วันอาทิตย์ ที่ 9 กันยายน 2555

กราบสวัสดีค่ะครู

               เช้านี้หลับไปที่กลดแบบไร้หมอนไร้ผ้าห่ม รู้สึกแรกกับตนเองคือ “หนาว” พออาจารย์เอ๋มาเรียก จึงนั่งลงกราบพระทำวัตรเช้าแล้วค่อย ออกมาจากกลด เช้านี้ตำน้ำพริกอ่องและผัดผักกาด ข้างในหนูเหมือนไม่ค่อยตื่น มาภาวะหนักๆอยู่ข้างในเจ้าค่ะ อาจจะเมื่อคืนไม่ได้เขียนบันทึก แล้วก็เหมือนพงาบ ๆ กับตนเองตลอดเวลา ได้แต่อดทน หลายมือเข้ามาเปลี่ยนผลัดตำน้ำพริกจากพี่อ้อ พี่กุล จนสุดท้ายมาเป็นหนูและพี่พา ตอนที่นั่งลงตำครกหิน ระลึกถึงตอนทำยา ต้องใช้หลักการ Geometric dilution ใส่ทีละน้อย ๆ พอเหมาะ และเติมส่วนผสมที่หยาบก่อนแล้วค่อยเติมละเอียด ถ้ามีน้ำมีมากก็ตักออก แต่ก็เหมือนตำไปอาบพริกไปเจ้าค่ะ ฝนก็ตกหนัก แต่สุดท้ายสองเมนูนี้ก็เสร็จทันเวลา จึงเตือนพี่ ๆให้ทยอยไปอาบน้ำ หนูเก็บสำรวจความเรียบร้อย พบว่าปลาเนื้ออ่อนยังปิ้งไม่เสร็จ หันไปมองการจัดวาง แม่กุลท่านออกไปอาบน้ำแล้ว เหมือนจะฝากอีกท่านหนึ่งไว้แต่แม่ท่านก็ทำหลายอย่าง หนูจึงตั้งใจนั่งลงภาวนากับการ “ปิ้งปลา”

หาไม่ลูกชิ้นมาเสียบผ่านลำตัวปลาเพื่อให้แข็ง ตามคำแนะนำของแม่ชี หาไม้หีบมาหนีบตัวปลาแม้แม่ชีจะจะอยากให้ตัด แต่หนูเลือกการใช้ไม้หีบสองอันแล้วก็ตั้งใจ “พุทโธกับการปิ้งปลา” เพราเป็นอาหารที่รักษาธาตุขันธ์หลวงปู่

ประมาณหกโมงกว่าแม่กุลออกมา ปลาเสร็จพอดีหนูสำรวจทุกอย่างเรียบร้อย แต่ฝนตกหนัก จึงหยิบชิ้นส่วนผ้าถุงของครูที่หิ้วติดถุงผ้าขึ้นมาคลุมแล้วก็ตั้งใจเดินภาวนาเข้าไปข้างใน จังหวะที่เดินสวนกับครูและคนอื่น ๆ รู้สึกประหลาดใจที่ทุกคนออกไปพร้อมกัน แต่ก็ไม่ได้ถามอะไร หนูจัดแจงรีดผ้าเพราะผ้าที่ตากไว้เปียกหมด ไม่มีใส่ พอแห้งแล้วอาบน้ำออกมาดู ไม่มีเด็ก ๆ พอสำรวจแน่ชัดว่ามีการเปลี่ยนแผน

เหมือนก้อนทุกข์ประดังประเดเข้ามา ว่าถูกทิ้ง ไม่มีการบอกอะไรเลย กลับมาสำรวจตนเอง ทำอะไรผิด

แต่ก็เหมือนไม่มีกำลังท้อแท้ใจค่ะ เดินเข้าทางจงกรม เดิน ๆ ทั้งๆที่ฝนตก กางร่มสักพักฝนเริ่มซาจึงเอาร่มออก เดินไปเรื่อย ๆ จนแดดเริ่มออก มองเห็นตนเองข้างใน หนูไม่เคยเห็นตนเองในสภาพที่กำลังเป็นค่ะครู

“หนูเห็นตนเองใส่ชุดเสื้อขาวผ้าถุงดำ ยืนดูตนเองที่กำลังถูกแขวนคอ”

แต่ตอนนั้นก็มีความคิด อยากตาย อยากไปให้มันพ้น ๆ สภาวะบีบคั้นในตนเองแล้วก็มีเสียงว่า

“ตายไปก็เท่านั้นมันไม่จบ ก็ยังเกิดอยู่ แค่เปลี่ยนภพในการเกิด”

