วันนี้ได้อ่านโพสต์ของพี่เฒ่าซึ่งสนิทกันน่ะครับ ขึ้นโพสต์ด้วย
ครูที่ดีย่อมไม่ฆ่าเวลาศิษย์
สำนึกผิดทิ้งเด็กไว้มิได้สอน
หนึ่งนาทีนั้นมีค่าอย่าตัดรอน
เมื่อศิษย์อ่อนจะโทษใครให้คิดดู
(ม.ล.ปิ่น มาลากุล)
อ่านจากกลอนดังข้างบนนี้ น่าสนใจในหลักมั่นของความเป็นครูน่ะครับ หากแต่ใจผมนั้นแว็บคิดถึงการปฏิบัติจริงๆ ขึ้นมาอ่ะครับ ในเวทีการแข่งขันกันทำมาหากินในชีวิตของ พ.ศ.นี้ 2555นี่ ซึ่งใกล้เข้ามากับการที่เราจะเปิดเสรีแรงงานกันในกลุ่มอาเซียนปี 2558
สิ่งที่เราหลายคนภาวนากันก็คือศักยภาพของคนไทย แรงงานไทยที่ยอดเยี่ยม และเป็นที่ต้องการของตลาดอาเซียนหรือระดับโลกอย่างนี้ เมื่อเราต้องการคนไทยเก่งๆ เจ๋งๆ ในจำนวนมากๆ เรื่องราวของการเตรียมคนก็สำคัญขึ้นมาทันทีอ่ะครับ การเตรียมคนด้วยการศึกษานี่จากที่เห็น บ้านเราก็ทำการเต็มที่มีความตระหนักกันอย่างมากมาย แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือเราใช้กรอบการคิดในการพัฒนาแบบสากลอย่างนั้น ใช่หรือเปล่า ซึ่งก็ถูกต้อง มีความยอมรับ มีการอ้างอิง มีหลักการและทฤษฎีรับรอง คือทำแล้วใครค้านอย่างไร แผนการพัฒนาการศึกษาที่เราได้ทำขึ้นก็ไม่มีตกไปสามารถนำสู่การปฏิบัติได้อย่างแน่นอน ประเทศเราเดินกันมาในแนวทางอย่างนี้แหละคือการทำตามโมเดลของท่านกูรูต่างประเทศอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง
และที่น่าสนใจก็คือ ผลลัพธ์เป็นอย่างไร จากการได้รับข่าวคราว...ผลลัพธ์นั้น เมื่อเราจัดอันดับความเก่งกาจของเด็กไทย เด็กของเรานั้นทุ่มเทและเราก็เลือกเฉพาะคนที่เก่งคนที่เราปั้นส่งไปแข่งกับเขานะ คือเลือกเอาดีที่สุดแหละ หากแต่แนวโน้มผลการวัดความเก่งของเด็กไทยยังแย่ลง ความภาคภูมิในเกียรติในภูมิปัญญาของเหล่าผู้ปกครองเสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ พวกเราก็มองเห็นกันชัดขึ้นเมื่อวันเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า พวกเราหันกลับมามองการศึกษา ระบบการศึกษา เราระดมความคิด เราไปศึกษาดูงาน พวกเรากระวีกระวาดช่วยกันแก้ปัญหา ซึ่งก็ทำมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน แต่ทุกอย่างก็ยังไม่ดีขึน นี่คือในสายตาของเหล่าผู้ปกครองและอีกหลายๆคน เมื่อผลงานไม่ดีขึ้นการช่วยเหลือตัวเองก็เริ่มเกิดขึ้น เหล่าผู้ปกครองก็หาครูหรือสถาบันสอนพิเศษให้แก่บุตรหลานของตน ผลงานความสำเร็จของเด็กไทยก็ยังอยู่ในสภาพที่ทรงตัว
นี่คือมุมมองจากภายนอกมองไปในระบบการศึกษา ซึ่งเป็นเพียงความรู้สึก เป็นเพียงความเชื่อมั่นต่ออนาคตของลูกของเราที่ฝากไว้กับระบบการศึกษา เมื่อเรามีข้อมูลแบบนี้ ส่วนตัวก็คิดว่า การปลดภาระที่เราฝากไว้กับระบบการศึกษามาเป็นภาระของตนเองจึงเป็นประกายเล็กๆ ปรากฏขึ้น มุมมองต่อการสร้างอนาคตให้กับลูกก็เปลี่ยนไป อนาคตของลูกเราเราก็เป็นกัปตันกันเอง นี่พูดจากมุมมองของคนรายได้ไม่มากซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ในส่วนของคนรวยนั้นเขาทำกันไปนานแล้ว
สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือการทำอย่างไรให้ลูกเก่งขึ้นโดยไม่ต้องใช้เงินมหาศาล ตรงนี้คือโจทย์ที่น่าสนใจครับ หากเราทำได้ผลการเรียน ประสิทธิผลทางการเรียนของลูกจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อย่างสัมผัสได้ด้วย กาย ด้วยใจของเราอย่างนั้น...”แบบนี้อยากได้มากๆ”
