บันทึกนี้สืบเนื่องมาจากบันทึก ตัณหาสองประการ ในประเด็นที่ว่า ความอยากดับตัณหา เป็นตัณหาหรือไม่

มีคำพูดของพระอานนท์ที่น่าสนใจอยู่ค่ะ ว่า อาศัยตัณหาละตัณหา กับมีหลักธรรมที่ควรพิจารณาอีกหลักธรรมหนึ่งคือ สันโดษ

สำหรับการ อาศัยตัณหาละตัณหา นั้น

ขอนำคำบรรยายของสมเด็จพระสังฆราชมาบันทึกไว้ดังนี้ค่ะ

แม้ว่าต้องการมรรคผลนิพพาน ความต้องการนั้นบังเกิดขึ้นว่า เมื่อไรจะได้มรรคได้ผลได้นิพพานก็เป็นตัณหาเหมือนกัน และแม้ว่าจะได้อริยมรรค อริยผล เป็นพระโสดาบัน เป็นพระอนาคามี ก็ละตัณหาหยาบๆได้ไปโดยลำดับ แต่ก็ยังมีตัณหาในมรรคผลนิพพานที่ยังไม่ได้ เมื่อมีความอยากว่าเมื่อไรจะได้ ก็เป็นตัณหาเหมือนกัน เป็นอย่างละเอียด ก็แปลว่ายังมีตัณหาอยู่ เพราะว่ายังไม่เสร็จกิจ ท่านจึงแสดงว่า ให้อาศัยตัณหาละตัณหา เพราะฉะนั้น ตัณหา จึงเป็นเรื่องที่มีอยู่คู่โลก

สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน) สัมมาทิฏฐิ หน้า ๙๘

อาศัยตัณหาละตัณหา

ฉะนั้น ตัณหา คือความดิ้นรนทะยานอยากของใจ จึงได้แต่สร้างความไม่สงบและความทุกข์ต่างๆให้บังเกิดขึ้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ตรัสสอนให้ปฏิบัติเพื่อละตัณหา คือความดิ้นรนทะยานอยากปรารถนานั้นเสีย สำหรับผู้ที่ต้องการจะพบกับความสงบ และในขั้นสามัญ ก็ได้มีคำสอนแสดงไว้ว่า ให้อาศัยตัณหาละตัณหาเสีย ความอาศัยตัณหาละตัณหานั้นก็หมายความว่า ให้ใช้ความดิ้นรนทะยานอยากในทางที่จะพบกับความสิ้นทุกข์ คือ อยากให้พบความสิ้นทุกข์ อยากบรรลุมรรคผลนิพพาน อันความอยากดังกล่าวนี้ ถ้าเป็นความพอใจใคร่ที่จะปฏิบัติกระทำ ท่านเรียกว่า ฉันทะ เป็นอิทธิบาทธรรมที่ให้บรรลุถึงความสำเร็จ แต่ว่า ถ้าความพอใจที่แรงสักหน่อยหนึ่ง อันมีลักษณะเป็นความดิ้นรนหรือเป็นความต้องการที่มาก ฉันทะนั้นก็เป็นตัณหา

และเมื่อแสดงอย่างละเอียด แม้ฉันทะดังกล่าวนั้น ก็เป็น ตัณหาอย่างละเอียด อย่างหนึ่ง แต่เป็นตัณหาในทางที่ดี ก็ให้อาศัยตัณหาในทางที่ดีนั้นเพื่อละตัณหาในที่สุด

สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน) ธรรมกถาในการอบรมกรรมฐาน หน้า ๑๕๙ ๑๖๐

ส่วนในหลักธรรมที่ควรพิจารณาคือ สันโดษ

อันหมายถึง ความยินดี, ความพอใจ, ยินดีด้วยปัจจัย ๔ คือ ผ้านุ่งผ้าห่ม อาหารที่นอนที่นั่ง และยา ตามมีตามได้, ยินดีในของของตน, การมีความสุขความพอใจด้วยเครื่องเลี้ยงชีพที่หามาได้ ด้วยความเพียรพยายามอันชอบธรรมของตน ไม่โลภ ไม่ริษยาใคร ประกอบด้วย ๓ ลักษณะ คือ

