๙  กันยายน    ๒๕๕๕
เรียน เพื่อนครู ผู้บริหารและผู้อ่านทุกท่าน

วันจันทร์ที่ ๓  กันยายน  ๒๕๕๕  ตื่นแต่เช้าตรู่เพราะต้องไปดักขึ้นรถที่ถนนกาญจนาภิเษก เพื่อเดินทางล่องใต้ไปกับทีมผู้บริหารโรงเรียน ให้รถของสำนักงานเขตมารับ จุดนัดหมายคือสถานีบริการน้ำมันของ ปตท. แห่งแรกนับจากแยกบางใหญ่-รัตนาธิเบศร์ รถผิดเวลานัดหมายไปราว ๑ ชั่วโมง มีความวิตกกังวลเรื่องของเวลาเพราะช่วงเสาร์อาทิตย์พรรคพวกจากชุมพรแจ้งว่าวันนี้จะมีการปิดถนนเพชรเกษมตรงสถานีบริการกรมทางหลวงเขาโพธิ์ของชาวสวนยาง เพื่อต่อรองกับรัฐบาลเพราะราคายางพาราตกต่ำ  เขาแนะนำให้ใช้เส้นทางบางสะพานน้อย -บางเบิด-มาบอำมฤต ท่าน ผอ.วินัย  คุณวุฒิ โรงเรียนชุมชนมาบอำมฤต จะเป็นผู้นำทางหากเกิดเหตุปิดถนนขึ้น รถมาถึงประมาณ ๐๘.๐๐ น. ผมนั่งคันที่ ๑ มีเจ้าหน้าที่ในเขตและผู้บริหารโรงเรียนในเขตอำเภอเมืองปทุมธานี  บรรยากาศก็เต็มไปด้วยเสียงเพลง รถมาถึงสมุทรสงครามทางชุมพรแจ้งว่าจะไม่มีการปิดถนนแล้วสามารถเดินทางได้ตามปกติ  ก็โล่งใจเพราะนัดหมายจะแวะเยี่ยมพวกพ้องน้องพี่ที่ สพป.ชุมพร เขต ๑ บอกเขาไว้ว่าจะถึงประมาณ ๑๔ นาฬิกา รถมาจอดให้ทานอาหารเช้าแบบบริการตัวเองแปลว่ากินได้ตามอัธยาศัยและจ่ายสตางค์เอง ที่ร้านแม่ล้วน อำเภอเขาย้อย  จังหวัดเพชรบุรี ณ จุดนี้ท่านผู้อำนวยการ เทิม  มิตรจิตร โรงเรียนวัดจันทาราม อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี นำขนมตาลเจ้าอร่อยมาให้ ๓ ถุงใหญ่สำหรับพวกเราเป็นเสบียงระหว่างเดินทาง ผมได้ร่วมงานกับพี่น้องเพชรบุรี เขต ๒ เพียง ๑ ปี เป็น ๑ ปีที่ลาไปเรียน นปส.เสียครึ่งหนึ่ง แต่น้ำใจของชาวเพชรบุรีก็มีให้แบบไม่ขาดสาย ต้องขอบคุณไว้ ณ โอกาสนี้  รถวิ่งแบบหวานเย็นมาถึงประจวบคีรีขันธ์เลยเที่ยงเล็กน้อย ต้องแวะไปทานข้าวที่ร้านเฉี่ยวโภชนา ๒ อยู่อ่าวประจวบคีรีขันธ์ ทางไปตำบลอ่าวน้อย  อากาศดีฟ้าสดใสทะเลจึงสวย  ผมใช้ชีวิตในจังหวัดนี้ ๕ ปี รับราชการในตำแหน่งศึกษาธิการอำเภอ อยู่บางสะพานน้อย ๑ ปีและอำเภอหัวหิน ๔ ปี  เรียกว่าอยู่อำเภอหัวท้ายของจังหวัดนี้  ผ่านศาลหลักเมืองทุกคนชมว่าสวย ต้องยกให้อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์สมัยนั้น ท่านว่าที่ร้อยตรีอำนวย  ไทยานนท์ ที่ทุ่มเทในการออกแบบและการสร้างให้ถูกวิธีตามแบบโบราณ มีท่านสรรเพชร  ธรรมานิกุล เป็นเจ้าพิธี

