SHA : S สื่อให้นึกถึง sustainable & spirituality เน้นความยั่งยืนผ่านมิติการพัฒนาทางจิตวิญญาณและจิตตปัญญา H สื่อถึง healthcare & health promotion เป็นการพัฒนาทั้งบริการสุขภาพและการสร้างเสริมสุขภาพควบคู่กัน A สื่อให้นึกถึง appreciation & accreditation ใช้กระบวนการชื่นชมและกระบวนการ accreditation ควบคู่กัน ชื่นชมผ่านเรื่องเล่า นำมาสู่ความคิดฝัน รวมถึงเชื่อมั่นในความสามารถของชุมชนที่เราทำงานด้วย


เป็นหนึ่งในกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างพลังในตนเอง - เสริมคุณค่ากำลังใจให้ผู้อื่น ซึ่งคณะกรรมการเรื่องเล่า ได้ช่วยกันคัดสรรเรื่องราวดีๆ - ที่น่าประทับใจ จากแต่ละหน่วยงาน ครั้งนี้ได้ทั้งหมด ๙ เรื่อง ซึ่งทีมงานอยากให้เพื่อนๆได้ร่วมสัมผัส และมีความสุขร่วมกัน โดยจัดเวทีให้เพื่อนเล่า-เพื่อนฟัง สร้างแรงบันดาลใจ ยามที่รู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง หลายเรื่องฟังแล้วน้ำตาซึม รู้สึกปิติร่วมไปกับคนเล่า บางเรื่องช่วยสร้างจุดเปลี่ยนทางด้านความคิด ทำให้เห็นคุณค่าของคนเอง..

มาร่วมรับฟังและมีความสุขด้วยกันกับ kunrapee นะคะ (ขอนำบางประเด็นมาเล่าต่อ อาจไม่สะท้อนความรู้สึกเท่ากับการได้มานั่งฟังด้วยตนเอง คงไม่ว่ากันนะคะ)


@ เริ่มด้วย พี่กบ’ วีรดา ปานวงษ์ เล่าเรื่อง “ต้นทุนคนบ้านเหล่า” : จากที่ได้เปลี่ยนงานไปอยู่ PCU คล้ายๆกับหนุ่มชาวกรุงไปหลงเสน่ห์สาวบ้านนอก ได้คลุกคลีกับชาวบ้าน.. เห็นวิถีชีวิต.. เห็นความเข้มแข็งของชุมชน.. ความมีน้ำใจช่วยเหลือซึ่งกันและกัน.. เห็นรอยยิ้มของผู้คนในชุมชนที่รับผิดชอบ .. ได้เยี่ยมบ้านผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพอง (COPD) ลุงสี ผู้ซึ่งเคยหอบมากจนต้องมานอนรพ.หลายครั้งหลายครา แม้ลุงสีจะยากจนข้นแค้น รับจ้างทั่วไป หาเช้ากินค่ำ มีภรรยา-ลูกที่ต้องดูแล ต้องอาศัยรถของคนในหมู่บ้านเพื่อที่จะมารับยาที่รพ. แต่ลุงสีไม่เคยรู้สึกท้อแท้ต่อโรคและชีวิตของตนเอง แถมยังบอกเล่าข้อคิด-สิ่งดีๆ ให้ผู้อื่นมากมาย.. ผู้เล่าได้ย้อนกลับมาดูที่ชีวิตของตนเอง บ่อยครั้งที่รู้สึกแย่ ท้อแท้ สิ้นหวัง ทั้งๆที่เรามีหลายอย่างที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร ชีวิตของลุงสีสร้างจุดเปลี่ยนด้านความคิดให้กับผู้เล่า พี่กบบอกว่า “ไม่มีเหตุผลอะไร ที่ไม่อยากลงไปทำงานในชุมชน” (เมื่อก่อนพี่กบเคยบอกว่า ไม่ชอบทำงานในหมู่บ้าน ไม่ชอบงานชุมชน)


@ ต่อด้วย Kaaom’ ทิพย์วรรณ ชุ่มขุนทดเล่าเรื่อง “ความงามใน ๕ วัน ๕ ชั่วโมง” : เป็นความประทับใจในผู้ที่มาเข้าร่วมกลุ่มเลิกบุหรี่ ผู้เล่าได้เห็นสายตาแห่งความมุ่งมั่นที่จะเลิกสูบบุหรี่ของน้องเอ๋.. เห็นน้องเอ๋ มีรอยยิ้มแห่งความสุขที่สามารถลดจำนวนการสูบลงได้.. เห็นสมาชิกในกลุ่มให้กำลังใจซึ่งกันและกัน.. มีหลายคนที่เลิกสูบได้หลังจากเข้ากลุ่ม และน้องเอ๋ ก็ยังไม่ได้สูบบุหรี่อีกเลย.. เพียงแค่นี้ ก็ทำให้คนทำงานภูมิใจ และมีความสุข กับผลงานที่ได้รับ (เคยเขียนบันทึกเรื่องนี้แล้ว ลองตามไปอ่านดูค่ะ http://www.gotoknow.org/blogs/posts/500838)