๑. ยถาลาภสันโดษ ยินดีตามที่ได้ คือ ได้สิ่งใดมาด้วยความเพียรของตน ก็พอใจกับสิ่งนั้น ไม่เดือดร้อนเพราะของที่ตนไม่ได้

๒. ยถาพลสันโดษ ยินดีตามกำลัง คือ พอใจเพียงแค่พอแก่กำลังร่างกาย สุขภาพ และ ขอบเขตการใช้สอยของตน ของที่เกินกำลังก็ไม่หวงแหนเสียดายหรือเก็บไว้ให้เสียหาย หรือฝืนใช้ให้เป็นโทษแก่ร่างกาย

๓. ยถาสารูปปสันโดษ ยินดีตามสมควร คือ พอใจตามสมควรแก่ฐานะ แนวทางชีวิต และจุดหมายแห่งการบำเพ็ญกิจของตน

สันโดษนั้น มีตั้งแต่ขั้นต่ำ คือ พอใจในสิ่งที่ตนพึงมี พึงได้ ตามลักษณะต่างๆทั้ง ๓ นั้น ส่วนในขั้นที่สูงคือ ขั้นเต็มความหวัง เพราะการหวังผลในอนาคต จัดเป็นตัณหา เนื่องจากธรรมชาติของตัณหานั้น เมื่อไม่ได้ ก็ไขว่คว้า เมื่อได้มา ก็ต้องการให้ได้มากขึ้น เลิศขึ้น ดังนั้น ความประสงค์จึงไม่มีโอกาสได้เต็ม ดังนั้น ถ้าจะให้เต็มความประสงค์ ก็ต้องละความหวัง หรือความประสงค์นั้นเสีย

ปฏิบัติดับตัณหา เพื่อความเป็นผู้สันโดษเต็มความประสงค์

เพราะฉะนั้น สันโดษในพุทธศาสนาจึงเป็นสันโดษที่ถูกต้อง และก็มีระดับของสันโดษตั้งแต่ระดับต่ำจนถึงระดับสูง ก็คือเต็มความประสงค์ แต่ว่าความประสงค์ที่จะได้ความเต็มความประสงค์นั้น ในเมื่อยังมีความประสงค์อยู่ก็ยังไม่เต็ม เพราะฉะนั้น จึงต้องละความประสงค์ เมื่อปราศจากความประสงค์เสียได้นั่นแหละจึงจะเต็ม ก็คือ ปฏิบัติดับตัณหาความดิ้นรนทะยานอยาก และเมื่อยังมีตัณหาความดิ้นรนทะยานอยากอยู่ นอกจากไม่เต็มความประสงค์แล้ว ยังมีความหวั่นไหวไปต่างๆ อันปรากฏเป็นความทะเยอทะยานดิ้นรนไปต่างๆบ้าง ปรากฏเป็นความกระสับกระส่าย หวั่นไหวไป หวาดระแวงไปต่างๆบ้าง

สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) โสฬสปัญหา หน้า ๖๑

จะเห็นว่า แม้เราจะมีความสันโดษคือ พอใจตามสิ่งที่พึงมี พึงได้ ก็ไม่สามารถทำให้บรรลุผลการปฏิบัติอย่างสูงสุดได้แล้ว ต้องสันโดษในระดับสูง คือ ละความประสงค์นั้นเสีย จึงจะบรรลุได้ แต่อย่างไรก็ดี ในขั้นต้น ยังเป็นสันโดษในระดับต้นอยู่ และยังมีตัณหาอย่างละเอียดอยู่ดังที่พระสังฆราชได้อธิบายว่า แม้แต่พระโสดาบัน ก็ยังมีตัณหาในผลการปฏิบัติิยู่ จึงทำให้ยังต้องมีเป้าหมายในการปฏิบัติ เพราะมีเป้าหมาย มีอธิษฐานธรรม จึงทำให้ไม่เฉไฉออกไปนอกเส้นทาง

เมื่อปฏิบัติไป ปฏิบัติไป จนรู้ว่าอยู่บนเส้นทางแล้ว ได้พบสันติ ก็จะค่อยๆวางเป้าหมายลง

คงเหลือเพียง ไม่สันโดษในเหตุคือการปฏิบัติ แต่ สันโดษในผล คือการหวังผลในการปฏิบัติไปเอง