การเดินทางระหว่างประจวบคีรีขันธ์ไปชุมพร รถยังคงวิ่งแบบหวานเย็น ผมได้รับโทรศัพท์สอบถามการเดินทางจาก สพป.ชุมพร เขต ๑ เป็นระยะ ๆ นัดไว้บ่ายสองโมงไปถึงจริงห้าโมงเย็น ท่ามกลางการต้อนรับที่อบอุ่นจากอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาที่ทำงานกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ บ้างและ ๒๕๔๖ เป็นส่วนใหญ่ และจากกันไปด้วยวิถีราชการเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๑ ทุกคนยังดูสดใสไม่ร่วงโรยไปตามเวลาที่ผ่านไปเกือบ ๔ ปี ต้นไม้ที่เคยปลูกไว้วันนี้ยืนต้นให้ร่มเงาสวยงาม ต้องขอบคุณที่ยังเก็บรักษาไว้ โครงสร้างอาคารยังคงแบบเดิม แต่ทาสีใหม่ดูสดใส สะอาด เป็นระเบียบ ได้เดินชมตังแต่ชั้นที่ ๑ ขึ้นไปชั้นที่ ๒ และชั้นที่ ๓ ซึ่งเป็นห้องประชุมใหญ่ และใช้เป็นที่รับรองพวกเราในวันนี้  ห้องน้ำยังคงรักษาสภาพยอดเยี่ยมไว้ได้   น้ำชากาแฟ ขนมและผลไม้ถูกลำเลียงมารับรองพวกเราจนอิ่มหนำสำราญ  พวกเราก็นำขนมมาฝากชาวชุมพรเขต ๑ หลายกล่องเช่นกัน  หลังฟังบรรยายสรุปเจ้าภาพพาไปชมสิ่งมหัศจรรย์ของเขตคืออาคารสโมสร ที่สวยงามและให้ความสุขกับห้องคาราโอเกะที่ได้มาตรฐาน  ไม้มงคลที่ได้มาจากจังหวัดนราธิวาส เลื้อยห่อหุ้มหลังคาทางเดินระหว่างอาคารสำนักงานกับอาคารสโมสร  เช่นเดียวกับต้นไผ่และหวายหลังสำนักงานที่แตกกอโชว์ต้นลู่ลมให้เห็นในวันนี้ ชื่นใจเหมือนปรัชญาของ ขงจื้อที่กล่าวไว้ว่าถ้าอยากมีความสุข ๓ ชั่วโมง ให้ตั้งวงดื่มกิน   ถ้าอยากมีความสุข ๓ วันให้เดินทางท่องเที่ยว  ถ้าอยากมีความสุข ๓  สัปดาห์ ให้ซื้อเสื้อผ้าใหม่  ถ้าอยากมีความสุข ๓ เดือน ให้แต่งงาน  ถ้าอยากมีความสุข ๓ ปี ให้ปลูกเรือนใหม่  และถ้าอยากมีความสุข ตลอดชีวิต ให้ปลูกต้นไม้  ท่าน ผอ.ธรรมรงค์  เทพไพฑูรย์ โรงเรียนชุมชนบ้านทะเลทรัพย์ มารอต้อนรับแม้จะผิดเวลาไปมาก พร้อมของกินระหว่างเดินทาง ผอ.กิจจา  เก่งการไถ และ ผอ.สนอง  ดาวตุ่น ฝากผลไม้ไว้หลายกล่อง ต้องขอบคุณในน้ำใจไมตรี  ติ๋ม จิ๋ม ปอด ยังมีรังนกแช่เย็นไว้ให้กินตลอดเส้นทางถือเป็นไฟล์บังคับเมื่อผ่านชุมพร  มาถึงหลังสวนแวะรับผลไม้จากท่านรองฯ วิชชุลดา  โชคคณาพิทักษ์ จาก สพป.ชุมพร เขต ๒  บางครั้งคิดขึ้นมาก็เกรงใจเหมือนเรามาเก็บส่วย  ครั้นจะไม่บอกกล่าวก็ดูจะทำให้ห่างเหินกันเกินไป  ถึงสุราษฎร์ธานีประมาณ ๓ ทุ่ม พวกเรามุ่งไปที่ร้านอาหารครัวร้อยเกาะ  ของโรงแรมร้อยเกาะ ตรงข้ามกับโรงแรมไดมอนด์ที่เราจะค้างแรมคืนนี้  อาหารไทยแบบนั่งโต๊ะ มีคาราโอเกะให้ร้องเพลงกัน แต่อยู่กันไม่นานก็เดินทางไปเช็คอินเข้าโรงแรมที่พัก  หลังเก็บสัมภาระแล้ว ลงมาฟังเพลงที่ห้องอาหารของโรงแรมเพื่อคุยกับผู้บริหารบางท่าน ก่อนไปแวะห้องคาราโอเกะบนชั้นที่ ๓ ของโรงแรม เป็นห้องที่น่าเบื่อหากเทียบกับสโมสรของเรา เพราะหาเพลงยาก ห้องแคบ ๆ อึดอัด ประกอบกับเวลามีน้อยและต้องจ่ายค่าชั่วโมงแพง กลับขึ้นนอนประมาณตีหนึ่ง

