วันเสาร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2555

กราบสวัสดีค่ะครู

                เช้านี้ตื่นขึ้นมาด้วยสภาพเดี้ยงกับใจตนเอง อาจารย์เอ๋มาเรียกหนูตอนตีสี่ ทั้งๆที่ตีสามตื่นขึ้นมาแล้วชะเง้อดูเห็นอาจารย์เอ๋ เดินจงกรมสวดมนต์อยู่ คิดถึงโจทย์แล้วไม่มีคำตอบที่ดีให้ใจตนเอง

“ถ้าแค่ตามตื้อ ครูเหมือนที่ตามตื้ออาจารย์”

ใจหนูตอบตนเองว่า “ก็จบเห่”

“ไม่นะ หนูไม่ได้ต้องการแค่นี้หนูต้องการสิ่งที่สูงส่งกว่านี้”

แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยเจ้าค่ะ สภาวะในใจตอนนั้นคือ การแค่ตามตื้อ แต่ไม่ได้พัฒนาตนเอง

เหมือนหนูมีอีกหนึ่งเสียงที่ซ้ำตอกย้ำว่า

“ถ้ามาแค่นี้ แกกลับไปเลย ไอ้ติ๋วชั่ว ไม่ต้องทำให้ท่านเสียเวลา”

แล้วก็เห็น ความท้อแท้กับใจที่เข้าไปเห็นตนเองจุดนี้เรียกว่าจากง่วง ๆ นั้น หนูหมดแรง ตื่นขึ้นมากราบพระทำวัตรเช้าแล้วค่อย ออกไปทำครัว วันนี้ตั้งใจทำแค่ผัดพริกแกงถั่วฝักยาว กับอาจารย์เอ๋ผัดกะหล่ำ แม่กุลทำน้ำขนมจีน แต่พอมีพี่อ้อและพี่กุลกับพี่ ๆมาช่วยกัน จึงได้งอกมาเพิ่มอีก 3 รายการคือ ไข่เจียวผักกาดดอง ไข่ผัดวุ้นเส้น และผัดหมี่ เสร็จในเวลาไม่ถึงหกโมงเช้าค่ะ ตีสี่สุดท้ายหนูก็ออกมาช้าเพราะมัวเก็บอะไรอยู่พอเห็นพี่ ๆ จะออกไป หนูแทบจะจัดกะละมังข้าวให้ไม่ทัน พอจัดที่นั่งก็โอเค เข้ามาจัดการในส่วนของตนเอง ในส่วนของการอาบน้ำไม่ต้องพูดถึง ลงจากศาลามารับ order จากครู ในการทำสิ่งต่าง ๆ ครูเมตตาให้ปัจจัยมาใช้ 1000 บาท เพราะครูทราบว่าไม่มีเงิน ออกไปซื้อของพร้อมๆกับ แม่กุล พี่อ้อและพี่กุล แวะบ้านครูก่อน ซึ่งพอทุกๆท่านได้เจอกันเป็นบรรยากาศที่อบอุ่นมากเจ้าค่ะ มีความรู้สึกว่าครูให้โอกาสในการเรียนเรื่อง “สำนึกพระคุณแม่ เพราะยังทำโจทย์นี้ไม่ผ่าน”

พี่อ้อนำทุกๆคนกราบ แม่ของครูและแม่กุล  เป็นบรรยากาศที่ซาบซึ้งใจ น้ำตาไหล ไปตามๆกันค่ะ พอได้เวลาเกือบจะ 11 โมงมุ่งหน้าแยกกันเป็น 2 สายแม่กุลกับพี่กุลไปตลาด แล้วหนูกับพี่อ้อไปบิ๊กซี สปีทการซื้อของในห้างของหนูก็ยังช้าอยู่ดีค่ะครู  กลายเป็นว่าเสียเวลาให้กับของที่ไม่มี กว่าจะได้ออกมาก็เกือบๆเที่ยง เรื่องนี้ยังสอบไม่ผ่านกับตนเอง การที่มีพี่อ้อไปด้วย ทำให้สถานการณ์ดูเย็นลง แต่ทุกคนได้รับพิษจากใจหนูแน่ ๆ เพราะมันร้อนอยู่ภายใน พอมาถึง รีบเร่งมือกันทำ ถือว่า เสร็จในเวลาที่รวดเร็วมากเลยค่ะ