หนูพึงเห็นตนเองในสภาพแบบนี้ สภาพผมซอยสั้น พร้อมๆกับขณะที่รับรู้จังหวะเดินกับตนเอง แต่ข้างในก็ยังทุกข์อยู่ มีเสียงซ้ำเข้ามาข้างในว่า

“สมน้ำหน้า ครูสอนไม่จำ แกไปเลย เก็บเสื้อผ้ากลับบ้านไปเลย ไม่ต้องอยู่เบียดเบียนครู แกแค่ต้องการๆยอมรับไม่ใช่เหรอ ที่ทำสิ่งต่าง ๆให้ท่านก็มีแต่ราคะ รักท่านก็ไม่เป็น”

มันทวนเข้าไปกับตนเอง แล้วก็เหมือนด่าตนเอง

“แล้วสัจจะที่ให้ไว้หล่ะ ว่าจะมาที่นี่ตลอด 3 เดือน”

นี่ก็ครบแล้วไงวันอาทิตย์

ไม่ได้นะ มีภารกิจยังไงก็ต้องทำให้สุดให้เสร็จสิ้นก่อน

มีแต่ความทุกข์ความร้อนที่อยู่ข้างใน เจ้าค่ะ

จึงออกมาจากทางจงกรมมานั่งทานเม็ดทานตะวันแล้วก็นมถั่วเหลืองกล่องหนึ่ง รับรู้กับทุกข์อยู่ข้างใน หันไปเจอเต้นของครูที่มีน้ำขัง ทำให้เห็นข้อบกพร่อง จึงเข้าไปจัดแจงแก้ไข คิดว่าสาเหตุนี้ถึงทำให้สายมันขาดไปรอบหนึ่งจนต้องซ่อมทั้ง ๆที่ครูก็ยังไม่ได้ใช้งาน พอทำให้ครูเสร็จ ก้อนทุกข์ไม่รู้หายไปไหนเจ้าค่ะ เหมือนเบิกบานขึ้นมา เบา แต่ไม่เห็นรอยต่อของการเปลี่ยน จึงเดินเข้าทางจงกรมใหม่ แว๊บขึ้นมาว่า “เป็นโอกาสดี ๆให้ได้ทบทวนตนเองภาวนา”

สำรวจใจ หาข้อดี สิ่งที่เกิดขึ้นในการรับใช้ครูครั้งนี้

ได้จัดเตรียมของ ที่พัก อำนวยความสะดวกผู้มาพักภาวนา พาไปซื้อของ ตามความเมตตาที่ครูชี้แนะให้โอกาส เพราะเชื่อครู เพราะฟังครู แล้วทำตาม มีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นมามากมาย ได้เรียนรู้กับตนเองว่า สิ่งที่ครูสอนมาได้ถูกนำมาใช้แบบพาพี่ ๆทำ

ปรากฏเป็นความสว่างซาบซึ้งใยนพระคุณครู พระคุณหลวงปู่ระลึกแผ่เมตตาขอให้ความสว่างและร่มเย็นในใจนี้ถึงหลวงปู่และครู ระลึกถึงหลวงปู่ไปหยิบหนังสือสวดมนต์มาสวดโพชฌงค์ถวายท่านและครูให้ความร้อนในธาตุขันธ์หลวงปู่เบาบาง ให้อาการปวดตามร่างกายของครูหาย ขอให้เจ้ากรรมนายเวรมารับกุศลนี้แล้วยุติกรรม

แล้วก็เดินภาวนากับตนเอง เป็นความรู้สึกที่อิ่มอยู่ข้างใน สักพักได้ยินเสียง คุณยายเข้ามา หัวใจกระตุกวาบเจ้าค่ะ

เหมือนก็รอคอยครู แต่เป็นอาการกระตกทีเดียวเงียบไป และก็ยังเดินต่อ ทบทวนกับตนเอง

เห็นความเปลี่ยนแปลงแรง ๆ ข้างใน 3 ครั้งแล้ว

ครั้งแรกตอนพาครูไปนวด จากสภาวะเปรตพอเกิดความยินดี หลุดหายใจเบิกบาน

ครั้งที่สองจำเรื่องราวไม่ได้ว่า “คิดไม่ดีอะไร เป็นหนัก ๆ กับตนเอง แล้วเดินอ้อมมาทางครัวกลางเจอน้องทุ่ง”

แล้วเขาก็ถามว่า “น้าติ๋วครับรถตู้ใคร เขามาอะไร”

หนูเงยหน้าหันไปคุยกับน้องแล้วก็บอกว่า

“หนูก็ปั่นจักรยานไปถามเขาซิครับ พี่ติ๋วก็ไม่รู้เหมือนกัน หนูเห็นก่อนพี่อีก ใช่ไหม”

