
เภสัชกรเชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ หัวหน้ากลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก กรมควบคุมโรค เผยว่า ปัญหาเด็กจมน้ำ การจมน้ำเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ของเด็กไทยอายุต่ำกว่า 15 ปี มากกว่าการตายจากโรคติดเชื้อและโรคไม่ติดเชื้อ ในแต่ละปี เด็กไทยอายุต่ำกว่า 15 ปี ตายจากการจมน้ำปีละ 1,400 – 1,500 คน จากบทเรียนเหตุการณ์อุทกภัยในปี 2554 ที่ผ่านมาพบว่า อันตรายที่สำคัญมากในช่วงน้ำท่วม คือ การจมน้ำ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด โดยข้อมูลของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค (ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2554 – 12 มกราคม 2555) สาเหตุอันดับ 1 ที่มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด ได้แก่ การจมน้ำ อาทิ การหาปลา เรือพลิกคว่ำ ตกเรือ เมาสุรา เป็นต้น มากถึงจำนวน 901 ราย คิดเป็นร้อยละ 83 ของผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมทั้งหมด (1,083 ราย ) ในจำนวนนี้เป็นเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี มากถึง 99 ราย ส่วนอีก 802 รายเป็นผู้ที่มีอายุมากกว่า 15 ปี
การจมน้ำช่วงน้ำท่วมมักมีสาเหตุจากอุบัติเหตุและความประมาท การพลัดตกลื่น เช่น พื้นไม้ที่ผุพัง หรือมีตระใคร่ขึ้น ทางเดินบนสะพานที่แคบและไม่แข็งแรง และที่สำคัญคือการดื่มเหล้าจนมึนเมา กรมควบคุมโรค มีความเป็นห่วงในสุขภาพอนามัยของผู้ประสบภัยน้ำท่วม จึงขอเตือนภัยประชาชน และผู้ปกครองที่มีเด็กเล็กหรือลูกหลาน ให้ระมัดระวังคำป้องกันอันตราย ระมัดระวังการเข้าใกล้แหล่งน้ำ หากมีเด็กในความดูแลให้ความดูแลอย่างใกล้ชิดไม่ให้คลาดสายตา ป้องกันการพลัดตกจมน้ำซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้ โดยแนะนำประชาชนระวังป้องกันจากการจมน้ำดังนี้
1) ประชาชนที่ประสบอุทกภัย หรือประกอบอาชีพทางน้ำ เช่น หาปลา ต้องเข้าพื้นที่น้ำท่วม หรือต้องทำกิจกรรมทางน้ำ ขอให้เตรียมอุปกรณ์ป้องกันการจมน้ำ เช่น ถังแกลลอนเปล่าปิดฝา ขวดน้ำพลาสติกเปล่าปิดฝา ลูกมะพร้าว ห่วงยาง เสื้อชูชีพ หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ที่ช่วยให้ลอยตัวในน้ำได้ เพื่อป้องกันการจมน้ำ และไม่ควรออกประกอบอาชีพทางน้ำตามลำพัง
2) ไม่ควรลงเล่นน้ำในช่วงน้ำท่วมและน้ำเชี่ยวไหลหลาก และผู้ปกครองต้องดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด
3) ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว หรือไม่สามารถดูแลตนเองได้ เช่น โรคลมชัก เครียด ความดันต่ำ ต้องมีผู้ดูแล และไม่ควรปล่อยให้อยู่ตามลำพัง
หากพบคนจมน้ำควรมีวิธีช่วยที่ถูกต้อง คือ ตั้งสติอย่าวู่วาม ไม่ควรลงไปในน้ำเพื่อช่วยคนจมน้ำทันทีทันใด ควรหาอุปกรณ์ วัสดุ ที่หาง่ายและอยู่ใกล้ตัวที่ลอยน้ำได้ เช่น กิ่งไม้ ลูกมะพร้าวแห้ง เชือก ถังแกลลอนเปล่า ขวดน้ำดื่มพลาสติก ( ขนาด 1.5 ลิตรขึ้นไป ) กางเกง เสื้อ หรือผ้าขาวม้า โดยโยนหรือยื่นหลาย ๆ ชิ้นให้คนที่กำลังจะจมน้ำหรือให้ผู้ช่วยเหลือ แล้วจับแล้วดึงลากเข้าฝั่งโดยที่คนช่วยเหลืออยู่บนฝั่ง
กรณีหากจำเป็นต้องจะลงน้ำไปช่วยเหลือ ต้องมั่นใจว่าว่ายน้ำเป็น และควรต้องมีอุปกรณ์ช่วยเหลือนำติดตัวไปด้วยเพื่อยื่นให้คนจมน้ำจับแล้วลากเข้าฝั่ง ที่สำคัญไม่ควรสัมผัสคนจมน้ำโดยตรงเพราะอาจจะถูกกอดรัดและจมน้ำไปพร้อมกัน
เภสัชกรเชิดเกียรติ กล่าวแนะนำต่อว่า เมื่อช่วยเหลือผู้จมน้ำได้แล้ว ห้ามจับคนจมน้ำอุ้มพาดบ่าแล้วกระโดดหรือวิ่งรอบไปมา หรือวางบนกระทะคว่ำเพื่อรีดเอาน้ำออก เนื่องจากเป็นวิธีที่ผิด เพราะน้ำที่ออกมาจะเป็นน้ำจากกระเพาะไม่ใช่จากปอด และจะทำให้ผู้จมน้ำขาดอากาศหายใจนานยิ่งขึ้น อาจทำให้เสียชีวิตได้
กรณีที่เด็กจมน้ำไม่หายใจ วิธีช่วยเหลือที่ถูกต้องคือ ช่วยด้วยการเป่าปาก โดยวางคนจมน้ำให้นอนราบ ตะแคงหน้าเอาน้ำออกจากปาก เปิดทางเดินหายใจให้โล่ง และช่วยหายใจด้วยการเป่าลมเข้าออกตามจังหวะหายใจเข้าออก แล้วรีบแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่อยู่ใกล้บ้าน หากประชาชนพบเห็นผู้จมน้ำและช่วยเหลือด้วยตนเองไม่ได้ หรือไม่มีอุปกรณ์ ให้ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น หรือพบผู้บาดเจ็บหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ที่ดูแลบริเวณนั้นๆ หรือโทรแจ้ง 1669 โดยเร็วที่สุด
ข้อความหลัก " สร้างภูมิคุ้มกันเด็กไทย สร้างความปลอดภัยทางน้ำ”
กรมควบคุมโรค ห่วงใย อยากเห็นคนไทยมีสุขภาพดี
ที่มา http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd/news/2555/09_15_drowing.html
" สร้างภูมิคุ้มกันเด็กไทย สร้างความปลอดภัยทางน้ำ”
ป้องกันดีกว่า ---- แก้ไข นะคะ