                แต่ก็บ่ายกว่าแล้วกว่าเด็กจะได้ทาน โทสะข้างในหนูรุนแรงกับความกังวลพอจะให้เด็ก ๆ ทาน จึงเรียกพี่กุลมาช่วยพาเด็ก ๆ ทานเพราะท่านใจดีใจเย็น ส่วนท่านอื่น ๆ ก็จะร้องมาลัยอย่างสนุกสนานเบิกบาน ณ ขณะที่ทำงานคนเดียวรับรู้ได้ว่า

“ภายในร้อนค่ะ”

ลึกๆก็บอกว่า “ดีที่อยู่ห่าง ๆ แต่ละท่านไว้ แล้วจะได้อดทนเพียรกับตนเองในการจัดการพิษข้างใน” เพราะนี่คือ ศีลข้อหนึ่งด่างพร้อย เบียดเบียนตนและผู้อื่น

ตั้งใจเก็บกวาดทำความสะอาด อ้อระหว่างเด็กทานข้าวหลวงปู่เมตตาแวะมา

กว่าจะได้มานั่งเขียนก็จำไม่ได้ในสิ่งที่ท่านเทศน์เจ้าค่ะ กรรมของการผิดศีลข้อ 4 แต่ภาพบรรยากาศที่ทุกคนนั่งรายล้อม กราบหลวงปู่และครูได้กราบรายงานถึงกิจกรรมสอนเด็ก ๆ และขอโอกาสร่วมกันร้อยมาลัยถวายหลวงปู่และสวดโพชฌงค์

หลังเก็บกวาดพาเด็ก ๆ ทานเสร็จ หนูเหนียวร้อน ข้างในก็ทุกข์ แต่ก็ต้องอดทนและก็ทำหน้าที่เจ้าค่ะ รู้สึกตกใจที่หากระเป๋าตนเองไม่เจอ วิ่งไปหาครูขอยืมกุญแจซึ่งก็อยู่ในรถจริง ๆ กระเป๋าแม่กุลด้วย จึงนำลงมาให้ท่าน พอรายงานครูก็เมตตาย้ำเรื่องการถวายปัจจัยให้พระอาจารย์ใจตอนนั้นก็พ่นพิษออกมา แล้วก็เหมือนทำให้มันเสร็จซะ นึกอะไรไม่ได้ ก็เรียกน้องไปด้วยนำปัจจัยเข้าซองเขียนหน้าซองว่าครูเป็นผู้ถวายค่าอุปฐากซ่อมรถ พอมารายงาน ก็ทราบว่าพลาด

ในจังหวะนั้นก็ทราบเลยเจ้าค่ะว่า เป็นชนวนอีกแล้ว แต่มันก็ไม่ยอมแก้ไขทั้งๆที่ครูชี้ให้เขียนใบปวารณา ดื้อขึ้นมาข้างในอีกแล้ว ได้แต่อดทนซึ่งก็ทราบว่าครูคงอดทนที่เท่าทวีคูณ ขอโอกาสเข้าไปข้างในตั้งใจไปเคลียร์กุฏิ ย้ายเต้นท์ ครูจึงชี้ให้นำน้ำเข้าไปข้างใน หนูเข้ามาข้างในทบทวนกับตนเอง ซักผ้าเพราะไม่มีชุดเหลือแล้ว เพราะที่กะไว้ได้ให้พี่เขาไป

จัดแจงเคลียร์กุฏิ กางกลด อาบน้ำ แล้วนึกขึ้นได้ว่า ยังไม่ได้พาพี่ ๆซื้อของฝาก ซึ่งพอมาถามคำนวณเวลาก็ไม่ทันแล้ว

