เภสัชวิทยาของการสื่อสาร (2)
ต่อจากตอนที่ 1 เภสัชจลนศาสตร์ของการสื่อสารเพื่อการเยียวยา อันที่จริงไม่อยากจะทำสองภาค แต่รู้สึกว่าภาคแรกจะยาว ผิดธรรมเนียมเขียน blog ไปนิด เลยขอแบ่งให้พอดีคำ (ตามจริยะของการบริหารยาที่ดี) แนะนำให้อ่านตอนแรกก่อน ถ้ายังไหวค่อยมาอ่านตอนนี้ต่อ
Pharmacodynamic (เภสัชพลศาสตร์)
เภสัชพลศาสตร์ก็คือ "ยาทำอะไรกับร่างกาย" ซึ่งแตกต่างจากเภสัชจลนศาสตร์ อันเป็นร่างกายทำอะไรกับยา ทั้งสองเรื่องสำคัญพอๆกัน ทั้งในโลกของเภสัชจริงๆคือการบริหารยา และในโลกของการสื่อสารเพื่อการเยียวยา ผู้ที่มีหน้าที่เยียวยาหากพยายามทำให้ศาสตร์และศิลป์ของทั้งสองประการถึงขีดสมบูรณ์เท่าไร ก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น
จะว่าไป พวกหมอ พยาบาล ก็จะคุ้นกับเภสัชพลศาสตร์มากกว่าเภสัชจลนศาสตร์ เพราะเราจะจำยาจากการแบ่งของแบบหลังนี้มากกว่า เช่น ยาแก้โรคความดัน ยาแก้เบาหวาน เป็นต้น ผมเลยตั้งใจเขียนเภสัชจลนศาสตร์ค่อนข้างยาวและละเอียด เพราะที่จริงจะใช้ยาให้ดี มันจะต้องรู้เรื่องทั้งสองเรื่องและนำมาบูรณาการในการใช้เสมอ แต่เรามักจะคิด (เอาเอง) ว่าเรื่องแรกนั้นเป็นเรื่องของผู้ผลิตยา ผู้สังเคราะห์หรือคิดค้นยา ทั้งๆที่สุดท้ายแล้วโอสถจะเป็นพิษหรือเป็นประโยชน์มันอยู่ที่ตอนใช้ ไม่ได้อยู่ที่ตอนผลิต ตอนขาย หรือตอนซื้อแต่อย่างใดไม่
ความซับซ้อนและเป็นลักษณะพิเศษของข้อมูลข่าวสารที่แตกต่างจากโอสถอื่นๆก็คือ ในขณะที่โอสถอื่นๆผู้ผลิตและผู้บริหารยาสามารถกำหนดระบบเภสัชพลศาสตร์ได้จำเพาะเจาะจงพอสมควร และสำหรับข้อมูลข่าวสารแล้ว เภสัชพลศาสตร์ของข้อมูลข่าวสารจะมีผลกว้างและลึกที่พยากรณ์ได้ยากกว่า หรือในบางบริบทอาจจะพยากรณ์ไม่ได้เลย เพราะปัจจัยที่จะส่งผลนั้นเป็นปัจจัยเชิงนิเวศน์วิทยา เชิงมานุษยวิทยา ไม่ใช่ปัจจัยทางเคมีหรือฟิสิกส์ที่เราคุ้นเคยและจับต้องได้ชัดเจนกว่า
กับดักที่พึงระวังสำหรับแพทย์ พยาบาล หรือผู้สื่อสารที่ทำหน้าที่เยียวยาก็คือ "การเผอเรอเข้าใจว่าข้อมูลนั้นเอาไว้คิดแต่เพียงอย่างเดียว แต่ไม่มีผลอะไรต่อร่างกาย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งอารมณ์ความรู้สึก)" ดังนั้นพอเราคิดว่าข้อมูลนั้นเอาไว้คิด เอาไว้คำนวณ ใช้แต่ตรรกะเหตุผลมารับรู้ เราก็จะไม่ได้คำนึงถึงเภสัชพลศาสตร์ทั้งหมด และมองไม่เห็น หรือคาดไม่ถึง กับผลกระทบต่อทั้งระบบ คือทั้งพฤติกรรม การรับรู้ หรือง่ายๆก็คือทั้งชีวิตของผู้กำลังรับข้อมูล
