การฝึกที่จะละ “สุข” แล้วทำให้เห็น “ทุกข์” ซึ่งเมื่อเรามองเห็น “ทุกข์” (ยิ่งได้ชัดมากเท่าไหร่) เราก็จะสามารถจัดการกับมันได้ นั้นเราจะได้ “สุขทางธรรม”

สืบเนื่องมาจาก บทบันทึก ดูใจ (2-125) ของ คุณครู หยั่งราก ฝากใบ Blank

ที่สงสัยซ้อนสงสัย โดยเกิดจากความสงสัยของผม....(หาเรื่อง)

จากคำถามงานเข้า.......มีอยู่ว่า

".......ไม่แน่ใจว่าตัวเองเข้าใจถูกหรือไม่ว่าคือ ความคิด 1 (ของผู้เขียน) ที่คอยห้าม คอยตักเตือนในยึดมั่นในความตั้งใจหรือไม่ และอยากรับฟังความคิดเห็นของอาจารย์ด้วยค่ะว่า...  "จะพาเราพบสัจธรรมบางอย่างถ้าเราตามเขาไปถึงจุดหนึ่ง..."  สัจธรรม นั้นคืออะไรคะ?........"

ความคิดที่ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นบันทึกอย่างเป็นลำดับ......ผมอ่านแล้วทำให้นึกถึงตัวเองตอน “อบรมจิต” ของตน"

 การโต้แย้งของ “สติ” กับ “กิเลส” มันต่อสู้กันอย่างดุเดือด......

จากที่ท่านบรรยาย.......ถ้าสังเกตคำนิยามของ “ความคิด 1” นั้นท่านได้ให้ไว้ในประโยคแรกแล้ว อย่างชัดเจน (สำหรับผม)

".....อาการที่เกิดขึ้น : เมื่อถึงช่วงสายๆ ที่เคย on line แล้วไม่เข้าไป จะรู้สึกอึดอัดใจ สังเกตเห็นว่า เมื่อนั่งลงหน้าคอมพิวเตอร์ มือก็จะกดไปที่ลิงก์ที่เคยเข้า แต่    สติ” เตือนได้ทัน   คราวนี้เป็นบทสนทนาของความคิดสองความคิดของผู้เขียน

ผมเลยมองว่า ท่านกำลังปฏิบัติธรรมอยู่ ซึ่งผมพยายามสื่อสารกับทุกคนว่า  “เราต้องฝึก”  และนี่คือ

การฝึกที่จะละ “สุข” แล้วทำให้เห็น “ทุกข์” ซึ่งเมื่อเรามองเห็น “ทุกข์” (ยิ่งได้ชัดมากเท่าไหร่) เราก็จะสามารถจัดการกับมันได้ นั้นเราจะได้ “สุขทางธรรม” 

ผมเลยเขียนเชิงท้าทาย และชักชวนว่า ถ้าท่านตาม “สติ” ความระลึกได้ ของท่านไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ  จนเป็นปกติแล้ว.......”สัมปชัญญะ” ความรู้ตัว  ก็จะเกิด และก็จะนำไปสู่ “ปัญญา”  นั่นคือ "สัจธรรม" ครับ

ที่ผมไม่ได้อธิบายให้ชัดเจนใน comment เพราะผมเองก็ยังทำไม่ได้ครับ...... เช่นวันนี้การตามอารมณ์โกรธ ที่จะดุนักศึกษาที่ไม่ยอมทำงานทั้งเทอม แล้วมาเดือดร้อนขอความช่วยเหลือ ให้วุ่นวายทั้งวัน เห็นอารมณ์เริ่มขุ่นมัว มีการปรับอารมณ์ใหม่ มีการโต้ตอบระหว่าง “สติ” กับ “กิเลส” ไม่ต่างจากที่ท่านบรรยาย สุดท้ายด้วยความแยบยลของ “กิเลส” ที่สู้กันมาทั้งวัน เพียงเรา  “อ้าปาก” พูด ก็รู้ตัวว่าเราพลาดอีกแล้ววันนี้  .......

ฝึกบ่อยๆ กำลังของสติ เราจะเริ่มแข็งแรงขึ้น ก็จะไปจัดการกับ “กิเลส” ตัวที่ยากขึ้น ละเอียดขึ้น ไปเรื่อยๆ.......  ผลดีจะเกิดแก่เราและคนรอบข้าง (ถ้าไม่ว่าเราบ้า ก็ร่วมวงบ้ากับเราเลย 555 .......)

.. สำหรับผมเป็น “บ้า” ตอนเรารู้ตัว เพื่อที่จะไม่เป็น “บ้า” ตอนเราไม่รู้ตัว....

อีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนและที่วัดได้คือ.....ระยะเวลาการนั่งสมาธิเราเริ่มนานขึ้น .....ไม่ร้องแบบสติแตกในใจกับความปวดเหมือนเมื่อก่อน  (สมัยก่อนแค่ 5-10 นาทีก็ตะโกน นิมนต์ครูบาอาจารย์ลงมาช่วยกันจ้าละหวั่น เป็นที่สนุกสนานในใจ ใช้ครูบาอาจารย์เปลืองมากตอนนั้น หุหุ)

หาเวลาเลิกความบันเทิงทางโลก Thailand Got Talent  มาหาเวลาสร้างความบันเทิงทางธรรม บ้างนะครับ DHAMMA GOT TALENT  <ประโยคนี้ไม่จริงหลอกครับ เป็นการมาเรียนรู้ “ทุกข์” ไม่สนุกหลอกครับ .....ป้องกัน...ไม่ใช่เมื่อถึงเวลาก็มาร้องไห้หลอกตัวเองแล้วบอกว่า น้ำตาไหล เล่น MV หนีทุกข์ เราจะหนีไปไหนได้ครับ......พี่น้องครับ!!!!!>

สำหรับมวยวัดอย่างผม เริ่มต้นจาก อ่านหนังสือพระวัดป่าสายปฏิบัติจริงๆ อ่านหลายๆรอบ (เลือกเล่มถนัดๆมือหน่อย อิอิ!!!)ไม่ใช่เพื่ออะไร ไม่ใช่เพื่อสอบนักธรรม แต่กลับไปได้ใช้สำหรับฟังภาษาพระให้รู้เรื่อง.....:):)  ก็เหมือนเรียนภาษาอังกฤษ ก็เพื่อไปฟัง/คุยกับ ฝรั่งให้รู้เรื่อง ฉันใดฉันนั้น   .....ไม่งั้นเข้าวัดก็....งง!!! เป็น Chicken Eye Broke !!!!! กันพอดี 5555    (เขียนมาดีๆ ชอบมาทำเสียตอนท้ายอยู่เรื่อยเลยเรา 5555)  

ประมาณนี้นะครับ....พี่น้องครับ..... อ้าว....เชิญรับประทานไอติมชานม กับหนังสือธรรมะไปก่อนเด้อครับ....:):)