ยุงบำบัด....
น่าคิดว่าทำไมยุงจึงเป็นแต่พาหะนำโรค แต่ไม่เห็นว่ามันเคยเป็นโรคอะไรกะเขาเลย (เอ๊ะ..หรือว่าเป็น แต่เราไม่รู้เอง) แสดงว่ายุงมันมียารักษาโรคในตัวหรือไร เช่น มันเอา “ไข้เลือดออก” มาสู่เรา ทั้งที่เลือดที่มันกินเข้าไปมีเชื้อเต็มตัวแต่ทำไมมันไม่เป็นไข้เลือดออกมั่งล่ะ
เวลามันดูดเลือดคนเป็นเอดส์ แล้วมากัดเราต่อ หมอก็บอกว่าไม่ต้องกลัว เพราะยุงไม่อาจนำโรคเอดส์ได้ เอ้า...ถ้าจริงก็แสดงว่ายุงมันบำบัดเชื้อเอดส์ได้ด้วยตัวมันเองน่ะสิ
แบบนี้ถ้าผมเลี้ยงยุงหิวจัดไว้เต็มห้องสักแสนตัว แล้วเอาคนเป็นเอดส์เข้าไปนอน ฉีดยาสลบซะหน่อย (กันรำคาญ) แล้วให้ยุงตอมดูดเลือดให้หมดสัก 1 ลิตร ซึ่งจะทำให้เชื้อจากปากยุงซึมเข้าไปกระแสเลือดในตัวผู้ป่วย ซึ่งถ้าเชื้อนี้มีปริมาณความเข้มข้นมากพอ ก็น่าจะรักษาเอดส์ให้หายได้
อ้าว..อย่าเพิ่งขำ บรรดาหมอทั้งหลายอ่านแล้วลองเอาไปทดลองดู สำเร็จขึ้นมาอาจได้รางวัลโนเบลนะ
ถ้าจะให้ง่ายกว่านั้นก็เอายุงมาเลี้ยงเป็นฟาร์มยุงเลย แล้วหาทางรีดเอาสารออกฤทธิ์จากยุงให้ได้ แล้วเอามาเพาะเชื้อให้เป็นเซรุ่ม (แบบพิษงู) เพื่อทำเป็นยาฉีด ทั้งรักษาและป้องกันโรคต่างๆ รวมทั้งโรคเอดส์
มดช่วยทำนา ยุงช่วยรักษาโรค ต่อไปเราจะได้หันมาอนุรักษ์มดและยุงกันเสียที
นอกจากนี้ผมเชื่อว่าการที่ถูกยุงกัดนั้นน่าจะมีผลดีมากกว่าผลเสีย (ถ้าไม่กัดมากจนเกินไป ) เพราะยุงสองสามตัวเอาเชื้อโรคอ่อนๆเข้าไปในร่างกายเรา ทำให้ระบบภูมิต้านทานได้ออกกำลังกายในการสร้างภูมิต้านทานออกมา ทำให้แข็งแรงและสามารถต้านทานโรคอื่นๆ ได้มากขึ้นด้วย ก็ป่วยไข้ได้ยากกว่าคนปกติ
น่าศึกษาว่าคนไม่เคยถูกยุงกัดเลยนั้น มีอัตราการเกิดโรคต่างจากคนที่ถูกยุงกัดบ่อยอย่างไร
คนเราคิดกันแต่จะหาทางป้องกันโรคด้วยยา และ สารเคมี อาหารเสริม ต่างๆ แต่วันนี้ผมมาบอกว่า โรค นั่นแหละ อาจช่วยรักษาโรคได้ดีกว่าใครเขาหมด แบบว่า หนามยอกเอาหนามบ่ง
...คนถางทาง (๒๔ กันยายน ๒๕๕๕)
จ๊าก !!!! เขารณรงค์กำจัดยุง อ.ถาง มาส่งเสริมเลี้ยงยุง อย่างนี้มีปัญหากับ สธ.นะนี่
เข้าท่านะคะ ท่านประธาน..