เนื่องจากความซับซ้อนและหลากหลายของ "ผลลัพธ์" ในแง่เภสัชพลศาสตร์ของข้อมูล เรื่องนี้ขอเขียนจากอีกทิศทางหนึ่งแทน คือจากแง่หมวดหมู่บริบทที่โอสถหรือข่าวสารเกิดขึ้นกับผู้รับ
- บริบทจำเพาะในการเยียวยา ได้แก่ การสื่อสารเรื่องการวินิจฉัยโรค การพยากรณ์โรค การดำเนินโรค การเยียวยารักษา การแจ้งผลลัพธ์
- บริบทแวดล้อมทั่วไปของการสื่อสาร ผลจากผู้สื่อ ผลจากบริบท ผลจากผู้รับ
บริบทจำเพาะในการสื่อสารเพื่อการเยียวยา
- การสื่อสารเพื่อการวินิจฉัย
-
อาเธอร์ ดับเบิลยู แฟรงค์ นักสังคมวิทยาเวชกรรมชาวคาเนเดียน เขียนในหนังสือเรื่อง "The Wounded Story-teller" ว่า "แท้จริงแล้วชีวิตก็คือเรื่องราว คือนิยาย และเมื่อหมอบอกกับคุณว่า "คุณกำลังป่วย" หมอไม่ได้ทำแค่การวินิจฉัยเท่านั้น หากแต่หมอกำลังเริ่มเขียนบทใหม่ให้กับนิยายชีวิตของคุณด้วย""Life is really a story. When a doctor tells you, "You are sick" he's not just diagnosing; he is initiating a new chapter in the story of your life."
from "The Wounded Story Teller", Arthur W Frank, a Canadian medical sociologist. As young man, Arthur Frank had a heart attack followed by testicular cancer from which he recovered after treatment.
- อาเธอร์เคยประสบกับภาวะหัวใจล้มเหลว และหลังจากนั้นเขาก็เป็นมะเร็งลูกอัณฑะ ซึ่งภายหลังรับการรักษาก็อาการดีขึ้น
- มนุษย์เราแต่ละวันทำอะไรต่างๆมากมายก็จริง แต่สุดท้าย ก็จะหมกมุ่นอยู่กับ เราได้มี ได้เป็น ได้ทำ อะไรบ้างอยู่แค่สามประการ และเวลาเราใฝ่ฝันอะไร ก็จะไม่พ้นฝันว่าจะมี ฝันว่าจะเป็น ฝันว่าจะกระทำอีกเช่นกัน เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยและมาหาแพทย์ ที่จริงๆแล้วสิ่งที่ทำให้คนไข้มาโรงพยาบาลหรือไปคลินิกเพื่อรักษาตัว ก็เพราะความทุกข์ที่คุกคามต่อสิ่งที่เขามี เขาเป็น เขาทำ ทั้งสิ้น และอยากให้แพทย์ช่วยทำให้เขากลับไปมี กลับไปเป็น กลับไปสามารถทำอะไรที่อยากทำหรือทำอยู่เป็นปกติเหมือนเดิม