วันอังคารที่ ๔  สิงหาคม  ๒๕๕๕  แม้จะนอนดึกแต่ก็ตื่นเช้าตั้งแต่ตีห้า เก็บสัมภาระอาบน้ำแต่งตัว ประมาณ ๗ นาฬิกาก็ขนกระเป๋าลงไปทานข้าวที่ห้องอาหารของโรงแรม อาหารพื้นบ้านวันนี้มีขนมจีนกับข้าวยำ นอกนั้นเป็นอาหารฝรั่งและอาหารทั่วไปที่โรงแรมจัดไว้บริการแขก  อากาศเช้านี้ยังสดใสไม่มีเค้าว่าจะมีฝนตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์ไว้  รถเคลื่อนจากโรงแรมประมาณ ๐๘.๐๐ น. ไปออกถนนเอเชียแล้วตรงไปเส้นทางที่จะไปเขื่อนรัชประภา ผ่านอำเภอพนม ไปออกถนนเพชรเกษมแถวอำเภออ่าวลึก ผ่านอำเภอทับปุด จังหวัดพังงา  แวะไปไหว้พระที่วัดถ้ำวัดสุวรรณคูหา  ตำบลกระโสม อำเภอตะกั่วทุ่ง อยู่บนเส้นทางทางหลวงหมายเลข ๔ สายพังงา-บ้านโคกกลอย ถึงหลักกม.ที่ ๓๑ จะมีถนนลาดยาง แยกเข้าขวามือไปอีก ๑ กม. วัดสุวรรณคูหานี้ชาวบ้านทั่วไป เรียกว่า "วัดถ้ำ" เป็นวัดที่ น่าสนใจและมีความสำคัญ ที่สุดของจังหวัดพังงาเนื่องจากเป็นโบราณสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ และทางโบราณคดีในบริเวณที่ตั้งวัดมีภูเขาลูกหนึ่ง ซึ่งเขาลูกนี้มีถ้ำใหญ่น้อยหลายแห่ง ถ้ำที่สำคัญได้แก่ถ้ำใหญ่ ถ้ำแจ้ง ถ้ำมือและถ้ำแก้ว ถ้ำใหญ่อยู่ตอนล่างสุด เวลาเข้าถ้ำจะต้องผ่านถ้ำนี้ก่อนเสมอ มีขนาดใหญ่กว่าถ้ำอื่น กว้างประมาณ ๒๐ เมตรเศษ ยาวประมาณ ๔๐ เมตรเศษ พื้นถ้ำเรียบ เพดานโค้งครึ่งวงกลมเหมือนประทุนเรือ ตลอดความยาวของถ้ำประดับตกแต่งด้วยกระเบื้อง ถ้วย จานเชิงลายครามและเบญจรงค์ ชนิดขนาดต่างๆ ถ้ำใหญ่ใช้เป็นวิหารมีพระพุทธรูปปูนปั้นต่างๆ ประดิษฐานอยู่จำนวนหลายองค์ ที่สำคัญคือ พระพุทธไสยาสน์ ขนาดยาว ๗ วา ๒ ศอก องค์หนึ่งมีความสวยงามมาก นอกจากนั้นยังมีพระปรมาภิไธยย่อของพระเจ้าแผ่นดินและพระราชวงศ์หลายพระองค์ วัดนี้มีลิงอาศัยอยู่จำนวนมาก ผู้มีใจกุศลมักจะหาซื้ออาหารเลี้ยงเป็นประจำ จนรู้สึกว่ามีความคุ้นเคย ไม่ดุร้าย  ออกจากวัดย้อนกลับมาทางพังงาเพื่อกลับรถลงไปทานอาหารที่โรงแรมพังงาเบย์รีสอร์ท เป็นโรงแรมขององค์การบริหารส่วนจังหวัดพังงา ติดแม่น้ำที่เชื่อมกับอ่าวพังงา บริเวณนี้ป่าชายเลนสมบูรณ์มาก ผมเคยมาทานอาหารที่ร้านอาหารของอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม๒๕๕๒ กับผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นายเยี่ยมสุริยา  พาลุสุข เป็นการมาศึกษาดูงานตามหลักสูตร นปส. อาหารการกินวันนี้เป็นอาหารทะเล แต่รสชาติสู้คราวก่อนไม่ได้ 

