๑๖  กันยายน    ๒๕๕๕
เรียน เพื่อนครู ผู้บริหารและผู้อ่านทุกท่าน

วันจันทร์ที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๕ ภาคเช้าเข้าไปสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา เพื่อขอสรุปผลการวิจัยเรื่องโรงเรียนขนาดเล็กที่เคยมาเป็นคณะทำงาน เพราะ สพฐ. ได้ตั้งเป็นทีมวิจัยเรื่องการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กในส่วนของการบริหารงานบุคคล ที่มีท่านรองเลขาธิการ กพฐ. ดร.พิษณุ ตุลสุข เป็นผู้บริหารโครงการ ผมเองตั้งเป้าหมายให้ผู้บริหารและครูในโรงเรียนขนาดเล็กไว้เพียงให้เยาวชนสามารถอ่านออกเขียนได้คิดเลขเป็น ถือว่าประเสริฐแล้ว ส่วนความสามารถอื่น ๆ จะตามมาเอง สำหรับผู้บริหารอาจจะต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ ประการแรกต้องอยู่โรงเรียนให้มากที่สุด ประการที่สอง ต้องช่วยสอนในบางเนื้อหาสาระ หลายแห่งนำโครงการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมของโรงเรียนไกลกังวลมาใช้ก็ได้ผลดี บ่ายเข้ามาเซ็นแฟ้มเอกสารที่หนักไปเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณ และดูระเบียบวาระการประชุม อ.ก.ค.ศ. เขต ที่นัดไว้พรุ่งนี้ ติดตามข่าวฝนตกน้ำเริ่มลงมาอีกแล้ว ยังรู้สึกว่าปีที่แล้วยังติดตาตรึงใจอยู่เลย บัดนี้เหตุการณ์ได้วนมาบรรจบครบรอบอีกครั้งหนึ่ง หลายโรงเรียนได้ฟื้นฟูจนเข้าสภาพปกติ บางโรงเรียนยังมีร่องรอยปรากฎอยู่ สิ่งที่จะต้องทำเร่งด่วน คือการวัดผลปลายภาคเรียนให้เร็วขึ้น เผื่อน้ำมาเหมือนปีที่แล้วจะได้ไม่ฉุกละหุกและคาราคาซัง ความเหน็ดเหนื่อยของเราคงจะมีแต่คนปทุมธานีด้วยกันที่เห็นใจและเข้าใจ ส่วนต้นสังกัดคงไม่รับรู้กับเราด้วย เพราะเขาไม่ได้มาร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเรา สิ่งที่พวกเราต้องเตรียมให้เขาแต่เนิ่น ๆ คือ รายงาน เขาต้องการแค่รายงานจากเรา จะไปทำอย่างไรต่อก็คงเป็นเรื่องของเขา ฉะนั้น ผู้บริหารโรงเรียนต้องวางระบบการส่งข่าวและรายงานข่าวตั้งแต่บัดนี้ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ต้องไม่ขาดตอน ไม่ว่าเราจะตกอยู่ในสภาพอย่างไร ต้องนำข้อมูลเคลื่อนที่ไปด้วย ต้องมีสายข่าวในโรงเรียนไว้ให้พร้อม สำหรับอัพเดทข้อมูลให้เป็นปัจจุบันทันสมัย


วันอังคารที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๕๕ ภาคเช้ามีนัดหมายกับธนารักษ์พื้นที่ปทุมธานีไว้ที่สำนักงานที่ดินจังหวัด เพื่อโอนที่ดินพระราชทานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงซื้อด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้โรงเรียนอนุบาลปทุมธานีใช้ประโยชน์ในการจัดการศึกษา ตอนรับพระราชทานมา สพฐ. เป็นผู้รับพระราชทาน เมื่อรับมาแล้วที่ดินจึงกลายเป็นของหลวง ตามระเบียบกระทรวงการคลังจะเป็นผู้ถือครองกรรมสิทธิ์โดยกรมธนารักษ์ ได้กราบบังคมทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงไปดำเนินการกันในวันนี้ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดคุณบุญปรีดา ธรรมานุกรักษ์ ได้จัดทำเอกสารไว้เป็นที่เรียบร้อย ไปถึงเพียงลงลายมือชื่อในแบบก็เป็นอันเสร็จสิ้น กลับเขตมาทำงานแฟ้มเอกสารจนบ่ายลงไปห้องประชุมเล็ก เพื่อประชุม อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา เป็นเรื่องอนุมัติให้ผู้บริหารย้ายไปต่างเขต การขอใช้อัตราบรรจุนักเรียนทุน การอนุมัติแต่งตั้งครูผู้ช่วยที่ผ่านการประเมินเป็นครู ๖ ราย คือ นายวรรลบ โควินทะสุต นางสาวปิยะพร อุ่นจาย นางสาวนภกช นิลประดับ นางสาวสุดาพร โมทนา นางสาวกิติยา มารศรี นางสาวจุฑาทิพย์ ทิพวารี ขออนุมัติแต่งตั้งกรรมการประเมินด้านที่ ๑ ด้านที่ ๒ และด้านที่ ๓ สำหรับวิทยฐานะชำนาญการของครู ๔ ราย คือ นางสาววาสนา สุขอนันต์ นางฐานิษตา สีหนาท นางสาววรางคณา ผลเงาะ นางอุมากร อ้อยตาล อนุมัติผลการประเมินด้านที่ ๓และอนุมัติเลื่อนวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ ดังนี้ สาขา บริหารการศึกษา นางณัฐพัชร กาญจนพิพิธ โรงเรียนวัดสหราษฎร์บำรุง สาขาการเรียนรู้ภาษาไทย นางกัญญรัตน์ สุชลจิต โรงเรียนอนุบาลปทุมธานี นางสาวโชษิตา ฟักแฟง โรงเรียนอนุบาลปทุมธานี นางนิตยา วันมี โรงเรียนบ้านบึง นางพจนีย์ ลำใย โรงเรียนสว่างราษฎร์บำรุง นางอุไรรัตน์ สกุลชีพ โรงเรียนวัดบางเดื่อ นางนารี วรรณโชติ โรงเรียนวัดกุฎีทอง นางศิริกาญจน์ ฮวดสามเสน โรงเรียนปากคลองสอง นางสุพรรณนิภา ทองมอญ โรงเรียนประถมศึกษาธรรมศาสตร์ นายชนะกิจ ศรีแจ่ม โรงเรียนวัดเชิงท่า นางสมใจ เปรมปราณี โรงเรียนวัดไพร่ฟ้า นางจุฑาทิพ เลยะกุล โรงเรียนวัดหงส์ปทุมาวาส นางธิดารัตน์ ปราชปิติ โรงเรียนประถมศึกษาธรรมศาสตร์ นางรัชนี ศรีสุวิทธานนท์ โรงเรียนประถมศึกษาธรรมศาสตร์ นางอัจจฉรา รักษาชนม์ โรงเรียนวัดคุณหญิงส้มจีน นางอาภา จันทร์แจ่ม โรงเรียนคลองพระอุดม นางสมบัติ พลอยศรี โรงเรียนวัดจันทาราม นางอารี บุญเรือง โรงเรียนวัดนาวง อนุมัติให้ปรับปรุง ๓ ราย คือ นางวิภาณี กล่อมดี (ภาษาไทย) โรงเรียนบุญคุ้มราษฎร์บำรุง นางสุวรรณา สุปการ (ลูกเสือ-เนตรนารี) โรงเรียนวัดนาวง นางนันธมน แก้วเรือง (สังคมศึกษา) โรงเรียนวัดบัวขวัญ ต้องขอแสดงความยินดีด้วยกับความสำเร็จในวิชาชีพครู


วันพุธที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๕ สาย ๆ เดินทางไปเดอะไพน์รีสอร์ท สุดเขตอำเภอสามโคก เพื่อเปิดโครงการสานสายใคครอบครัว เพื่อป้องกันและต่อต้านภัยจากยาเสพติด วันนี้เป็นนักเรียนในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัด สพป.ปทุมธานี เขต ๑ มากันไม่ค่อยพร้อมเพรียง แต่ก็พอกล้อมแกล้มเปิดไปได้ สถานที่อบรมรุ่นนี้ย้ายจากตัวโรงแรมใหญ่ ลงมาอยู่รีสอร์ท ด้านใน เป็นบรรยากาศแบบเข้าแคมป์ลูกเสือ

เปิดเสร็จก็กลับสำนักงานเพราะงานเอกสารมีมากประกอบกับต้องมีราชการนอกที่ตั้ง ๓ วัน จึงเร่งดำเนินการงานด่วน ๆ ให้แล้วเสร็จ เกือบหกโมงเย็นได้รับโทรศัพท์จากผอ.วัลลพ สงวนนาม สพป.ชุมพร เขต ๑ เชิญไปร่วมงานเกษียณอายุราชการของครูและบุคลากรของเขตที่โรงแรมริเวอร์ไซด์ ความจริงท่านก็เคยบอกไว้แล้ว แต่เข้าใจผิดว่าจะเชิญอีกครั้ง เพราะไม่รู้กำหนดการ แต่ไม่เป็นไร ถึงโรงแรมริเวอร์ไซด์ เชิงสะพานกรุงธน ตามเวลานัดหมาย ได้พบเพื่อนร่วมงานในอดีตมาทักทายกันบ้าง ไม่ได้ทักบ้างตามอัธยาศัย คณะขึ้นมาตั้งแต่เมื่อวานเป็นการให้เกียรติครูเกษียณที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะมาเปิดโครงการที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายบ้านเมืองและฝ่ายสงฆ์อำนวยอวยพร วันนี้ได้นั่งเรืออังสนา ของกองทัพเรือไหว้พระริมแม่น้ำ ตลอดวัน ถือเป็นเกียรติสูงสุด เย็นนี้งานเลี้ยงได้เชิญผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ดร.ปัญญา แก้วกียูร มาเป็นประธาน ประเมินกำลังตัวเองแล้วคงไม่มีปัญญาทำเรื่องขนาดนี้ได้ ประมาณ ๔ ทุ่มขอตัวกลับที่พัก