ในเลือดยุงคงไม่มีอะไรที่ไวรัสเอดส์จะใช้เพื่อให้ดำรงชีวิตได้เหมือนในเลือดคนกับลิงน่ะค่ะ ยุงเลยนำเชื้อเอดส์ไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ไม่น่าจะมีอะไรในน้ำลายยุงที่จะช่วยรักษาเอดส์ได้ค่ะ
ขอบคุณท่านโอ๋ฯที่ให้ความเห็น ในประเด็นอันสำคัุญยิ่่งนี้ ที่น่าจะมีสักพันคห. แ่ต่มี ๒ เท่านั้นเอง (แสดงว่า....)
แต่ผมยังเห็นแย้งว่า น่าจะมีอะไรใน "น้ำลายยุง" ที่ฆ่าเชื้อเอดส์ เพราะถ้าเอดส์อดอาหารตายในท้องยุง ก็น่าจะต้องใช้เวลาสองสามวันกว่าจะหิวตาย แ่ต่หมอท่านบอกว่า ยุงกัดผู้อื่นแล้วมากัดเรา (แม้ทันทีภายในบัดดล เช่น อยู่ใกล้กัน) เราก็ไม่ติดเชื้อ (แสดงว่า....)
ในน้ำลายยุงไม่มีปัจจัยที่จะทำให้เชื้อไวรัสเอ ดส์อยู่ได้มังคะ ก็เหมือนถ้าเชื้อในเลือดที่หยดอยู่สักพักไวรัสเอดส์ก็จะตายไปเอง แต่ถ้าเรามีแผลไปโดนเข้าก็จะติดเชื้อได้เพราะในเซลล์คนเรามีปัจจัยให้เชื้อดำรงชีวิตต่อได้
ท่านโอ๋ฯ ครับ แล้วทำไมเอดส์ติดต่อทางเข็มฉีดยาได้ (พวกอัพยาทางเข็ม) แต่ปากยุงก็เหมือนเข็มอัพยานั่นแหละ อาจกัดคนข้างๆ แล้วมากัดเราใน 1 วิ (เร็วกว่าการแชร์เข็มอัพยาเสียอีก) แต่หมอบอกว่า ยุงกัดไม่เป็นไร
หรือจะสรุปว่า หมอผิด แหกตาประชาชนไม่ให้ตกใจเรื่อยมา
แต่ถ้าหมอถูก ก็ต้องสรุปว่า ปากยุงมีอะไรพิเศษที่ฆ่าเชื้อโรคได้ ว่าไปแล้วสัตว์กินเลือดทุกชนิด เช่น ค้างคาวผี ก็น่าจะมีลักษณะเช่นนี้ เพราะเลือดนั้นมีเืชื้อโรคมาก
อาจจะมีส่วนผสมอะไรที่ทำให้เชื้อมันอยู่ได้นานน้อยลงด้วยมังคะถ้างั้น แต่ยุงมันกัดเรามันจิ้มปากมัน แต๊ะ นิ้ดเดียวด้วยมังคะ แค่ผิวชั้นบนสุดมีแต่เซลล์ที่ตายแล้วก็เลยไม่ติดเชื้อ แต่เข็มแทงมันเข้าถึงข้างในที่มีเซลล์ของเราให้เชื้อมันมาอาศัยต่อชีวิตได้ไงคะ อิ อิ ยังคงไม่อยากเชื่อว่าน้ำลายยุงหรือเลือดยุงมีอะไรฆ่าเอดส์ได้ สมุนไพรไทยดีกว่าค่ะ ง่ายกว่ายุ่งกับยุง เวลาทดลองกับยุงสงสารหนูทดลองค่ะ (เคยทำมาแล้ว รู้สึกบาปมาก)
ท่านโอ๋ฯ ครับ ผมเคยทราบมาว่า (จากการอ่าน brochure อุปกรณ์ป้องกันงูกัดของฝรั่งเมื่อ ๓๐ ปีก่อน) ว่า ผิวหนังชั้นตื่นๆ นั้น มีแต่กระแส น้ำเหลือง (puss) ส่วนกระแสเลือด อยู่ลึกลงไปอีก พิษงูนั้นส่วนใหญ่ไหลไปตามกระแสน้ำเหลือง ไม่ใช่กระแสเลือด ถ้านี่คือความจริง แสดงว่า ปากยุงต้องทะลุลงลึกพอควรนะครับ กว่าจะดูดเลือดเราได้