 อิ่มแล้วเดินทางเข้าเกาะภูเก็ตเพื่อไปศึกษาดูงานที่โรงเรียนบ้างบางเทา อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต โรงเรียนขยายโอกาสแห่งนี้มีชาวไทยมุสลิมประมาณร้อยละ ๙๐ อยู่ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลเชิงทะเล ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๔ ซึ่งเรียนอยู่ในวัดบางเทา(วัดอนามัยเกษม) มีฐานะเป็น โรงเรียนประชาบาล นายอำเภอสมัยนั้น เป็นผู้ก่อตั้ง เริ่มแรกนักเรียนส่วนมากเป็นเด็กโต อายุประมาณ ๑๓-๑๔ ปีเรียนเฉพาะเด็กผู้ชาย  พ.ศ. ๒๔๗๕  พระใบฎีกาพลับ อินทสุวณโณ เจ้าอาวาสวัดเชิงทะเล ได้เล็งเห็นผลประโยชน์ ทางการศึกษาจึงได้สร้างศาลาการเปรียญขึ้นหลังหนึ่งมีโต๊ะเก้าอี้ จำนวน ๓๐ ชุด แล้วติดต่ออำมาตย์ตรี ค้อ ฤกษ์ถลาง ธรรมการอำเภอ ให้ย้ายไปเรียนที่ศาลาการเปรียญวัดเชิงทะเล ท่านรับเป็นผู้อุปการะ ทำให้วัดบางเทาไม่มีโรงเรียนมา ๒ ปี   พ.ศ. ๒๔๗๙ ธรรมการอำเภอถลางในสมัยนั้นเห็นว่า เด็กหมู่ ๒ และหมู่ ๓ ต้องเดินทางไปเรียนหนังสือไกลจึงได้นัประชุมชาวบ้าน และมีมติให้เปิดโรงเรียนที่วัดบางเทาขึ้นอีก จึง ติดต่อกับพระธรรมธรฉุ้ย เจ้าอาวาสวัดบางเทา ขอเรียนในศาลาการเปรียญ โดยท่านเป็นผู้อุปการะและได้ทำการเปิดสอนขึ้นอีก เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๔๗๙ ในวันเปิดเรียนมีผู้ปกครองนำเด็กมาเรียน ๒๒ คน ทางอำเภอได้ส่งนายลับ พรหมแดน ครูวัดเชิงทะเลมาเป็นครูใหญ่ ต่อมาสมัยนายเหงื่อม เครือแก้ว เป็นครูใหญ่ กิจการของโรงเรียนก้าวหน้านักเรียนมีปริมาณมากขึ้น จึงได้ติต่ขอความช่วยเหลือจากนางแร่ม พรหมโมบลบุญประสพ ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดภูเก็ต ได้ติดต่อขอเงินงบประมาณจากกรมสามัญศึกษา  พ.ศ. ๒๔๙๗ ได้งบประมาณ ๑๔๐,๐๐๐ บาท สร้างอาคารเรียน ป.๑ก. จำนวน ๑ หลัง ๖ ห้องเรียน ต่อมานายบุญหลาย สุทธิสุขศรี ได้บริจาคที่ดิน เพิ่มอีก ๓ งาน ได้ปลูกสร้างอาคารหลังแรก เมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๐๑ แล้วเสร็จวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๐๒ และวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๐๒ ได้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนจาก โรงเรียนวัดอนามัยเกษม เป็นโรงเรียนบ้านบางเทามีจำนวนนักเรียนมากขึ้น จึงได้รับอนุมัติให้เปิดสอนชั้น ป. ๗ ตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๑๑  พ.ศ. ๒๕๑๒ นายสมมาตร ระงับพาล ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่แทนนายเหงื่อม เครือแก้ว ซึ่งลาออกจากราชการ  พ.ศ. ๒๕๒๕ นายบุญเลิศ จิตธรรมาภิรมย์ ดำรงตำแหน่ง อาจารย์ใหญ่  พ.ศ.๒๕๓๑ นายมานพ ยกเชื้อ ดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็น ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านบางเทา  พ.ศ.๒๕๔๔  นายชาญณรงค์ หนูคง ย้ายมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านบางเทา ปัจจุบันนายภูวัชร กิ่งทอง ดำรงผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านบางเทา ผลงานที่น่าประทับใจของโรงเรียนนี้ คือ ความร่วมมือระหว่างบ้าน วัด มัสยิด และองค์กรปกครองท้องถิ่น ในการดูแลเยาวชนให้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยระดมทรัพยากรสู่โรงเรียน อาทิ สระบ่ายน้ำ สนามกีฬา การดูแลด้านยาเสพติด เป็นต้น โรงเรียนบ้านบางเทา ตั้งอยู่บนพื้นที่ทั้งสิ้น จำนวน ๑๑ไร่ ๒ งาน ระยะทางห่างจากที่ตั้งที่ว่าการอำเภอถลาง ๙ กิโลเมตร เปิดสอนตั้งแต่ ชั้นอนุบาล ถึงชั้นมัธยมศึกาษาตอนต้น  จัดการเรียน การสอนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน อยู่ในสังกัด สพป.ภูเก็ต   ออกจากโรงเรียนเย็นมากแล้ว เห็นแม่ค้าขายไก่ทอดแบบมุสลิมอยากกินบ้างสั่งให้เขาห่อให้ ๑๕๐ บาท ไม่สามารถจ่ายเงินได้เพราะผู้อำนวยการโรงเรียนห้ามแม่ค้ารับเงิน จึงฉลองศรัทธาเพราะไม่อยากขัดน้ำใจกัน แต่จนแล้วจนรอดไก่ห่อนี้ก็ไม่ได้พบเห็นกันอีกเลย เพราะมีผู้รับอาสาเก็บไว้ให้แล้วก็ลืมกันไปทั้งสองฝ่าย โอกาสหน้าค่อยกลับไปกินใหม่  รถพามาซื้อเสื้อยืดที่บริษัทขายส่งเป็นผ้าฝ้ายเนื้อดี ออกแบบเก๋มาก ที่สำคัญลดราคาสุด ๆ ซื้อมา ๑ ตัว ราคา ๑๒๐ บาทเพราะชอบที่เขียนไว้ว่า I don't need Google   My wife knows everything    คืนนี้พักที่โรงแรมเพิร์ล เป็นโรงแรมเก่าแก่ของเมืองภูเก็ต แต่ห้องพักก็พอใช้ได้  พวกเราจัดพิธีรดน้ำอวยพรแก่ผู้บริหารโรงเรียนที่เกษียณอายุราชการ ๒ รายคือ ผอ.สมบัติ แสงพราว โรงเรียนวัดบัวหลวง ผอ.บุษกร กุลเรืองทรัพย์ โรงเรียนวัดฉาง ครูรักษาการ ผอ.รร.วัดเชิงท่า ๑ ราย คือครูชนะกิจ  ศรีแจ่ม และเกษียณก่อนกำหนด ๒ ราย คือ ผอ.ฉนวนศรี มงคลเดช โรงเรียนวัดบางเดื่อ ผอ.สมบัติ  กะบะเงิน โรงเรียนวัดอู่ข้าว เป็นที่ประทับใจทั้งคนไปและคนอยู่  เลิกงานเลี้ยงมาฟังเพลงจากเปียนโนแบบคลาสสิกจากนักร้องรุ่นเก่าที่ผลัดเปลี่ยนกันร้องให้ฟัง ดูแล้วอยู่ในวัย ๖๕ - ๗๐ ปี ยังเก่งทั้งร้องและเต้น ส่วนใหญ่เป็นเถ้าแก่เหมืองหรือนายห้างมีสตางค์ของภูเก็ต  ขึ้นนอนตีหนึ่ง