วันพฤหัสบดีที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๕ เช้าเดินทางไปโรงเรียนคลองบ้านพร้าว เพื่อเป็นประธานเปิดงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ระดับเขตพื้นที่การศึกษา เรามีสนามแข่งขันถึง ๖ โรงเรียน แต่พิธีเปิดจัดรวมที่โรงเรียนนี้ ความน่ารัก ความตั้งใจ ก็ทำให้พิธีเปิดดูดี ไม่แพ้งานใหญ่ ๆ ทั้งหลาย รวมถึงการแสดงชุดต่าง ๆ จากหลายโรงเรียน เสร็จพิธีเปิดเดินชมนิทรรศการจากทุกโรงเรียน ได้ความรู้เพิ่มขึ้นหลายเรื่องจากกลุ่มนักเรียนที่มานำเสนอ เที่ยงทานข้าวที่ห้องรับรองของโรงเรียน

 ก่อนกลับสำนักงานเพื่อเดินทางไปประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศที่โรงแรมแอมบราสเดอร์ จอมเทียน พัทยา วันนี้สมาคมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นเจ้าภาพขอเงินจากเขต ๆ ละหมื่นมาจัดงานเกษียณอายุราชการให้คนใน สพฐ. /ผอ.เขต/รอง ผอ.เขต มีการเชิญวิทยากรพิเศษมาบรรยาย คือ ร.ต.อ.นิติภูมิ เนาวรัตน์ ในเรื่อง "มุมมองการจัดการศึกษาสู่ประชาคมอาเชี่ยน" ผู้บรรยายมีความเห็นว่า ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๕ ประเทศไทยจะต้องเข้าสู่ประชาคมอาเชี่ยน ดังนั้นการเตรียมตัวจึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงด้านอาชีพ กฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ สำหรับวงการศึกษานั้น การเข้าสู่อาเชี่ยนด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเท่านั้น ดังจะเห็นได้จากการเปิดปิดภาคเรียนของมหาวิทยาลัย ๒๗ แห่ง ได้ดำเนินการปรับเปลี่ยนในหลักสูตรนานาชาติ ตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๕๕ จากเดือนมิถุนายน เป็นเดือนกันยายน แต่ยังมีสถาบันอุดมศึกษาอีกหลายแห่งยังยืนยันไม่ปรับเปลี่ยนการเปิดปิดภาคเรียนโดยอ้างว่า ได้สอบถามนักเรียนและผู้ปกครองแล้วว่าจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของนักศึกษา ประชาคมอาเชี่ยนอีก ๙ ประเทศ ได้ดำเนินการปรับเปลี่ยนการเปิดปิดภาคเรียนแล้ว สำหรับการศึกษาขันพื้นฐานยังไม่ยืนยันในการเปลี่ยนแปลงการเปิดปิดภาคเรียน เพื่อเป็นการเตรียมตัวเข้าสู่อาเชี่ยน ประเทศไทยต้องดำเนินการ ดังนี้ (๑) สร้างความตระหนักให้คนไทยเกี่ยวกับการเข้าสู่อาเชี่ยน ทั้งด้านอาชีพและกฎหมาย (๒) ต้องเตรียมคนไทยให้มีความรู้เกี่ยวกับประเทสเพื่อนบ้าน ทั้งด้านสังคม วัฒนธรรม ภาษา วิถีชีวิต เศรษฐกิจ ฯลฯ ในปี ๒๕๕๘ จะมีการเคลื่อนย้ายการทำงานในกลุ่มอาเชี่ยนทั้ง ๑๐ ประเทศ ซึ่งมีมติจากการประชุมองค์การค้าโลก ให้มีข้อตกลงมาตรฐานวิชาชีพ (MRA = Mutual Recognition Arrangement) ทั้งหมด ๘ สาขาวิชา คือ วิชาชีพวิศวกรรม วิชาชีพพยาบาล วิชาชีพสถาปัตยกรรม วิชาชีพการท่องเที่ยว วิชาชีพด้านการสำรวจ วิชาชีพบัญชี วิชาชีพแพทย์ และวิชาชีพทันตแพทย์ จากข้อตกลง MRA จะมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายระเบียบโดยเฉพาะวิชาชีพพยาบาลและสถาปัตยกรรม จะเป็นข้อตกลงใน ๑๔๘ ประเทศ ทั่วโลก ซึ่งทุกประเทศในอาเชี่ยนได้ลงนามในข้อตกลงแล้วยกเว้นไทยยังล่าช้าอยู่เพราะยังทำมาตรฐานวิชาชีพไม่เสร็จ สำหรับกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ในการผลิตกำลังคนในสาขาวิชาชีพต่าง ๆ ที่จะมีการเปิดเสรีในด้านการค้า การบริการ การลงทุน การเคลื่อนย้ายเงินทุน การเกษตร ฯลฯ กระทรวงศึกษาธิการจึงควรจัดการศึกษาเพื่อสร้างมนุษย์พันธุ์ไทย ดังนี้ (๑) มีความรู้และการสื่อสาร ภาษาอังกฤษ ภาษาอาเชี่ยน และภาษาจีน (๒) สามารถปรับตัวให้อยู่ในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งภาษาและวัฒธรรม (Life Skill & Work Skill) (๓) มีศักยภาพแห่งการเรียนรู้ (๔) สามารถสร้างองค์ความรู้แห่งปัญญา (๕) มีความรู้ข้ามศาสตร์ มีศักยภาพการแข่งขัน และการเรียนรู้ตลอดชีวิต (๖) ให้เป็นพลเมือง ๒ ประเภท คือ พลเมืองของประเทศไทยและพลเมืองโลก ภาคกลางคืนมีงานเลี้ยง การแสดง และมอบโล่แก่ผู้เกษียณอายุราชการ

 


วันศุกร์ที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๕ ภาคเช้าเป็นการประชุมทางวิชาการจากผลการปฏิบัติงาน โดย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุม ได้พูดถึง ประเด็นที่ ๑ การดำเนินงานเป็นภาพอนาคต ๕ องค์ประกอบหลัก คือ (๑) ตัวผู้เรียน ถือว่า การจัดการศึกษาผู้เรียนสำคัญที่สุดเพื่อให้ผู้เรียน มีคุณลักษณะเป็นไปตามเป้าหมาย ต้องวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็ง (๒) หลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ เป็นพิมพ์เขียวเพื่อพัฒนาผู้เรียน ต้องวิเคราะห์หลักสูตรและกระบวนการว่าส่งผลถึงผู้เรียนหรือไม่ (๓) ครู เป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนในวาระนี้ต้องเพิ่มสมรรถนะและขวัญกำลังใจ (๔) สถานศึกษา มีหลายขนาด ไปจนใหญ่มาก จะบริหารอย่างไรให้เกิดคุณภาพสูงสุด (๕) ระบบการบริหารจัดการ จะใช้กลไกในการบริหารทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพ และคุณภาพสูงสุดได้อย่างไร ปีการศึกษา ๒๕๕๕ เรามีจุดเน้นว่า "Change" สำหรับในปีการศึกษา ๒๕๕๖ จะมี Agenda ว่า "Forward" คือ การพัฒนาไปข้างหน้า ซึ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากมาย แต่เราจะมีการพัฒนาใน ๕ เรื่อง ดังนี้ ด้านผู้เรียน ยังให้ความสำคัญกับเก่ง ดี มีสุข มีความเป็นไทย ใส่ใจเทคโนโลยี ฝาก ผอ.เขต ไปคิดต่อให้เกิดรูปธรรม ในทางปฏิบัติ เรื่องเก่งใช้ผลสัมฤทธิ์เป็นตัวชี้วัด เรื่องหลักสูตร เมื่อ Move Forward ไม่ใช่เป็นการรื้อหลักสูตร แต่ก็ต้องมีการทบทวนบางประการ เช่น การหาความสดุลระหว่าง Standard Base กับ Content Base กำลังทำวิจัยเปรียบเทียบโครงสร้างเวลาเรียนว่าเหมาะสมกับการเรียนรู้หรือไม่ สำหรับครูมีการเปลี่ยนแปลงไม่มาก วิธีพัฒนาครูควรเป็นแบบ School Base หรือ Area Base โดยพัฒนาแบบเครือข่าย ระบบ E-Training ให้ขวัญกำลังใจ ด้านสถานศึกษา ยังคงจำแนกโรงเรียนตามสภาพและบริบท คือ โรงเรียนมาตรฐานสากล ๕๐๐ โรงเรียน โรงเรียนในฝัน เน้นการระดมทรัพยากรและความร่วมมือกับชุมชน โรงเรียนดีประจำตำบล เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน โรงเรียนขนาดเล็ก ต้องดูแลเป็นพิเศษ ประเด็นที่ ๒ เรื่อง O-Net พึงพอใจในภาพรวมผลการสอบของปี ๒๕๕๕ โดยจะไปขับเคลื่อนในปี ๒๕๕๖ โดยวิเคราะห์ผล O-Net แยกคะแนนรวมและรายวิชา ดูการกระจายของคะแนนจากโค้งปกติ ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ว่า ค่าเฉลี่ยสูงหรือต่ำกว่าระดับประเทศ ในภาพรวมของโรงเรียนและเขตพื้นที่การศึกษาก็เช่นเดียวกัน โรงเรียนใดค่าเฉลี่ยต่ำต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ ส่วน Percentile Rank ๕๐-๗๐ ถือว่าพ้นขีดอันตราย Percentile Rank สูงกว่า ๗๐ จะดึงครูมาเป็นพลังขับเคลื่อนเรื่องคุณภาพ จากนี้จะไปพัฒนา School Base หรือ Area Base โดยอาศัยครูกลุ่มหลังเป็นต้นแบบ ต่อไปการประเมินวิทยฐานะจะมี ๒ รูปแบบ (๑) P๔ เป็นการประเมินผลด้วยข้อตกลงการปฏิบัติงาน (Performance Agreement) (๒) TPK Model ดูที่สมรรถนะของครูด้านวิชาการ และการจัดการเรียนการสอน โดยประเมินสมรรถนะของครูในสาระที่รับผิดชอบดังนี้ (๒.๑) ครูจะได้รับการประเมินจากหน่วยงานที่ ก.ค.ศ. รับรอง โดยแบ่งเป็น ๓ ระดับ คือ ระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูง (๒.๒) ดูที่ O-Net ครูที่มีผล Percentile Rank สูงกว่า ๗๐ และผ่านข้อ (๒.๑) ถือว่าครูจะผ่านการประเมินเพื่อมีวิทยฐานะได้เลย แต่ต้องเขียนสารนิพนธ์ เพื่ออธิบายวิธีการที่ทำให้ประสบความสำเร็จ ๕๐ หน้า ประเด็นที่ ๓ การเตรียมตัวเข้าสู่เวทีนานาชาติและประชาคมอาเชี่ยน เราต้องมีโรงเรียน World Class Standard School ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ทำให้เห็นถึงการพัฒนาผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล ด้านกระบวนการคิด การสื่อสาร เชื่อมโยงไปสู่สถาบันอุดมศึกษา ด้วยบันได ๕ ขั้น ขั้นแรก ฝึกลักษณะนิสัยให้รู้จักตั้งคำถาม ครูต้องสร้างบรรยากาศ สร้างความกล้า (Hypothesis Formulation) นักเรียนต้อง Learning to question ขั้นที่ ๒ Searching for knowledge แสวงหาความรู้ ขั้นที่ ๓ Knowledge Information การสรุปองค์ความรู้ ขั้นที่ ๔ Communication การสื่อสารและการนำเสนอ ขั้นที่ ๕ Public Service การมีจิตสาธารณะ การบริการสังคม สรุปสั้น ๆ จุดเน้นปี ๒๕๕๖ ต่อเนื่องจากปี ๒๕๕๕ (๑) ยกระดับคุณภาพให้สูงขึ้น ๓% (๒) ลดช่องว่างในด้านความแตกต่าง จะต้องมีการวิเคราะห์ข้อมูลรายเขตพื้นที่ รายโรงเรียน เขตพื้นที่ยกคุณภาพให้สูงขึ้น ลดช่องว่างให้แคบลง (๓) ครูมีศักยภาพสูงขึ้น โดยเฉพาะ Percentile Rank สูงกว่า ๗๐ เป็นกำลังในการขับเคลื่อน(๔) การทำงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาต้องเข้มแข็ง กำหนดตัวชี้วัดให้เป็นรูปธรรมในการขับเคลื่อนต่อไป ต่อจากท่านเลขาธิการก็มีท่านรองเลขาธิการทั้ง ๓ ท่านมาแจ้งข้อประชุมที่เกี่ยวกับการพัฒนาทางวิชาการ การบริหารงานบุคคล และการงบประมาณ ท้ายสุดผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติมาแจ้งรายละเอียดการสอบ O-Net สิ่งสำคัญเร่งด่วนคือการแจ้งรายชื่อนักเรียนไปยัง สทศ. ยังค้างอีกมากซึ่งจะทำให้นักเรียนเสียสิทธิ์ในการสอบ สพป.ปทุมธานี เขต ๑ ในระดับ ป.