เติมเต็มจิตใจ

 

มนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็น "ผู้รับ" เท่านั้น หากยังเป็น "ผู้ให้" ด้วย
เช่นเดียวกับต้นไม้ซึ่งไม่เีพียงดูดน้ำและอาหารจากดินเท่านั้น
หากยังคายน้ำและทิ้งกิ่งใบให้เป็นปุ๋ยกลับคืนสู่ผืนดิน
อีกทั้งยังให้ร่มเงาและอาหารแก่สรรพสัตว์

ชีวิตที่เอาแต่รับฝ่ายเดียว เป็นชีวิตที่ไร้สมดุล ขาดสุขและดำรงอยู่ได้ยาก

จะว่าไปแล้วธรรมชาติมีความอุดมสมบูรณ์ งดงาม และหลากหลายได้
ก็เพราะทุกชีวิตล้วนเป็นทั้งผู้รับและผู้ให้ในเวลาเดียวกัน

คนที่เอาเข้าตัวอย่างเดียว ย่อมหาความสุขได้ยาก
เพราะจิตที่คิดแต่จะรับไม่รู้จักคำว่าพอ ดังนั้นถึงแม้จะได้มามากมายเพียงใด
ก็ยังไม่มีความสุข

ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นเงินทอง คำสรรเสริญ เกียรติยศ หรือแม้แต่ความรักก็ตาม
ในทางตรงข้ามคนที่รู้จักให้ และให้อยู่เสมอด้วยจิตปรารถนาดี
ย่ิอมมีความสุขง่าย เพราะนอกจากมีเพื่อนมาก ศัตรูน้อยแล้ว
ความเห็นแก่ตัวที่ลดลงยังช่วยให้จิตใจสงบเย็น ไม่ถูกเผาลนด้วยความโลภ
หรือความริษยา

ในทางตรงกันข้ามการให้แก่ผู้อื่น ไม่ว่าด้วยเิงินทองหรือแรงกายแรงปัญญา
กลับช่วยให้จิตใจได้รับการเติมเต็ม รู้สึกเปี่ยมล้นในคุณค่าของชีวิต
ซึ่งมิอาจซื้อได้ด้วยเงินทอง

ความดีนั้นเราสามารถทำได้ทุกเวลา จิตอาสาก็เช่นกัน ไม่ว่าอยู่ที่ไหน
เราก็สามารถช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นได้เสมอ ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม เช่น
การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม พัฒนาชุมชนละแวกบ้าน ปกป้องสมบัติสาธารณะ
รวมไปถึงการทำสังคมให้ดีงาม มีทั้งเมตตาธรรมและความเป็นธรรม

ความดีดังกล่าว พุทธศาสนาถือว่าเป็นบุญอย่างหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันถูกละเลย
ไปมาก หากฟื้นฟูขึ้นมาให้แพร่หลายจะช่วยให้สังคมไทยน่าอยู่กว่าเดิม
อีกทั้งยังทำให้ผู้คนมีความสุขมากขึ้น

 

 

...................................................................................................

ช่องไฟแห่งความคิด


...

เพียงแค่ "ให้" หัวใจก็เต็มเปี่ยม
ลดเล่ห์เหลี่ยม ความเป็นคน กลับคืนหา
เพียงการ "ให้" ด้วยใจที่นำพา
คือความดีที่ทำมาด้วยหัวใจ

หากจะ "รับ" อย่างเดียวดูเปลี่ยวทุกข์
แล้วชีวิตมีความสุขที่ตรงไหน
ใช้ชีวิตที่เปี่ยมด้วยน้ำใจ
คุณค่าใดอยู่ที่ใจเราแท้เชียว

...

 

บุญรักษา ทุกท่านครับ ;)...

 

...................................................................................................

ขอบคุณหนังสือธรรมะดี ๆ ...

พระไพศาล วิสาโล และ ภาวันน้ำใส ใจเย็น เติมน้ำใจให้ชีวิตสงบเย็นและเป็นสุข.  กรุงเทพฯ : เครือข่ายพุทธิกา, ๒๕๕๕.