนภาษาสันสกฤตได้ทั้งนั้น รวมทั้งตัวหนังสือไทย ซึ่งเป็นระบบที่พัฒนามาจากแบบอินเดียเหมือนกัน) หรือตอนที่เพื่อนเรียกพระเอกชื่อ จิม แต่ออกเสียง เจม (Jim -->  Jem) นี่ก็ตรงกับหลักเลื่อนสระเป็นขั้นคุณในภาษาสันสกฤตเลย

 

หลักเหล่านี้เข้าใจได้ง่าย ถ้าสนใจเรื่องเสียงมากๆ แต่ในสมัยหลังเราอ่านหนังสือด้วยตา จึงงงกับเรื่องเหล่านี้ ดังนั้นการอ่านภาษาสันสกฤตในช่วงแรกจึงควรจะอ่านออกเสียง ให้คุ้นหูคุ้นปาก แล้วเรื่องสนธิจะง่าย แต่ถ้าอ่านด้วยตา สมองจะไม่ช่วยประสานรูปกับเสียงให้เท่าไหร่หรอก เราก็จะงงกับการสนธิ ว่าเสียงต่างๆ นั้นเปลี่ยนไปได้อย่างไร

 

โม้มาเยอะแล้ว มาดูการเปลี่ยนเสียง น เป็น ณ กัน

 

1. เปลี่ยนเสียง น เป็น ณ

คราวที่แล้ว มีประเด็นข้อสงสัยเรื่อง การเปลี่ยน น เป็น ณ ซึ่งแต่เดิมนั้นท่านไม่ได้สนใจเรื่องรูปเขียน แต่ในภายหลังมีการใช้ระบบการเขียนที่ดีมาก คือการออกเสียงกับการเขียนนั้นตรงกันมาก การเปลี่ยนเสียง จึงเท่ากับการเปลี่ยนรูปอักษรไปด้วย

 

มีหลักนิดเดียว “ร, ฤ, ฤๅ, ษ นำหน้า น, ตามติดด้วย น, ม, ว, ย และสระ”  

ถ้าสถานการณ์แบบนี้ น เปลี่ยนเป็น ณ

*ยกเว้นเมื่อ พยัญชนะวรรค จ, วรรค ฏ และวรรค ต อยู่ติดหน้า น

 

ตัวอย่าง

ปุษฺป => ปุษฺปานิ => ปุษฺปาณิ (เปลี่ยน น เป็น ณ เพราะ 1) หน้า น มี ษ  2)หลัง น มี สระอิ

ติษฺฐนฺ  อริสฺ > ติษฺฐนิริะ. น ไม่เปลี่ยน เพราะ 1) หน้า น มี ษ ก็จริง แต่ 2) มี ฐ (พยัญชนะวรรค ฏ) คั่นอยู่

 

** ตามกฎข้างบน เมื่อ นฺ อยู่ท้ายสุด ก็ไม่ต้องพิจารณาการเปลี่ยนแปลงเสียง เพราะไม่มีเสียงใดๆ ตามมา, แต่ถ้า น อยู่ท้ายสุด (นฺ ตามด้วย อะ) ก็ต้องพิจารณาว่าตรงตามกฎหรือไม่

 

แบบฝึก ข้อใดถูก ข้อใดผิด จงอธิบาย

1. อาจารฺเยน - อาจารฺเยณ

2. พฺรหฺมนฺ - พฺรหฺมณฺ

3. รามายณมฺ - รามายนมฺ

4. ปฺรณมฺ - ปฺรนมฺ

5. ลกฺษฺมนฺ – ลกฺษฺมณฺ

(คำเหล่านี้มาจากการประสมคำ)

 

2. คำที่ลงท้ายด้วย สฺ, สฺ ตัวนี้จะเปลี่ยนเสียง ตามลักษณะเสียงที่ตามมา ดังนี้

               ก. ถ้าข้างหน้าลงท้ายด้วย อสฺ เช่น รามสฺ, เทวสฺ ฯลฯ แล้ว

                              1. พยัญชนะเสียงก้องตามมา, อสฺ ตัวนั้นจะเปลี่ยนเป็น โอ เช่น รามสฺ นระ = ราโม นระ,  เทวสฺ นารายณะ = เทโว นารายณะ. เพราะอย่างนี้ มนสฺ  หร = มโนหร (http://www.gotoknow.org/blogs/posts/502650)

                              2. แต่ถ้าสระอะตามมา ก็เปลี่ยนอสฺ เป็น โอ เหมือนกัน แต่ให้ใส่เครื่องหมาย อวคฺรห (अवग्रह) ในตำแหน่ง อะ ที่หายไป (ถ้าอักษรไทย หรือ โรมัน ใช้ตัวลูกน้ำหรืออะโพสโซฟี หรือตัวเอส s แทน) เช่น พลสฺ อริะ. = พโล’ระ (balo’rah) คตสฺ+อหํ = คโต’หํ  (गतोsहं  gato’haṁ)

Large_avagraha-1

การใช้เครื่องหมายอวัครหะ (อวคฺรห अवग्रह), หลัง हलो

 

                              3. ถ้าสระที่ตามมาไม่ใช่สระอะ ก็ให้ลบ สฺ แค่นั้น เช่น นฺฤปสฺ อิจฺฉนฺติ = นฺฤป อิจฺฉนฺติ. ตตสฺ อุทกมฺ = ตต อุทกมฺ,

               ข. ถ้าข้างหน้าลงท้ายด้วย อาสฺ, ไม่ว่าพยัญชนะเสียงก้องตามมา, หรือสระใดๆ ตามมา ก็ลบ สฺ ออก เหลือแค่ อา เช่น นฺฤปาสฺ อิจฺฉนฺติ = นฺฤปา อิจฉนฺติ.  นฺฤปาสฺ ชยนฺติ = นฺฤปา ชยนฺติ.