- การวินิจฉัยของแพทย์ ก็คือบอกว่า "เขากำลังเป็นอะไร" ซึ่งมีผลกระทบต่อตัวตนคนทุกคนทั้งนั้น (ผลกระทบจาก "วาทกรรม" ว่ากำลังเป็นอะไรมากถึงขนาด มีคนบอกว่า อย่าพูดว่า "เป็นมะเร็ง" ให้พูดว่า "มีมะเร็ง" ยังจะดีซะกว่าเยอะเลย เพราะพอเป็นมะเร็ง มันให้ความรู้สึกหมดกัน หมดแล้ว ทำอะไรไม่ได้แล้ว เพราะเราไป "เป็น" มันซะ เราไม่ได้เป็นอะไรอย่างอื่น ยกเว้นเป็นมะเร็ง ไม่เหมือนกับ "มีมะเร็ง" ที่เรามีอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย) ภาษาอังกฤษก็ใช้ You have cancer ไม่ได้ใช้ You are cancer ไม่ทราบเหตุผลเหมือนกันว่าทำไมภาษาไทยจึงใช้ว่าเราเป็นมะเร็ง
- บางคนไม่ได้่บอกเพียงแค่นั้น แต่แถม "คุณเป็นมะเร็งระยะสุุดท้าย" เข้าให้ไปอีก อันนี้นี่อาจจะถึงกับพลิกฟ้าคว่ำดิน ไม่ว่าคุณจะเป็นอะไรมาก่อน ฝันอะไรมาก่อน แต่ตอนนี้เราประกาศสัจธรรมว่า "คุณเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย" สุดท้ายก็คือท้ายสุด ไม่มีป้ายหน้า สุดสถานีแล้ว การรับรู้แบบนี้มีผลกระแทกตัวตนเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รับได้เท่าไหร่ก็ขึ้นกับบุคลิกดั้งเดิมและต้นทุนของปัจเจกบุคคลไป
- ดังนั้น as a rule of thumb เป็นกฏที่พึงปฏิบัติเสมอก่อนจะบอกวินิจฉัย หรือแจ้งข่าวร้ายก็คือ เราพึงทราบหรือรู้จักคนที่เรากำลังจะบอกเสมอว่าเขาเป็นคนอย่างไร ใช้กลไกแบบไหนในการรับข่าว และยิ่งถ้าได้ทราบว่า "ตัวตนเดิม" เป็นเช่นไรด้วย ยิ่งจะช่วย เพราะเราจะได้พอจินตนาการได้ว่า ข่าวของเรามันจะไปทำอะไรกับตัวตนเดิมของเขาได้บ้าง
- as a rule of another thumb ก็คือ เมื่อเราบอกข่าวร้าย เราควรจะเตรียม "ข่าวดี" ไปด้วยเสมอ ซึ่งที่จริงแล้วผมคิดว่าแพทย์เป็นผู้ที่น่าจะบอกข่าวร้ายได้ดี เพราะเรามีต้นทุนจากการเป็นแพทย์คือ "ความรู้และทักษะในการเยียวยา" ซึ่งสำหรับข่าวร้ายที่คนจะรับ ข่าวเรื่องการเยียวยาก็จะตรงกับสิ่งที่คนต้องการได้ดี ยิ่งในปัจจุบันที่ความรู้ทางการแพทย์ลึกและกว้างขึ้น แม้แต่กับโรคระยะลุกลาม โรคเรื้อรังที่รักษาไม่หาย แต่เทคโนโลยีความรู้ด้าน "การบรรเทาอาการ" นั้นมีมากมายพอที่เราจะให้ความมั่นใจแก่คนไข้ว่า "เราเอาอยู่" ซึ่งก็เป็นข่าวดีทีเดียว
- การสื่อสารเรื่องการพยากรณ์ (prognosis)/การแจ้งผลลัพธ์ผลตรวจ เรื่องนี้มีความสำคัญต่อเนื่องจากการสื่อสารเรื่องการวินิจฉัย และมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในเชิงปฏิบัติมาก
- การวินิจฉัยนั้นค่อนไปทางการเป็น "ศาสตร์" คือจะมีข้อบ่งชี้ criteria มีปัจจัยที่ชัดเจน มีที่มาที่ไปว่าทำไมเราถึงให้วินิจฉัย หรือ "ฟันธง" (คำที่ผมหลีกเลี่ยง ไม่อยากจะใช้ เพราะมันเว่อเหมือนหมอดู)