การทดลองกับหนู ยังไงหนูมันก็ต้องตายจากปากงู แมว หมา อยู่แล้ว ให้มาตายกับมือเรา เพื่ออุทิศชีวิตช่วยสัตว์อื่นไม่ดีกว่าหรือ พอครบวันวิสาขะ เราก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ "อาจารย์น้อย" แบบที่เราอุทิศให้ "อาจารย์ใหญ่" ก็คงจะดี (อย่างน้อยช่วยด้านจิตวิดยา อิอิ)
ไปอ่านพบจาก Rutgers New Jersey Agricultural Expriment Station: Center for vector biology ว่าทำไมยุงไม่นำเชื้อเอดส์มาแล้ว คิดว่า ความเห็นอาจารย์ในบันทึก อาจจะมีคนกำลังศึกษาระบบย่อยของยุงอยู่ก็ได้นะคะ ว่าทำไมมันย่อยเชื้อเอดส์ได้ แต่มันกลับให้มาลาเรียหรือไวรัสอื่นโตในตัวมันได้ แล้วมาส่งต่อให้เรา หรืออาจเป็นได้ว่าปริมาณในคนติดเชื้อมันน้อยเกินกว่าที่มาโตในยุงได้ ที่โอ๋มาออกความเห็นไว้นั้นรู้สึกจะผิดหมดเลย อิ อิ เขาเรียกว่าอนุมานไม่ตรงสักอย่างค่ะ ต้องขอโทษด้วย นี่แหละค่ะ ไม่รู้จริง ออกความเห็นเฉยๆอาจพาผิดทางได้ เดี๋ยวใครคิดว่าเราเป็นดร.เชื่อได้เข้าไปอีก เราจะบาปเสียเปล่าๆ ก็เลยเข้าใจได้ว่าทำไมไม่มีใครมาช่วยออกความเห็น เพราะไม่มีคนในวงการกีฏวิทยาใน GotoKnow ละมังคะ
คิดได้เยอะนะคะ แต่ว่าอ่านคร่าวๆจากที่ลิงค์นี้แล้วคิดว่า ถ้าอยากรู้จริงๆคงมีการศึกษาไว้เยอะแล้วล่ะค่ะ เพราะแนวคิดนี้คงมีพวกหัวสมองเ็ด็ดๆแบบอาจารย์ที่เขามี facilities ที่จะทำคงลองกันมาแล้ว เราไม่ใช่คนในวงการเลยไม่ได้รู้รายละเอียด ถ้าหาจริงๆก็คงพบค่ะว่ามีใครทำไหมไปถึงไหนแล้ว ต้องขอโทษที่ออกความเห็นข้างต้นไปโดยไม่ได้มีความรู้ที่ถูกต้องจริงๆนะคะ พอไปอ่านรายละเอียดแล้ว ที่เข้าใจมาตื้นมากๆเลยค่ะ ไม่สมควรออกความเห็นในแง่วิชาการเลยเรา...
ไม่เป็นไรครับท่านโอ๋ฯ ออกคห. ดีกว่าไม่ออก มันก็ทำให้ผมได้คิดตามไปด้วย ผิดถูก ตีลังกาอย่างไร ก็ต้องตะล่อมกันไป ผมเอง คิดแบบโลดโผน หักดิบ ไม่ได้มีความรู้อะไรหรอก แต่คิดนำร่องไปงั้นเอง โดนด่าหยาบคายว่าโง่เง่ามาก็มาก แต่ก็ยังไม่เข็ด คิดว่ามันคงพอจุดประกายอะไรบางอย่างได้ แม้เป็นประกายเล็กๆ ก็อาจลามออกไปในวงกว้างได้ในที่สุด แต่ต้องยอมเอาตัวเข้าแลก ทำนองพระโพธิสัตว์น่ะ อิอิ (ยอตน)