หน้าตาเหรอรา อาย ๆ ของน้องทำให้หนูรู้สึกขำ

ความทุกข์ที่กอดมา หายวับเจ้าค่ะ เป็นสว่างอยู่ข้างใน ประหลาดใจกับตนเอง

และก็มาครั้งนี้ ที่อยู่ดี ๆ มันปล่อยความคิดปรุงแต่งด้านลบ แล้วก็มาเห็นว่าเป็นโอกาสในการภาวนาทำความเพียร

ได้แบบนี้กับตนเอง จึงตั้งใจเอากลดลงนั่งภาวนาจะนั่งจนกว่าพี่ ๆจะกลับมา นั่งลงสบายอยู่แป๊บเดียวเจ้าค่ะ

ความง่วงเข้ามา รู้สึกถึงร่างกายที่โงนเงนไปมา ดึงลมหายใจก็แล้วสำรวจความรู้สึกยิบๆในกายก็แล้วเพราะเวลาที่เดินแล้วกลับมานั่งจะรู้สึกถึงกล้ามเนื้อที่ยังเคลื่อนไหวเล็กอยู่เจ้าค่ะ พอได้ยินเสียงพี่ ๆมาแต่ไกล รู้สึกดีใจ แต่ก็มีหมองนิดหนึ่งเข้ามาที่นั่งได้ไม่สงบ แต่ละท่านเข้ามาอนุโมทนากับหนูที่ช่วยพูดให้พี่ๆได้ไปเจอภาพประทับใจ หนูรู้สึกอนุโมทนากับแต่ละท่านและก็อนุโมทนาที่ให้โอกาสหนูได้ภาวนาอยู่ที่นี่ด้วย

แล้วพี่อ้อก็เข้ามาพร้อมน้องภัส พี่เอ๋เข้าไปกราบขอบพระคุณเป็นภาพงาม ๆที่ได้เห็นแล้วใจอ่อนนุ่มลงมา แล้วก็เห็น อาจารย์เอ๋ กราบขอบพระคุณครู หนูก็ระลึกกราบขอพระคุณครูที่ได้เห็นสภาวะของตนเองชัดเห็นความชั่วของตัวเองชัดขึ้น

ครูชี้ให้เก็บผ้าเข้าที่ ทำให้รู้ว่า หนูบกพร่องในการสำรวจหน้าที่ต่าง ๆ จึงจัดแจงลงมือเก็บ ลาพี่ ๆที่ต้องไปขึ้นเครื่อง

พออาจารย์เอ๋ จะไปกราบหลวงปู่อีกวัดหนึ่งแถวๆหมู่บ้านที่ข้ายหมอนขิดของฝากจึงตัดสินใจพาไปค่ะ

เหมือนแต่ละคนแยกไปทำหน้าที่ของตนเอง หนูเก็บของให้เรียบร้อย แล้วก็พาอาจารย์เอ๋และคณะไปกราบหลวงปู่ ระหว่างทางผ่านร้านของฝาก ๆแซวกันว่า ถ้าจะซื้อคงจะต้องมัดใส่หลังคาหรือไม่ก็ลากเอา จึงได้ขำกันค่ะ

พอไปกราบหลวงปู่ท่านเมตตามาก เทศน์สอน

“ให้กายเห็นจิต ให้จิตเห็นกาย ให้มันเห็นทุกข์เห็นโทษ แล้วบอกลา บ๊ายบายกัน”

พวกเจ้าเป็นหมอ หาโรคในกาย แต่หลวงปู่หาโรคในใจ หาโรคในธรรม แบบพวกเจ้ามันหาข้างนอกมันไม่จบ หาแบบหลวงปู่มันจบ

หามันดูมัน อันไหนมันบอกว่าเป็นเรา กระดูกมันเป็นเราไหม ถอดออกมาเคาะๆดู เนื้อหนังมันเป็นเราไหม หลวงปู่ดูแบบนี้มาหลายสิบกว่าปี

อาจารย์เอ๋ถามเรื่อง อะไรสักอย่างเจ้าค่ะหนูจำคำถามไม่ได้

หลวงปู่เมตตาตอบว่า

“ราคะ โทสะ มันเป็นของมีในจิต ที่ได้เกิดมาก็เพราะราคะโทสะ จะไปห้ามมันก็ไม่ได้มันมี พอไม่อยากให้มันมี มันก็ทุกข์ ลองเอามีดไปฟันต้นไม้ ฟันเสา มันทุกข์ไหม มันเจ็บไหม มันก็เฉย นั่นแหล่ว เข้าใจไหม อย่าไปอยาก”

แล้วท่านก็เทศน์สอนเรื่อง “กรรมและความผิดพลาดในครั้งเก่า”