๖ มีโรงเรียนที่ไม่ได้ส่งข้อมูล คือ โรงเรียนสาธิตปทุม โรงเรียนสารสาสน์วิเทศคลองหลวง โรงเรียนพระแม่มารีอุปถัมภ์ โรงเรียนเซนโยเซฟเมืองเอก โรงเรียนทวิวิชช์ โรงเรียนยิ่งยศอนุสรณ์ โรงเรียนชุมชนวัดจันทร์กะพ้อ โรงเรียนวัดอู่ข้าว โรงเรียนวรราชาทินัดดามาตุวิทยา โรงเรียนวัดเวฬุวัน โรงเรียนวัดดาวเรือง โรงเรียนวัดเปรมประชากร โรงเรียนวัดราษฎร์ศรัทธาทำ โรงเรียนวัดโพธิ์เลื่อน โรงเรียนวัดโบสถ์ โรงเรียนขจรทรัพย์อำรุง โรงเรียนวัดรังสิต โรงเรียนสุลักษณะ โรงเรียนวัดบางเตยใน โรงเรียนอินทรนาวีราษฎร์อุปถัมภ์ โรงเรียนวัดบางเตยนอก โรงเรียนวัดคุณหญิงส้มจีน โรงเรียนวันครู ๒๕๐๒ โรงเรียนบางชวดอนุสรณ์ โรงเรียนคลองบางโพธิ์ โรงเรียนสังฆรักษ์บำรุง โรงเรียนวัดท้ายเกาะ โรงเรียนวัดเชิงท่า โรงเรียนวัดบางเดื่อ โรงเรียนชุมชนวัดบางกะดี โรงเรียนวัดบางพูน โรงเรียนคลองบ้านพร้าว โรงเรียนวัดนาวง โรงเรียนวัดหงส์ปทุมาวาส โรงเรียนบ้านใหม่วัฒนา โรงเรียนวัดบัวหลวง โรงเรียนชุมชนวัดหน้าไม้ โรงเรียนสังอ่ำวิทยา โรงเรียนปากคลองสอง โรงเรียนชุมชนวัดไก่เตี้ย โรงเรียนวัดหว่านบุญ โรงเรียนศาลาพัน โรงเรียนประคองศิลป์ โรงเรียนกันตวรรณ โรงเรียนคลองลากค้อน โรงเรียนชุมชนวัดบัวแก้วเกษร โรงเรียนวัดสว่างภพ โรงเรียนวัดมงคลพุการาม โรงเรียนวัดตะวันเรือง โรงเรียนวัดมูลเหล็ก โรงเรียนบุญคุ้มราษฎร์บำรุง โรงเรียนวัดสุทธาวาส โรงเรียนวัดบ้านพร้าวใน โรงเรียนวัดกล้าชอุ่ม โรงเรียนวัดเพิ่มทาน สำหรับชั้น ม. ๓ มีดังนี้ โรงเรียนวัดบางพูน โรงเรียนขจรทรัพย์อำรุง โรงเรียนวัดนาวง โรงเรียนคลองบ้านพร้าว โรงเรียนวัดท้ายเกาะ โรงเรียนคลองบางโพธิ์ โรงเรียนวัดอู่ข้าว โรงเรียนวัดมูลเหล็ก โรงเรียนชุมชนวัดหน้าไม้ โรงเรียนวัดตะวันเรือง โรงเรียนศาลาพัน โรงเรียนบุญคุ้มราษฎร์บำรุง โรงเรียนสาธิตปทุม โรงเรียนไหนพิมพ์ชื่อตกหล่นขออภัยด้วย ภาคบ่ายมีกิจกรรมภาคสนามให้เลือก ๓ สาย คือ กีฬากอล์ฟ ไหว้พระ ชมตลาดน้ำสี่ภาค ผมอยู่ทำงานที่โรงแรม เย็นๆ เดินไปชมการจัดนิทรรศการส้วมดีที่ชุมพร ของ สพป.ชุมพร เขต ๑ จำนวน ๓ โรงเรียน คือ โรงเรียนบ้านหูรอ โรงเรียนบ้านบางจาก และโรงเรียนชุมชนมาบอำมฤต มีกุนซือใหญ่จากสวนนายดำ คุณพงษ์ศักดิ์ ฉิ่งสุวรรณโรจน์ มาช่วยจัดด้วย เรื่องการให้ความสำคัญของส้วมสาธารณะต้องยกให้จังหวัดชุมพร ทำกันครบวงจรแบบยั่งยืน จนเป็นต้นแบบของประเทศก็ว่าได้ ต้องชมเชย ผอ.เขต ที่ผ่านมาทั้งนายชิต นาสัก และคนปัจจุบัน นายวัลลพ สงวนนาม ที่ทำให้ส้วมโรงเรียนของชุมพรเป็นที่โด่งดังได้

 

วันเสาร์ที่ ๑๕ กันายน ๒๕๕๕ ภาคเช้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้เดินทางมาเยี่ยมชมนิทรรศการส้วมสุขสันต์(ส้วมดีที่ชุมพร) ก่อนให้นโยบายกับที่ประชุมโดยเน้นคุณงามความดี ความซื่อสัตย์สุจริต และดูเหมือนว่าที่ผ่านมาคนกระทรวงศึกษาธิการไม่ค่อยจะโปร่งใส ในเกือบทุกเรื่อง ท่านจึงยืนยันที่จะเป็นตัวอย่าง ทั้งเรื่องแต่งตั้งโยกย้าย เรื่องจัดสรรงบประมาณ ฯลฯ พวกเรานั่งฟังกันอย่างมีสมาธิ ผมนึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่เคยเรียนในวิชาปรัชญาการเมือง เป็นของนักปรัชญาชาวอิตาลี ชื่อแมคเคียเวลลี เขาเขียนหนังสือนี้ในสภาพแวดล้อมที่แต่ละนครรัฐกำลังแข่งขันชิงดีกันในเรื่องอำนาจ หนังสือเรื่อง "เจ้า" ซึ่งมีเนื้อหาว่า