                              **กรณีที่ลบ สฺ ออก ทำให้มองรูปเดิมยาก แต่มีข้อสังเกตคือ จะเห็นสระตามมา ซึ่งปกติแล้ว คำต่อมา ที่ขึ้นต้นด้วยสระ จะต้องไปสนธิกับพยัญชนะหรือสระท้ายคำหน้า ดังนั้น ถ้าเราเห็นสระขึ้นต้นคำถัดมา แสดงว่าเกิดการสนธิ และมีเสียงที่หายไป**

               ค. ถ้าท้ายคำหน้า ไม่ใช่ อสฺ ไม่ใช่ อาสฺ เป็นสระอื่นๆ เช่น อิสฺ, อุสฺ, โอสฺ ฯลฯ แล้วมีเสียงก้องตามมา (ไม่ว่าสระ หรือพยัญชนะ) ให้เปลี่ยน สฺ เป็น รฺ เช่น

อคฺนิสฺ อตฺร => อคฺนิรฺ อตฺร => อคฺนิรตฺร (agnis atra > agnir atra > agniratra)

อคฺนิสฺ ทหติ => อคฺนิรฺ ทหติ => อคฺนิรฺทหติ (agnis dahati > agnirdahati >      

** ถ้าสระตามมา ร ก็จะประสมกับสระนั้นไปเลย**

               ง. ถ้าตามมาด้วยพยัญชนะอื่น ที่ไม่ใช่โฆษะ ก็เปลี่ยน สฺ เป็นวิสรรคะ อย่างที่เคยเล่ามาแล้ว (http://www.gotoknow.org/blogs/posts/501682)

จ. ถ้านอกเหนือจากนั้นล่ะ ยังไม่บอก เล่าไปก็ปวดหัวเปล่าๆ บทเรียนนี้จะสอนเฉพาะที่ต้องใช้ ถ้ายังไม่ใช่ จะยังไม่สอน เพราะอาจสับสน และลืมได้ง่าย

               สรุป

               1) อสฺ เปลี่ยนเป็น โอ เมื่อตามด้วยสระอะ หรือพยัญชนะเสียงก้อง (ถ้าเป็นสระ ใส่เครื่องหมายอวครหะด้วย)

               2) อสฺ เปลี่ยนเป็น อะ เฉยๆ  เมื่อสระอื่นๆตามมา

               3) อาสฺ เปลี่ยนเป็น อา เมื่อเสียงก้องตามมา (สระ หรือพยัญชนะก็ตาม)

               4) -สฺ ในกรณีอื่นๆ เปลี่ยนเป็น รฺ เมื่อเสียงก้องตามมา (สระ หรือพยัญชนะก็ตาม) จะแล้วที่

 

3. กรณี รฺ สองตัว

               การสนธิพยัญชนะบางครั้งทำให้เกิด รฺ สองตัวอยู่ติดกัน แต่เมื่อเป็นเช่นนี้จะต้องลบตัวข้างหน้าทิ้ง, และหากหน้า รฺ ตัวนั้นเป็นสระเสียสั้น ก็ให้ยืดเป็นเสียงยาวด้วย ถ้ายาวอยู่แล้วก็ไม่ต้องทำอะไร แค่ลบ รฺ ทิ้งไปตัวหนึ่ง เพราะไวยากรณ์ไม่ยอมให้มี รฺรฺ ซ้อนกันแบบนี้ (ถ้ามีคงจะออกเสียงลำบาก )เช่น

               ปุนรฺ รามะ = ปุน รามะ (ตัด รฺ ตัวหน้าทิ้ง), แล้วยืดเสียงสระ เป็น ปุนา รามะ

               อคฺนิรฺ โรจเต. => อคฺนิ โรจเต. > อคฺนี โรจเต.

               เธนุรฺ โรจเต. => เธนุ โรจเต. > เธนู โรจเต.

               (โปรดสังเกต รฺ (r) ไม่มีสระตามมา, ถ้า รร แบบนี้ เกิดขึ้นได้ ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร...

               สรุป รฺร ติดกันแบบนี้ไม่ได้ ให้ตัดตัวหน้าทิ้ง ถ้าสระข้างหน้า ร นั้นสั้น ก็ยืดให้ยาว

 

แบบฝึก จงทำสนธิ

1. ราชสฺ อิจฺฉติ  

2. ติษฺฐตสฺ หสฺตโยสฺ ผเล

3. อคฺนิสฺ คฺราเม ทหติ.

4. ราชาสฺ อาคจฺฉนฺติ.

5. อคฺนฺโยสฺ ภวตสฺ.