ในส่วนตัวก็คิดว่า การที่เด็กจะสามารถเป็นคนเก่งได้ในทุกมิตินั้น เราจะต้องให้เขาทำในสิ่งที่เขารักเท่านั้น เราต้องยอมรับว่าคนเรานั้นมีพรสวรรค์ต่างกัน ความถนัดต่างกัน ความเก่งกาจก็ต้องแตกต่างกันเป็นธรรมดา
เก่งเล่นดนตรีก็ยึดอาชีพนักดนตรี
ถนัดและใช้เวลากับการปรับแต่งรถยนต์ รถซิ่ง นี่ก็เป็นช่างยนต์
ถนัดการสอน การแนะนำ ก็เป็นครู
ชอบต่อ ชอบสร้างโน้นสร้างนี่ ก็เป็นวิศวกร สถาปนิก
ไม่ค่อยชอบนอน เห็นการเจ็บป่วยแล้วชอบช่วยเหลือก็เป็นพยาบาล
ทำงานไม่เป็นเวลา ทำงานยุ่งยากกับร่างกายมนุษย์ก็ไปเป็นแพทย์
รักการเขียน มีจินตนาการบรรเจิด ชอบเล่า ก็ไปเป็นนักเขียน ฯลฯ
การสร้างการเรียนรู้ กรอบคิดก็ต้องเชื่อในเรื่อง คนเรานั้นเรียนรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสที่หลากหลาย บางคนเรียนรู้จากการชิม บางคนเรียนรู้จากการสัมผัส และอีกหลากหลายช่องทางที่ส่งสารเข้าไปยังสมองได้ ประมาณนั้น เมื่อเราพูดถึงตรงนี้เราก็จะเห็นว่าการเรียนรู้นั้นยิ่งใหญ่มากๆ คุณครูที่มีหนังสือในมือและห้องทดลองอะไรสารพัดตามหลักสูตรนั้นกลายเป็นสิ่งที่น้อยไปสำหรับการเรียนรู้ไปเลย หากเป้าหมายเราคือการสร้างคนเก่งของประเทศไทย ใช่หรือเปล่า
อีกสิ่งหนึ่งที่คุณครูและผู้ปกครองรวมทั้งผู้ใหญ่ทุกคนที่เป็นตัวแบบในประเทศเราต้องทำนั่นคือ การชี้ชวน ตะล่อม แนะนำ ชี้แนะ แนวทางที่ถูกที่ควรแก่เหล่านักเรียนของเรา อย่างเอาใจใส่และทันท่วงที เช่น ตอนนี้เด็กมีปัญหาเรื่องอุปกรณ์ค้นหาข้อมูลเราก็ต้องรีบแก้ไขปัญหาให้ , หรือมีปัญหาเรื่องความรับผิดชอบ ไม่ทำการบ้าน ก็ต้องเรียกมาทำความเข้าใจเรื่องราวของผลกระทบจากการไม่ทำงานให้เสร็จแต่เนิ่นๆ รอจนเวลาไม่มีแล้วมาทำก็ทำไม่เสร็จหรือไม่ได้ทำ ตรงนี้เราก็ต้องสอนเรื่องการไม่กินแกงร้อน , หากมีความสามารถร้องเพลงเราก็ต้องชี้แจงให้เข้าใจและชี้นำให้เดินไปในทางนั้น เป็นต้น โดยสรุปก็คือจัดระบบสนับสนุนเพื่อรีดศักยภาพสูงสุดจากเด็กให้ได้นั่นเอง ตรงนี้หน้าที่หลักคือคุณพ่อคุณแม่ ครอบครัว นะครับ ส่วนคุณครูก็เป็นผู้ช่วยหลักที่มีบทบาทอะครับ
คงมีข้ออื่นๆ อีกเยอะนะครับ..สรุปก็คือ
จะเห็นว่าวิธีการสอนตามหนังสือ ตามหลักสูตรนั้นไม่เพียงพอต่อความคาดหวังที่เหล่าผู้ปกครองหมายใจไว้เลย ฉะนั้นความเข้าใจร่วมระหว่างผู้เรียนและผู้สอนและผู้ให้การสนับสนุนนี่ต้องเข้าใจตรงกัน (จะได้ไม่มาว่ากันทีหลัง ..ควรตกลงบริการกันก่อน ทำสัญญาบริการกันก่อน คงจะดีมากๆ อ่ะครับ)
วิธีการเรียนการสอนที่ดีน่าจะคือ..การดลใจ การสร้างแรงการเอาตัวรอดจากการใช้ความรู้ ทักษะ ความชำนาญ ปัญญา สติ ฯลฯ ตรงนี้น่าจะเป็นคำตอบที่เป็นสากลนะ และน่าจะได้ผลลัพธ์ดีที่สุดในแต่ละบุคคลกันไป การสอนให้เค้าได้คิดได้ทำเอง ประกอบกับการปรับจูนทำให้เด็กเป็นดั่งพรสวรรค์ของเขาซึ่งรับมอบมาตั้งแต่เกิดนั้น ตรงนี้แหละ..ที่อยากได้
หากทำได้แบบนี้..ไม่ว่าเวทีไหน ใหญ่และขลังแค่ไหน เด็กไทยก็ต้องได้ถือธงนำหน้าอย่างแน่นอน



ส่งกำลังใจ...ไปช่วนะคะ....สู้ๆๆ สู้ๆๆ ตาย
การสอนให้เค้าได้คิดได้ทำเอง ประกอบกับการปรับจูนทำให้เด็กเป็นดั่งพรสวรรค์ของเขาซึ่งรับมอบมาตั้งแต่เกิดนั้น ตรงนี้แหละ..ที่อยากได้ ... ขอบคุณที่จุดประเด็นคะ มองว่า เพียงผู้ใหญ่ผ่อนคลายลง สร้างพื้นที่ปลอดภัย ให้เขาลองคิดเอง เนื้อหาที่มีในยุคนี้มีเยอะมากคะ แต่เนื้อหาที่ "ตัดเหมาะ" กับเด็กเขาเรียนรู้จากการปฎิบัติแล้วเลือกเอง
สวัสดีครับคุณหมอ ป. ตัดเหมาะ เป็นคำที่น่าสนใจมากๆ ครับ ขอบคุณนะครับที่แวะมาอ่านอ่ะ