วันพุธที่ ๕ กันยายน  ๒๕๕๕ ตื่นเช้าเก็บกระเป๋าเสื้อผ้าลงไปทานข้าวที่ห้องอาหารของโรงแรม  เช้านี้มีขนมจีนแบบภูเก็ตให้ทานด้วย  ฝากกระเป๋าไปกับรถ เพราะจะกลับเครื่องบินเที่ยว ๑๑.๔๐ น.  ประมาณ ๐๙.๐๐ น. คุณกิตติพงศ์  เที่ยงคุณากฤต ผู้อำนวยการการเลือกตั้งจังหวัดภูเก็ต เพื่อนร่วมรุ่น นปส.๕๓ มารับพาไปส่งสนามบิน  คนขับรถเขาเก่งพาหลบเส้นทางที่รถติดไปได้ เพราะฝนตกแต่เช้าตรู่ และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่าย ๆ หลุดออกจากตัวเมืองแล้วก็มุ่งหน้าไปสนามบินภูเก็ตที่ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๔๐ กิโลเมตร  พอถึงถลางเขาพาแวะทานข้าวแกงเมืองคอนอีกรอบ เรียกว่ามื้อเที่ยงไม่ต้องอีกแล้ว  ผมเช็คอินออนไลน์ไว้แล้ว จึงรับตั๋วที่นั่งเข้าไปรอที่หน้าประตูที่ ๑๐  วันนี้ผู้โดยสารไม่มาก เมื่อเข้าไปนั่ง จึงเหมาคนเดียวทั้งแถว  แม้จะมีฝนและเมฆมากแต่นกแอร์ก็พาสู่ดอนเมืองได้อย่างปลอดภัย  เต้ยรับไปส่งที่บ้านพัก บ่ายนี้นั่งทำงานผ่านจอคอมพิวเตอร์ที่บ้านพัก