พี่ ๆจัดแจงดอกไม้เรียบร้อยแล้วก็เข้าไปอาบน้ำเพื่อกราบหลวงปู่

                การได้เข้าไปกราบหลวงปู่เหมือนท่านเมตตาให้ได้นั่งภาวนาร่วมกัน ชื่นชมน้องภัสที่พาเด็กๆออกไปเดินจงกรมข้างนอก ทำให้แต่ละคนมีแววที่ที่มีความสุขและสงบลง ระหว่างนั่งในกุฏิหลวงปู่ หนูเหมือนร้อนอยู่ภายในมีเสียงหนึ่งที่คอยตกย้ำและไล่ตนเองให้ออกไปจากวัด ถ้ายังไม่ดีขึ้น เพราะก็ยังเห็นข้อบกพร่องมากมายที่ยังแก้ไขไม่ได้ อีกความรู้สึกก็มีปรากฏเสียงใจ ระหว่างนั่งภาวนาจึงมีน้ำตาไหลออกมา แต่ก็รู้สึกเบากับตนเอง พอหลวงปู่ออกมารู้สึกถึงความเมตตาของท่าน เบิกบานขึ้นมาเหมือนดอกไม้ได้น้ำ ยิ่งได้สวดโพชฌงค์ถวายหลวงปู่ ยิ่งเย็นอยู่ข้างใน เงยหน้าขึ้นมาเห็นหลวงปู่พนมมือรับ สาธุปีติอยู่ภายในเจ้าค่ะ พอ ดร.เอ๋ ถามว่า “อยู่บ้านสวดถวายหลวงปู่ได้ไหม”

ท่านเมตตาบอกว่า “ได้ ใจมีมีระยะทาง อยู่ที่ไหนก็ถึงเลย”

สาธุกับความเมตตาของท่าน แต่ก็มีความคิดว่า

“แบบนี้ความเย็นถึง ความร้อนก็ถึงเหมือนกันซิ”

โห มิน่าครูถึงบอกว่าได้รับพิษทางจิตใจจากหนูบ่อย ๆ แต่ก็ยังจัดการในตนเองไม่ได้อยู่ดี ได้แค่อดทนแล้วก็ตั้งสติ

เพราะครูเสียสละจึงยังไม่ได้อาบน้ำ หนู พี่ ๆ และเด็ก ๆ จึงมานั่งภาวนาที่วิหาร สักพักเด็ก ๆ เริ่มเดินออกมา นึกถึงว่าพาเขาเดินอย่างที่น้องภัสพาเดินก็น่าจะพอได้ แต่ใช้การตกลงกันก่อนว่าจะทำอะไรดี แล้วใช้เป็นมติกลุ่มอย่างที่ครูพาเด็ก ๆ ทำ พอเดิน ๆไว้มีสังกะลีน้อยผู้ชายเข้ามาร่วมเดินด้วยค่ะ ขบวนใหญ่ขึ้น ให้เขาท่องพุทโธ เบา ๆ แบบมีเสียงกับการก้าวเท้า แล้วก็พาเดินไป น้องเบียร์ดูจะคุ้นเคยในการเดินแล้วทำได้ดีมากเจ้าค่ะ รวมถึงน้องบิ๋ม ได้เดินได้สองรอบเริ่มมาออาการหลุดกลุ่ม จึงตกลงกันใหม่มานั่งที่หน้าวิหาร พอระฆังดัง ทุกคนทยอยเดินออกมาหมด หนูเข้าไปจะเอาหนังสือสวดมนต์เด็ก ๆ ตามเข้ามาด้วยจึงชวนกราบพระ อย่างที่ครูพากราบ

พอทำวัตรเสร็จเข้ามาข้างใน ครูชี้ให้พาพี่ๆไปเตรียมของสำหรับทำกับข้าว รับรู้ว่า จังหวะนี้หนูช้าไม่รู้หน้าที่ของตนเอง จนครูต้องออกแรงเอง

                พอมาถึงครัวแต่ละท่านก็ลุยทำแรกๆก็ดูเร่งๆรีบๆ แต่พอทำไปเรื่อย ๆ ก็เย็นลงเจ้าค่ะ เปิดเจอเฉาก๊วยที่พี่กุลซื้อมา ซึ่งแต่ละท่านรู้สึกหิว จึงจัดแจงให้ทาน เลยได้แซวกันว่า พลังเฉาก๊วย เพราะดูเหมือนแต่ละท่านหมดแรง

พอเข้ามาข้างใน แยกไปนั่งเขียนจดหมายที่เต้นท์ เขียนได้นิดหน่อยรู้สึกง่วงเจ้าค่ะ ประมาณห้าทุ่มจึงลงมาเดินจงกรมก่อน ประมาณหกทุ่มก็เข้ากลดนั่งภาวนา แต่สู้ความง่วงไม่ไหวก็หลับไป จดหมายฉบับนี้จึงเขียนไม่เสร็จเป็นการเขียนย้อนหลังผิดศิลข้อ 4 เจ้าค่ะ