จะพยายามเอาความรู้ที่ได้มาใช้จริงด้วย ไม่ใช่รู้แต่ไม่เปลี่ยนพฤติกรรม มันก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น

              ช่วงนี้กำลังหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องการดูแลสุขภาพ เพราะปีหน้าจะจัดอบรมการดูแลสุขภาพตนเองให้กับบุคลากร โดยจะแบ่งคนที่สนใจตามกลุ่มอายุ แล้วจะให้ได้รับความรู้ตามวัย เป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกก็พวกที่อายุยังไม่ถึง 40 กลุ่มที่ 2 ก็พวก 41-47 ปี และสุดท้ายคือ 48 ปีขึ้นไป กลุ่มแรก theme เกี่ยวกับความสวยความงาม การรักษารูปร่างไม่ให้อ้วน เพื่อไม่ให้เป็นบ่อเกิดโรค ส่วนกลุ่มที่ 2 ก็เตรียมตัวรับมือกับวัยทอง และการป้องกันโรคมะเร็งต่างๆ ส่วนกลุ่มสุดท้ายก็พวกการจัดการกับอาการของวัยทอง กับการส่งเสริมป้องกันพวกโรคเกี่ยวกับผู้ที่จะเข้าสูงอายุ อะไรทำนองนี้ ก็เลยทำให้ช่วงนี้เราต้องอ่านหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพบ่อย ๆ เพื่อหาเนื้อหาใหม่ ๆ ความรู้ที่น่าสนใจว่าจะเอาเรื่องอะไรดี จะได้หาวิทยากรมาสอนให้ได้เหมาะสมและได้ประโยชน์สูงสุด

          พออ่านไปเราก็ได้ความรู้ และก็ต้องปรับวิธีการดูแลตัวเองบางอย่างเพิ่มเติม จริง ๆ ก็เป็นคนที่ห่วงใยเรื่องสุขภาพอยู่แล้ว เพราะมีความปรารถนา หรือความอยากนะว่า อยากอยู่ในโลกนี้นาน ๆ แต่อยากเป็นคนแก่ที่มีสุขภาพดี เดินเหินปกติ ไม่เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ( จะได้กินอาหารแบบไม่ต้องระวัง ต้องจำกัดมาก ) ไม่เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือพวกโรคอะไรที่แบบต้องมีคนดูแล อยากเป็นคนที่แข็งแรง เพราะเดี๋ยวนี้อายุคนเราเฉลี่ยสูงขึ้น เราอาจต้องอยู่ในโลกนี้หลังเกษียณอีกเป็น 10 ปี แล้วเราจะอยู่อย่างไร เงินเดือนก็ไม่มี ถ้าอยากไปเที่ยวก็ต้องเดินเหินได้ใช่มะ

         เราเริ่มออกกำลังกายอย่างจริงจัง ต่อเนื่องมาประมาณ 4-5 ปีแล้ว โดยตอนแรก ๆ ก็วิ่งหน้าบ้านที่รพ. แล้วทุกครั้งที่วิ่งก็จะจดบันทึกว่าวันนี้วิ่งเป็นวันที่เท่าไหร่แล้ว แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ แดดร้อน เจอหมา ฝนตก โอ๊ยสารพัดที่ต้องเจอ พอย้ายบ้านมาก็เลยซื้อลู่วิ่งเลย มัน work มาก ฝนจะตก แดดจะออก ไม่ต้องแคร์ จะออกกำลังกายเวลาไหนก็ได้ เรากำหนดได้หมด ทั้งความเร็ว เวลา เหนื่อยก็ปรับเดินเอา แล้วก็วิ่งต่อ จะฟังเพลงอะไรก็ได้ จะใส่ชุดอะไรวิ่งก็ได้ อยู่ในบ้านตัวเองนี่นา กินอะไรมามาก ๆ กลางคืนยังวิ่งได้อีก สุดยอด เหลือแต่วินัยในตัวเองเท่านั้นแหละว่า เราจะใช้ประโยชน์กับอุปกรณ์ชิ้นนี้มากน้อยแค่ไหน คุ้มค่าแค่ไหน เราเองนะก็ไม่ค่อยซีเรียสเท่าไหร่ วันนี้ก็เป็นวันที่เราวิ่งมา 518 วันแล้ว บางอาทิตย์ก็วิ่งได้ 4 วัน บางอาทิตย์ก็วิ่งได้ 3 วัน บ้าง 2 วันบ้าง วันไหนเวลาไม่ทัน ( เราจะวิ่งตอนเช้าก่อนไปทำงาน ) ก็ออกกำลังกายวิธีอื่นเช่น เดินจงกลม ทำสมาธิแทน เป็นการออกกำลังทางจิตใจได้เอ็นโดรฟินเหมือนกัน เพียงแต่ไม่ได้เรื่อง heart เท่านั้นแหละ สบาย ๆ  ไม่เคร่งมาก เดี๋ยวเครียดเปล่า ๆ