วันพฤหัสบดีที่ ๖  กันยายน  ๒๕๕๕   ถึงสำนักงานแวะสโมสรเพื่อทานกาแฟ รองผู้อำนวยการโรงเรียนบุญคุ้มราษฎร์บำรุง มารายงานตัว เพราะสั่งให้มาช่วยราชการที่เขตเป็นการชั่วคราว เพื่อให้การบริหารงานโรงเรียนเป็นไปด้วยความราบรื่น เขาพยายามจะชร่แจงรายละเอียดให้ฟัง  แต่เช้านี้วุ่นวายหลายเรื่อง จึงมอบท่านรองฯ สมมาตร  ชิตญาติ ไปเจรจาพาทีแทน  นิติกรที่รับโอนมาจาก สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดอ่างทอง มารายงานตัว  ในห้องประชุมเล็กกำลังเปิดการอบรมภาษาอังกฤษให้เจ้าหน้าที่ในเขต เขาให้ไปกล่าวเปิดให้ ก็กล่าวเพียงนิดหน่อย เพราะอึ้งกับการที่ต้องให้เจ้าหน้าที่มานั่งอบรม ๓ วัน ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน ใกล้สิ้นปีงบประมาณอย่างนี้  แต่เมื่อผีถึงป่าช้าแล้ว ถ้าไม่เผาก็ต้องฝัง ขึ้นไปห้องทำงานประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาเปลี่ยนแปลงงบประมาณเหลือจ่าย ตามที่คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาได้อนุมัติหลักการไว้  งบประมาณเหลือจ่ายคืนไปทำกิจกรรมในโรงเรียน ๒ แห่ง คือ โรงเรียนวัดบางเดื่อ และโรงเรียนวัดเปรมประชากร ที่เหลือได้ขอเปลี่ยนเป็นงบถมดินในสถานที่สำหรับสร้างอาคารสำนักงานเขต และซื้อรถยนต์ ๔ ประตู  ๑ คัน  เที่ยงชวนท่านครรชิต  หิรัณยหาด ท่านรองฯ สมาตร ชิตญาติ ท่านรองฯ กฤษณะ เลิศวิชานันท์ และนิติกรใหม่ไปทานข้าวที่ร้านนิวตุ๊กทางไปสามโคก  บ่ายกลับมาทำงานเอกสารจนเย็นลงมาดูความเรียบร้อยที่ห้องสโมสร เพราะผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีและคณะจะมาใช้บริการในคืนนี้  ได้อยู่รับรองแขกจนเกือบห้าทุ่ม จึงกลับที่พัก