ทำอย่างไรจึงจะได้มาซึ่งอำนาจ และจะรักษาอำนาจนั้นไว้ได้อย่างไร "เจ้า"จะต้องแกล้งแสดงตัวว่าเป็นคนดี ให้ความเอื้อเฟื้อ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินและภรรยาของลูกน้อง แต่ต้องพร้อมโจมตีศัตรู ต้องคบพันธมิตรที่อ่อนแอกว่า ต้องให้คนกลัว ไม่ต้องรักก็ได้ พร้อมกับยกตัวอย่างจากประวัติศาสตร์ให้เห็นเป็นหลักฐาน การที่จะเป็น"เจ้า"ที่เข้มแข็งได้ ต้องไม่คำนึงถึงศีลธรรมทางศาสนามากนัก รัฐที่จะเข็มแข็งต้องพร้อมทำสงครามเพื่อขยายตัว ไม่เช่นนั้นก็ต้องพร้อมเสื่อมสลายได้เลย ความเติบโตเป็นกฎของชีวิตทางการเมือง เหมือนอย่างชีวิตในธรรมชาติ ซึ่งจะมามัวรักษาและแสวงหาอุดมคติไม่ได้ แมคเคียเวลลี ไม่ได้สนใจที่จะหาเหตุผลและความชอบธรรมให้แก่การกระทำ แต่ต้องการความสำเร็จในการกระทำ "เจ้า"ต้องพร้อมใช้ศาสนาและศีลธรรมเป็นเครื่องมือทางการเมือง และ"เจ้า"ต้องให้ความสนใจแก่พลเมือง ผู้มีความประสงค์จะได้รับความปลอดภัยและการคุ้มครอง เพราะคนเหล่านั้นคือพันธมิตรโดยธรรมชาติที่สำคัญของ"เจ้า" ไม่ใช่เหล่าขุนนาง งานเขียนเรื่องสำคัญของเขาคือ "เจ้า" ( The Prince) จุดยืนของเขาเกี่ยวกับธรรมชาติมนุษย์คือ มนุษย์เป็นสัตว์ที่เห็นแก่ตัว มีความก้าวร้าวเป็นพื้นฐาน พยายามหลีกเลี่ยงอันตรายที่เกิดกับตัวเอง แสวงหาผลประโยชน์ให้ตัว ชีวิตอยู่ในสภาวะที่ต้องแข่งขันและดิ้นรน แม้กระนั้นมนุษย์ก็มีความทะเยอทะยานอยากได้โน่นได้นี่ อยากเป็นโน่นเป็นนี่ มนุษย์ไม่มีความพอใจในสิ่งที่ตนมี การอยู่ร่วมกันของมนุษย์เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หลังจากที่มีคนจำนวนมากเพิ่มขึ้นในแผ่นดินหรืออาณาเขตหนึ่ง สังคมก็เกิดขึ้น และธรรมชาติอันชั่วร้ายของมนุษย์ก็ทำให้สังคมมีแต่การแข่งขันต่อสู้ ซึ่งถ้าหากไม่มีอำนาจใดมาบังคับให้คนเกรงกลัว สังคมก็จะไร้ระเบียบ ปราศจากความสุข เพราะมนุษย์พร้อมที่จะทำผิดเสมอเพื่อตอบสนองความต้องการของเขา ความต้องการของมนุษย์ในเรื่องความมั่นคงของชีวิต ทำให้คนบางคนซึ่งอ่อนแอ ยอมตัวอยู่ในความคุ้มครองของคนที่แข็งแรงกว่า ฉะนั้นสังคมจึงไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือบัญญัติของพระเจ้า แต่มาจากความอ่อนแอของมนุษย์เอง ในขณะที่มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เข้มแข็งและมีอำนาจ พร้อมที่จะทำหน้าที่ปกครองเพื่อนมนุษย์คนอื่น หน้าที่หลักของรัฐ จึงเป็นเสมือนเครื่องควบคุมธรรมชาติของมนุษย์ ในการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม ศีลธรรมและกฎหมายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลัง และถูกใช้เป็นเครื่องมือในทางการปกครองเท่านั้น ในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐก็เช่นกัน จะต้องมีรัฐใดรัฐหนึ่งเข้มแข็งกว่ารัฐอื่น รัฐที่อ่อนแอจะต้องยอมตัวอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐที่เข้มแข็งกว่า และดูเหมือนจะเป็นหน้าที่หลักของรัฐในการแสวงหาอำนาจเพื่ออยู่ในฐานะที่เหนือกว่ารัฐอื่น ๆ แมคเคียเวลลีได้บอกไว้ว่า หากเกิดสงครามระหว่างรัฐขึ้น รัฐซึ่งไม่เกี่ยวข้อง จะต้องตัดสินใจเข้าข้างรัฐใดรัฐหนึ่ง การวางตัวเป็นกลางเป็นสิ่งอันตราย เพราะในที่สุดจะต้องมีศัตรูทั้งสองด้านเกิดขึ้นกับรัฐนั้น