พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับรองว่าเป็นจริง "อย่างไรชื่อว่ารักตน"
ถ้าบุคคลใดรู้ว่าตนเป็นที่รักไซร้ ก็ไม่พึงประกอบด้วยบาป เพราะว่าความสุขนั้นเป็นผลที่บุคคลผู้ทำชั่วจะไม่ได้โดยง่ายเลย เมื่อความตายเข้าถึงตัวแล้ว บุคคลย่อมละทิ้งโลกมนุษย์ไปก็ไม่มีอะไรเป็นสมบัติของเขา และเขาจะพาอะไรไปได้ อนึ่ง อะไรเล่าจะติดตามเขาไป ประดุจเงาติดตามตนไป ฉะนั้น
ผู้ที่เกิดมาแล้วจำจะต้องตาย ได้ทำกรรมคือ บุญและบาปอันใดไว้ในโลกนี้ บุญและบาปนั้นแล เป็นสมบัติของเขา และเขาจะเอาบุญและบาปนั้นไป อนึ่ง บุญและบาปนั้นย่อมเป็นของติดตามเขาไปประดุจเงาติดตามตนไปฉะนั้น
เพราะฉะนั้น บุคคลพึงกระทำกรรมดีสะสมไว้เป็นสมบัติในปรโลก ด้วยว่าบุญทั้งหลายย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในปรโลก
(ปิยสูตร ๑๕/๓๓๔-๓๓๖)
บุคคลใดประพฤติทุจริต ด้วยกาย วาจา ใจ บุคคลเหล่านั้นเชื่อว่าเป็นผู้ไม่รักษาตน ถึงแม้พลช้าง พลม้า พลรถ หรือพลเดินเท้า จะพึงรักษาเขา ถึงกระนั้นพวกเขา ชื่อว่าเป็นผู้ไม่รักษาตน เพราะเหตุว่า การรักษาเช่นนั้น เป็นการรักษาภายนอกไม่ใช่รักษาภายใน ส่วนบุคคลเหล่าใดประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา ใจ บุคคลเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้รักษาตน ถึงแม้พลช้าง พลม้า พลรถ หรือพลเดินเท้าจะไม่รักษาพวกเขา ถึงกระนั้นพวกเขาก็ชื่อว่าเป็นผู้รักษาตน เพราะเหตุว่าการรักษา เช่นนั้น เปป็นการรักษาภายในมิใช่เป็นการรักษาภายนอก ฉะนั้นพวกเขาจึงชื่อว่าเป็นผู้รักษาตน
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับรองว่าเป็นจริงเช่นนั้น
(อัตตรักขิตสูตร ๑๕/๓๓๗-๓๓๘)
ทำไมยิ่งค้ายิ่งขาดทุน คอรัปชั่นกลับร่ำรวย
พ่อค้าประกอบด้วยองค์ ๓ ย่อมถึงความเป็นไพบูลย์ในโภคทรัพย์ไม่นานเลย องค์ ๓ คือ
๑เป็นผู้มีดวงตา คือรู้ว่าสินค้าสิ่งนี้ ซื้ออย่างนี้ ขายอย่างนี้ เป็นต้นทุนเท่านี้ กำไรเท่านี้
๒ฉลาด คือรู้แหล่งที่จะซื้อสินค้าได้ง่าย และไปขายยังที่ที่สินค้ายาก
๓ถึงพร้อมด้วยที่พึ่งอาศัย เมื่อพวกคหบดีทั้งหลายรู้จักพ่อค้านั้นว่า เป็นคนมีดวงตาและฉลาด ย่อมยินดีให้กู้ไปลงทุน เพราะมีหวังได้ดอกเบี้ยในกาลอันควร
(ทุติยปาปณิกสูตร ๒๐/๔๕๙)