วันศุกร์ที่ ๗  กันยายน  ๒๕๕๕  เช้าเดินทางไปโรงเรียนวัดสุทธาวาส ตามที่ ดร.จรุญ จารุสาร ผู้อำนวยการโรงเรียนเชิญไว้ เพื่อเป็นประธานเปิดงานมหกรรมรวมพลคนรักละครหุ่น ซึ่งมูลนิธิดวงประทีปได้สนับสนุนโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่อง    วันนี้คุณครูประทีป  อึ้งทรงธรรม ฮาตะ มาร่วมกิจกรรมด้วย โรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายมาจัดนิทรรศการแสดงผลงานนักเรียน ที่น่าชมเชยสื่อการสอนปัจจุบันครูเราทำได้ยอดเยี่ยมไม่ต่างจากสำนักพิมพ์  ที่ดีกว่านั้นยังมีผลงานนักเรียนในลักษณะนี้เพิ่มขึ้นอีกด้วย  โครงการนิทานคาราวาน มูลนิธิดวงประทีป มีกำหนดการออกตระเวนแสดงละครหุ่น และจัดอบรมการทำหุ่นเพื่อการศึกษา และจัดอบรมการเชิดหุ่น เพื่อให้ครูนำไปประยุคใช้กับการเรียนการสอน โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการสร้างสือการเรียนการสอน และส่งเสริมให้เด็กไทยรักการอ่านหนังสือ การจัดกิจกรรมครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Wings of Support Foundation กลับสำนักงานเขตทำงานเอกสารที่ห้องทำงาน อาหารกลางวัน วันนี้มีปลาส้ม ส้มตำ ลาบหมู เป็นอาหารหลักเป็นอาหารที่สั่งจากทางไกล บ่ายก็วุ่นวายอยู่กับเรื่องอนุมัติ/อนุญาต ทั้งหลาย เพราะเป็นปลายปีงบประมาณ  ก่อนลาสัปดาห์นี้มีข้อธรรมะมาจรุงใจ