- แต่การพยากรณ์นั้นค่อนไปทางการเป็น "ศิลป์" มากกว่าเป็นศาสตร์ เหตุผลง่ายก็คือ ปัจจัยที่มีผลต่อการพยากรณ์นั้น ไม่ชัดเท่ากับการวินิจฉัย การวินิจฉัยเรามองหาพยาธิสภาพ หาความผิดปกติของกายวิภาค ของสรีระ ของสารเคมี ของภาพถ่ายวินิจฉัย เจอก็คือเจอ ไม่เจอก็คือไม่เจอ แต่การพยากรณ์นั้นปัจจัยที่ใช้จะมาจาก "ทั้งหมด" ของคนไข้ ซึ่งรวมถึงต้นทุนทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนภายในตัวของเขา และต้นทุนภายนอกได้แก่ ครอบครัว หน้าที่การงาน ชุมชน ฯลฯ
- จะมีปัญหาทันทีที่มีคนคิดว่าการพยากรณ์เป็นศาสตร์ หรือเป็นอะไรที่ "เป๊ะๆ" และความเข้าใจผิดในเรื่องการบอกพยากรณ์โรค (หรือไม่บอก) ก็มีผลเท่าเทียมหรือมากกว่าการบอกวินิจฉัยด้วยซ้ำไป เพราะการวินิจฉัยยังมีความรู้สึกของ "ปัจจุบัน" ว่าตอนนี้เป็นอะไร แต่การพยากรณ์นั้น จะให้ความรู้สึกของ "ต่อไปจะเป็นอย่างไร" อันทำให้เกิดความไม่แน่นอน ความไม่มั่นคงในอนาคตอย่างมากได้
- แม้ว่าการพยากรณ์จะเป็นศิลป์ หรือเป็นศาสตร์ที่มีความไม่แน่นอนมาเกี่ยวข้องเยอะ แต่ก็ยังจำเป็นต้องสื่อสารเรื่องนี้อยู่ดี ดังนั้นการพูดเรื่องการพยากรณ์ เราต้องยึดเป้าหมายว่า "การจะเยียวยาคนที่นั่งอยู่เบื้องหน้านี้ เราจะต้องช่วยกันวาดอนาคตที่พออยู่ได้" ขึ้นมากับเขา และทางที่จะช่วยในการวาดอนาคตก็คือ เอา "ต้นทุนทั้งหมด" มากองไว้ตรงหน้า เห็นให้ชัดๆว่าเรามี/ไม่มีอะไรบ้าง ทางออกที่เป็นรูปธรรมจึงจะสามารถวาดออกมาเป็นรูปเป็นร่างได้ ทั้งนี้ ทั้งผู้สื่อสารและผู้รับ จะต้องเข้าใจตรงกันว่า แผนที่เกิดขึ้นนั้นวางอยู่บนสิ่งที่เรามองเห็นและรับรู้ในขณะนี้ แปลว่าหากมีปัจจัยอื่นๆเกิดขึ้นมาในระหว่างทาง แผนก็อาจจะไม่เป็นไปตามนั้น อาจจะต้องปรับใหม่ เขียนใหม่ทั้งหมดก็ยังได้
- ดังนั้นยกตัวอย่าง พรบ.สุขภาพแห่งชาติมาตรา 12 ที่ว่าด้วยสิทธิที่ผู้ป่วยสามารถเขียนหนังสือไม่รับการรักษาพยาบาลใดๆที่จะเป็นไปเพียงเพื่อยืดยื้อชีวิต แต่ไม่ช่วยเรื่องคุณภาพชีวิตหรืออาจจะยิ่งทำให้การทรมานนั้นยาวนานมากขึ้น เมื่อผู้ป่วยอยู่ในสภาวะระยะท้ายของชีวิตแล้ว ก็เป็นพรบ.ที่ "อิงพยากรณ์" มากกว่า "อิงวินิจฉัย" แปลว่า เราพยากรณ์จากสิ่งที่เราเห็นได้ในตอนนี้ แต่อาจจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงนอกเหนือไปจากนี้ก็ได้ ก็ว่ากันไปเป็นเรื่องๆ