@เรื่องของตาบัว” เล่าโดย น้องหนู’ ฐิตาภา มหามูล : จากการที่ได้เข้าไปคัดกรองผู้ป่วยเบาหวานในชุมชน ทำให้ได้พบกับลุงบัว (พระเอกของเรื่อง) วัดความดันโลหิตสูง BP=220/120 จึงได้ประสานรถรพ.มารับลุงบัวไปรักษา และหลังจากนั้นได้ตามเยี่ยมบ้าน ลุงเก็บของขาย บ้านของลุงรกมาก ลุงสะสมทุกสิ่งอย่างไว้ในห้องแคบๆไม่เกิน ๙ ตารางเมตร ห้องสกปรกมาก ลุงมีหลานชาย ๑ คนแต่เกเร ไม่ทำงาน ชอบทุบตีลุงเป็นประจำเมื่อต้องการเงิน บ่อยครั้งที่ลุงไม่มีอาหารกิน.. ผู้เล่าได้พูดคุยกับเพื่อนบ้าน, อสม. ประสานผู้นำชุมชน (ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน สมาชิกเทศบาล รวมถึงพระภิกษุในหมู่บ้าน) จนได้รับความช่วยเหลือหลากหลาย.. ได้อาหารรับประทานจากวัด, อสม.ช่วยวัดความดันโลหิต ให้เดือนละ ๒ ครั้ง มีเพื่อนบ้านรับหน้าที่ช่วยพามารพ., ช่วยหางาน ช่วยจ้างให้ลุงทำงาน, เทศบาลช่วยดูแลซ่อมแซมบ้านให้.. การที่คนในชุมชน ร่วมมือร่วมใจกันช่วยเหลือ แค่นี้ก็ทำให้ผู้เล่ามีความสุขทางใจอย่างมากมาย (เพียงแต่.. มีผู้เริ่มคิดที่จะช่วย - ส่งต่อข้อมูล – ประสานผู้คน –ลงมือปฏิบัติให้ความช่วยเหลือ.. ก็ส่งผลให้ผู้ด้อยโอกาส ได้มีชีวิตอยู่อย่างคนที่มีค่าคนหนึ่ง)


@ ตามมาด้วยเรื่องที่ kunrapee ประทับใจมากที่สุด “ชีวิตใหม่ของน้องโบวี่” เล่าโดยน้องเต้ย’ ฐิติมา บุญมั่น : น้องโบวี่ เป็นโรคกล้ามเนื้อสะโพกอ่อนแรง ได้รับการรักษาที่กรุงเทพฯ ส่งต่อกลับมารพ.มหาราช นม. และส่งกลับมาทำกายภาพต่อใกล้บ้าน วันแรกที่น้องมารพ.สูงเนิน ได้รับการตรวจจากนักกายภาพบำบัด และส่งต่อมาที่แผนกแพทย์แผนไทย ทีมงานตกลงใจว่าจะใช้วิธี นวดกระตุ้นพัฒนาการเด็กสมองพิการ (CP) หลังจากเริ่มนวดสัปดาห์ละครั้งที่รพ. พ่อ-แม่กลับไปนวดต่อที่บ้าน ทีมงานคิดว่าไม่เพียงพอ ได้ขอให้แม่พาน้องมาถี่ขึ้น ผ่านไป ๑ ปี ๖ เดือน น้องโบวี่สามารถทรงตัวลุกนั่งได้ ทุกคนรู้สึกดีใจมากๆที่มองเห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นของน้อง เมื่อวันแม่ปีที่แล้ว (๑๒ ส.ค.๕๔) พ่อแม่ของน้องบอกว่าจะขอไปหาปู่-ย่า จะไม่ได้มาสักพัก.. และแล้ว.. เมื่อน้องโบวี่กลับมา.. พ่อของน้องบอกว่า “น้องโบวี่ เดินได้แล้ว” ฮ้า เดินได้แล้วเหรอ แล้วน้ำตาแห่งความปิติก็ไหลออกมา น้องเต้ยเล่าว่าตัวเองตะโกนเสียงดัง วิ่งไปบอกจนท.ที่นั่งประชุมอยู่ห้องข้างๆ ทุกคนหยุดประชุม แล้วออกมาแสดงความยินดีกับน้องโบวี่ น้องเดินได้แล้วจริงๆ น้องเต้ยบอกว่า นึกถึงทีไร มีความสุขทุกครั้ง คล้ายกับว่าเราทำงาน ตั้งเป้าหมายไว้แค่น้องจะสามารถลุกนั่งเอง ช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง เพื่อลดภาระของพ่อ-แม่ แต่ผลลัพธ์ที่ได้รับ มันเกินเป้าหมายมากมาย

วันนี้เอาขอเล่าแค่ ๔ เรื่องก่อน

หวังว่าทุกท่าน คงได้รับความสุขกันถ้วนหน้า