       ส่วนเรื่องอาหาร เราไม่กินชา กาแฟ น้ำอัดลม มานานมากแล้ว เพราะมันไม่มีประโยชน์ แต่ที่ยังทำไม่ได้ดีนักก็คือเรื่องกินผักให้ได้ทุกวัน ตอนนี้ก็สั่งผักปลอดสารของน้องที่ทำงานมาติดบ้านไว้ กินเป็นสลัดก็พอไหวนะ แต่ที่มีปัญหาจริง ๆ หลังจากที่อ่านหนังสือชื่อ 100 วิธีสุขภาพดีวัยทอง แล้วทำให้เราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง ก็คือ เราต้องให้ความสำคัญกับอาหารเช้าให้มากกว่าเดิมเพราะทุกวันนี้เรากินแค่ไวตามิลค์ 1กล่อง แล้วก็หาอะไร ๆ เพิ่มเข้าไปพร้อมผลไม้ 1 อย่างเท่านั้น แล้วพอประมาณ 11 น. ก็หิวมาก บางวันก็ได้กิน บางวันก็ไม่มีกินจนกว่าจะเที่ยง จนโรคกระเพาะกำเริบบ่อยมาก คราวนี้จะปฏิวัติเปลี่ยนแปลง แล้วก็ตั้งใจเลยนะ ว่าอย่างน้อยต้องกินขนมปังโฮลวีท 2 แผ่น ( เพราะมีประโยชน์มากกับคนวัยใกล้ทองอย่างเรา ) น้ำนมถั่วเหลือง ( เหมือนเดิม ) และก็ผลไม้ ให้มันได้อะไรที่มีคุณค่าหน่อยเพราะเขาบอกว่ามื้อเช้าสำคัญมาก มาก และที่จะเพิ่มอีกก็คือผลไม้เราจะเน้นพวกแอ๊บเปิ้ลให้มากหน่อย เป็นแอ๊บเปิ้ลเขียวก็จะดีกับสุขภาพ

      จะพยายามเอาความรู้ที่ได้มาใช้จริงด้วย ไม่ใช่รู้แต่ไม่เปลี่ยนพฤติกรรม มันก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้เราจะเป็นคนที่เห่ออะไรใหม่ ๆ เช่นมีความรู้อะไรใหม่ ๆ ก็จะแบบทำ แล้วไม่ค่อยยั่งยืน ตามนิสัยของคนลักษณ์ 7 ( หลักนพลักษณ์ ) แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เราต้องใส่ใจ เพราะสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ แล้วต้องลงทุน ทั้งเวลา ทั้งกำลังใจ ต้องมีวินัยในตัวเองอย่างมาก เพื่อผลในวันข้างหน้า เราเชื่อเช่นนั้น เป็นกำลังใจให้ด้วยนะ