ในการปกครองผู้เป็นเจ้า จะต้องเลือกคนที่ทำงานด้วยหรือข้าราชการ เขาจะต้องนึกอยู่เสมอว่า คนเหล่านี้ไม่ได้จงรักภักดีต่อเขาอย่างจริงจัง ทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง เขาจะต้องรู้จักวิธีควบคุมคนเหล่านี้ รู้วิธีที่จะให้รางวัลเพื่อให้คนเหล่านั้นทำงานให้แก่ตนต่อไป รู้วิธีที่จะต้องลงโทษ เพื่อเขาจะได้เกรงกลัวและยอมรับคำสั่งของผู้เป็นเจ้า ผู้เป็นเจ้าจะต้องเป็นคนที่เด็ดขาดรอบคอบ ต้องมีคุณสมบัติของจิ้งจอกและราชสีห์ด้วยกัน (เจ้าเล่ห์ รู้วิธีการและก่อให้เกิดการเกรงกลัว ยำเกรง) ผู้เป็นเจ้าจะต้องทำตัวให้เป็นที่ยำเกรงมากกว่าจะปรารถนาความจงรักภักดี จากพลเมือง เพราะความยำเกรงทำให้เกิดความเชื่อฟัง ไม่ขัดขืน แต่ก็ต้องระลึกว่าความยำเกรงนั้นไม่ได้เกิดจากความเกลียดกลัว ผู้เป็นเจ้าจะต้องไม่ทำให้พลเมืองรังเกียจ สิ่งที่สำคัญคือ จะต้องไม่ไปริบเอาทรัพย์สมบัติของพลเมืองของเขา เพราะจะทำให้เป็นที่รังเกียจของประชาชน ยิ่งกว่าการที่เขาจะไปฆ่าฟันคนที่ประชาชนรักเสียอีก อย่างไรก็ตามแมคเคียเวลลีได้บอกไว้ด้วยว่า ผู้เป็นเจ้าจำเป็นจะต้องสร้างความนิยมในหมู่ประชาชนด้วยการสร้างภาพพจน์ว่าเป็นคนดี มีความซื่อสัตย์ มีคุณธรรม แต่ความเป็นจริงแล้ว ผู้เป็นเจ้าต้องพร้อมที่จะเป็นคนเข็มแข็งเด็ดขาด ไร้ความเมตตา กลับกลอก (เมื่อสถาณะการณ์บีบบังคับ) ประเด็นสำคัญที่สุดของผู้เป็นเจ้าคือ ต้องรักษาเสถียรภาพแห่งอำนาจของตนและต้องรักตนเท่านั้น รูปแบบการปกครองที่แมคเคียเวลลี เห็นว่าเหมาะสมที่สุด (เขาดูและเข้าใจจากสถานการณ์ของนครรัฐแห่งอิตาลีภาคเหนือ) คือ สมบูรณาญาสิทธิราช หมายถึงการปกครองโดยคนคนเดียว ซึ่งมีอำนาจสูงสุดและเด็ดขาด ที่เขามีความเห็นเช่นนี้ เพราะจุดยืนจากธรรมชาติของมนุษย์ของ แมคเคียเวลลีนั้นเห็นว่าจะเป็นการยากมาก ที่จะสร้างรูปแบบการปกครองแบบสาธารณรัฐโดยคนกลุ่มน้อย หรือคนกลุ่มมากที่ดีได้ ความสำเร็จของการปกครอง เพื่อความเป็นระเบียบมั่นคงย่อมมาจากการกระทำของคนคนเดียว ซึ่งชาญฉลาดและมีอำนาจเด็ดขาด (ที่จริงแมคเคียเวลลีก็เห็นด้วยว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นของดี แต่มีข้อบกพร่องสำคัญคือขาดเสถียรภาพ ขาดความมั่นคง และความดีของระบบมักจะทำลายตัวมันเองเสมอ) หลักการสำคัญในการปกครองตามทัศนะของแมคเคียเวลลีก็คือกฎหมาย และการปฏิบัติทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด ในแง่นี้ แมคเคียเวลลีมีทัศนคติต่อกฎหมายในการให้ความสำคัญต่อหลักประเพณี กล่าวคือเขาพูดว่า "กฎหมายคือหลักการสำหรับพิพากษาข้อขัดแย้ง ซึ่งผ่านการตรวจสอบโดยสถาบันต่าง ๆ และพัฒนามาเป็นระยะเวลานานก่อนที่จะได้รับการเชื่อถือ" การที่คนยอมตัวเข้ามาอยู่ในรัฐภายใต้การปกครองของคนคนหนึ่ง หรือคนกลุ่มหนึ่ง เพราะเขาเชื่อมั่นในหลักประกันของกฎหมาย ว่าเขาจะได้รับการคุ้มครองและจะได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมจากผู้ใช้กฎหมายนั้น (คือผู้ปกครอง) ความจริงก็คิดเรื่อยไปไม่ได้มีนัยอะไร เพราะเราเป็นข้าราชการประจำ เป็นผู้ปฏิบัติตามนโยบายด้วยความเป็นกลางทางการเมืองอย่างเต็มกำลังความรู้ความสามารถ
 

กำจัด  คงหนู

 ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานีเขต ๑