หลวงปู่บอกว่า “ก็หยุดมัน เราไม่ทำต่อ ให้มันสุดแค่นี้พอแค่นี้ ก็ทำอันใหม่ กรรมเก่าก็ตามไม่ทัน หลวงปู่เมตตาเล่าเรื่องวัวแม่ลูก ที่ท่านเคยได้สมรู้ร่วมคิดโดยไม่ได้ตั้งใจ จนสุดท้ายพอมาบวชแล้วภาวนาจนมาอยู่วัดนี้ก็มีคนมาถวาย แต่แม่วัวตาย ลูกวัวยังอยู่ เคยลากหลวงปู่ล้มแล้วครั้งหนึ่งก็คงเป็นวัวแม่ลูกนั่นแหละใช้กรรมเขา”

หนูระลึกกับตนเอง หนูก็ไม่ต่างจากเจ้าลูกวัวที่เหมือนมาขอพึ่งในบุญครู แต่ด้วยความโง่ก็ยังทำให้ครูบาดเจ็บซ้ำแล้วซ้ำอีก ดีหน่อยที่พอจะอึดแล้วพยายามกับตนเอง แต่ก็ได้แค่นี้จริง ๆ แต่ก็อดทนเจ้าค่ะ ระลึกกับตนเองว่า

“ถ้าดีแล้ว เก่งแล้ว เข้าใจทุกอย่างได้เองคงไม่ต้องมาหาครู แต่นี่ความโง่เต็มจิตเต็มใจ ครอบหัวอยู่ก็อดทนทำเอา สั่งสมเอา”

หลวงปู่เมตตาเปิดสถูปพระบรมสารีริกธาตุให้เข้าไปสักการะ แล้วพี่ ๆก็แวะมาส่งหนูกับน้องภัสที่วัดแล้วก็แยกกัน แม่กุลโทรหาหนูมีเรื่องร้อนใจกังวลว่าพ่อไม่สบาย หนูจึงพากลับบ้าน แต่พอไปดูท่านอาการดีขึ้นแล้ว ก็เลยสบายใจ เข้าสำนักแม่ชีเก็บกวาดทำความสะอาดขนผ้ามาไว้ที่ศาลา 4 ครูเมตตาโทรมาให้กำลังใจ แล้วก็ให้ถอดบทเรียนว่า

“ได้เรียนรู้อะไร อันไหนทำสำเร็จ อันไหน ทำไม่สำเร็จ”

พอออกมาหลวงปู่นั่งรถกอล์ฟผ่านพอดี แล้วไปจอดที่ศาลา 4 เก็บของเสร็จวางของให้ครู กราบลาหลวงปู่ท่านเมตตาถามว่าวันนี้ไปไหน

“กลับบ้านที่ขอนแก่นเจ้าค่ะ แต่พรุ่งนี้มีประชุมที่กรุงเทพ ไปขึ้นเครื่องที่ขอนแก่น”

หลวงปู่เมตตาถามว่าขับกี่ชั่วโมงแล้วก็เหมือนท่านนับนิ้วแล้วก็บอกว่า

จะถึงทุ่มครึ่ง ซึ่งก็ประมาณทุ่มครึ่งจริง ๆเจ้าค่ะ เช็คอินผ่านเน็ต แล้วก็แบกกระเป๋าขึ้นเครื่องเลย

อ้อ

หลวงปู่ถามถึงคณะและครูด้วยเจ้าค่ะ จึงได้กราบเรียนท่านว่า

“ครูขับรถไปส่งที่อุบล”

ท่านถามต่ออีกว่า ครูจะเข้ามาไหม จึงเรียนท่านว่า

“เข้ามาเจ้าค่ะ ท่านแจ้งว่าจะมาที่ศาลา 4 อยู่เจ้าค่ะ”

จึงได้กราบลากลับ บึ่งรถกลับขอนแก่นระหว่างทางเปลี่ยนชุด โทรสอบถามทีมอาจารย์เอ๋เป็นระยะ ๆ

หนูทันขึ้นเครื่องแบบเฉียดฉิว

ครูค่ะด้วยอารามไม่ได้เช็คเมลล์ว่ามีการเปลี่ยนโรงแรม กว่าหนูจะถึงโรงแรมก็ห้าทุ่มกว่า

ทั้งๆที่ครูเตือนแล้วให้แก้ไข กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ

เวลาเจออะไรเข้าหนูก็ยังจัดการไม่ได้ และก็ยังดื้ออยู่อีก  ซึ่งหนูก็ผิดจริงผิดศีลข้อ 4 เบียดเบียนครูด้วยผิดศีลข้อ 1

หนูก็ยังบังคับตัวหนูเองไม่ได้ รักษาสัจจะตนเองก็ไม่เป็น แต่ก็จะพยายามอดทนต่อไปเจ้าค่ะ