     พระมหาสมปอง ได้แนะนำเคล็ดลับการใช้ชีวิตในวัยเกษียณว่า ผู้สูงวัย คือทรัพยากรบุคคลที่สำคัญที่สุดของประเทศ แม้จะเกษียณอายุการทำงานไปแล้วแต่ความรู้ความสามารถไม่ได้เกษียณไปกับตัว แต่หลายคนไม่คิดอย่างนั้น เพราะคิดว่ายิ่งสูงอายุยิ่งเป็นภาระให้ลูกหลาน รอวันตายไปวันๆ นั่นเป็นการเกษียณทั้งตัวและหัวใจ แต่ลองคิดใหม่ทำใหม่ว่า ถึงแม้ว่าเราจะเกษียณตัวจากการทำงานแต่ต้องไม่เกษียณใจจากการทำความดี  ”อย่าเกษียณจากการทำความดี เพราะการเกษียณจากการทำงาน ทำให้ผู้สูงอายุสามารถปล่อยวางจากความวุ่นวายทั้ง ๓ ก คือ ก.กาม = การดิ้นรน ก.กิน = การเเสวงหา และ ก.เกียรติ = การแบกหาม วัยชรา เป็นวัยที่เหมาะสำหรับการเริ่มพัฒนาจิตใจกันอย่างจริงจัง หลังจากปล่อยให้ภาระขัดขวางมาตลอด ถอดหัวโขนที่เคยสวมบทบาทมากมายออกเสีย แล้วเรียนรู้วิธีการใช้ชีวิตที่แท้จริงว่าเป็นอย่างไร วัยนี้จึงเรียกได้ว่าเป็นวัยสะสมบุญและสร้างกุศลไว้ให้เป็นที่จดจำ” ท้ายสุด พระมหาสมปองเน้นย้ำว่า ต่อให้ร่างกายและอายุบ่งบอกว่าชราแค่ไหน แต่ถ้าหัวใจเข้มแข็งและเต็มไปด้วยพลังความดี จะไม่เกษียณง่ายๆ แน่นอน  คำสอนของพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต เกี่ยวกับหน้าที่การงาน ท่านพระมหาสมปองมีกลอนมาฝากคนทำงาน

 “เร็ว ก็หาว่าล้ำหน้า    ช้า ก็หาว่าอืดอาด  โง่ ก็ถูกตวาด      พอฉลาด ก็ถูกระแวง  ทำก่อน บอกไม่ได้สั่ง   ทำทีหลัง บอกไม่มีหัวคิด   เฮ้อ นี่แหละชีวิตคนทำงาน”     ข้างต้น น่าจะเป็นกลอนที่โดนใจ บรรดาคนทำงานหลายๆ คน เพราะสะท้อนความรู้สึกกดดันอย่างชัดเจนดังนั้นพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต จึงอยากจะหนุนใจญาติโยมที่กำลังรู้สึกย่ำแย่กับงานของตัวเองว่า

 “ ถ้าเราทำงานจนเมื่อยมือเหลือเกิน         ก็จงดีใจเถอะ ที่มีมือให้เมื่อย

 ถ้าเราเดินไปเดินมาจนปวดขาเหลือเกิน   ก็จงดีใจเถอะ ที่มีขาให้ปวด

 ถ้าเราเห็นหัวหน้า แล้วเซ็งเหลือเกิน       ก็จงดีใจเถอะ ที่มีหัวหน้าให้เซ็ง

 ถ้าเราเห็นงาน แล้วเราเบื่องานเหลือเกิน   ก็จงดีใจเถอะ ที่มีงานให้เบื่อ ”

 เพราะหลายคนพอไม่มีงานให้ทำ ก็จะประท้วงกันอยากทำงาน ! อยากทำงาน ! ดังนั้นเมื่อคุณมีโอกาสทำแล้ว ก็จงทำให้ดีที่สุด เริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนทัศนคติต่องานที่ทำก่อน เห็นความสำคัญของหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ได้ ทำมันอย่างเต็มที่และดีที่สุด  งานมีผลตอบแทน ๒ ชั้นด้วยกัน ผลตอบแทน   ความสุขชั้นที่ ๑ คือ  ตอนเงินเดือนออกนี่คือความสุขชั้นที่หนึ่ง ซึ่งหลายๆ คนมีความสุขในการทำงานแค่วันนั้นวันเดียว ตอบแทนหรือ   ความสุขชั้นที่ ๒ คือ   ถ้าเราสามารถพัฒนาตัวเองไปพร้อมกับงานได้ มันก็จะก้าวไปสู่อีกระดับ อันนำมาซึ่งผล นั่นเอง

 

กำจัด  คงหนู

 ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานีเขต ๑