- การพยากรณ์โรคเป็นข้อมูลที่จะมีผลต่อผู้รับมาก และอาจจะชัดเจนว่าการวินิจฉัยโรคเสียด้วยซ้ำในหลายๆกรณี และเมื่อไหร่ก็ตาม ที่เราไม่ได้สื่อสารการพยากรณ์โรค (หรือการวินิจฉัยโรค) เราพึงตระหนักไว้ตลอดเวลาว่า ชีวิตคนๆหนึ่งนั้น เรามีแผนการจะทำอะไรในอนาคตเสมอ และจะทำอะไรก็ขึ้นกับสิ่งที่เราตระหนักในตอนนั้นๆว่าเรามี เราเป็น เราทำอะไร ถ้าหากสิ่งที่เราตระหนักในตอนนั้นว่าเรามี เราเป็น เราสามารถทำอะไรได้บ้างไม่ตรงกับความเป็นจริง แผนการที่ออกมาก็จะวางอยู่บนข้อมูลที่ผิดพลาด เราพบว่าเมื่อผู้ป่วยทราบว่าเวลาเหลืออยู่จำกัดแล้ว จะมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปหลายประการ เพื่อที่จะทำให้กิจที่ยังไม่สำเร็จลุล่วงนั้นได้ถูกกระทำ สิ่งที่จะทำ สถานที่ที่จะไป คนที่จะสนทนาด้วย เรื่องราวหัวข้อที่จะสนทนา ฯลฯ จะมีความจำเพาะเจาะจงกับบริบทอย่างเห็นได้ชัด การปิดบังข้อมูลก็จะทำให้พลาดโอกาสที่จะวางแผนเรื่องเหล่านี้ให้ได้ดีที่สุด
- ในการดำเนินโรค ที่จริงแล้วจะมีการบอกพยากรณ์ บอกวินิจฉัยหลายๆครั้งก็ได้ แต่ละครั้งก็ใช้หลักการเดียวกัน รวมไปถึงแม้แต่ภายหลังการรักษา เช่น หลังผ่าตัดมะเร็งเต้านม ก็จะมีการนัดมาติดตามการรักษา เฝ้าระวังการกลับเป็นใหม่ ไม่ว่าจะเป็น X-ray หรือเจาะเลือด การบอกผลลัพธ์ของผลตรวจเหล่านี้ ก็มีนัยยะไม่แตกต่างกับการบอกวินิจฉัย หรือบอกพยากรณ์โรค และควรทำด้วยความมีสติ มีความตั้งใจที่ดี และเพื่อการเยียวยาเหมือนกันทั้งสิ้น
- การสื่อสารการดำเนินโรคและการรักษา หลังจากผ่านขั้นตอนแรก คือการบอกวินิจฉัย/พยากรณ์โรคแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือขั้นตอนการดำเนินโรคและการรักษา สิ่งสำคัญที่ผู้สื่อจะต้องตระหนักรู้ก็คือ ขั้นตอนการรักษาทุกชนิดของการแพทย์นั้น เข้าไปรบกวนระบบชีวิตเดิมของคนไข้ไม่มากก็น้อยเสมอ ทั้งทางกายภาพและทางจิตใจเลยทั้งสองระบบ คนไข้ (และครอบครัว คนเฝ้า) อาจจะต้องหยุดงาน ย้ายมาอยู่ รพ.เป็นเวลานาน การเปลี่ยนสถานที่ที่ไม่คุ้นชิน มาสู่บรรยากาศโรงพยาบาล (ซึ่งมีนัยยะอันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ได้) ก็เป็นวิกฤติหนึ่งของชีวิต ที่ต้องการการเยียวยา
- ตัววัดการเยียวยาของแพทย์กับของคนไข้อาจจะไม่เหมือนกัน การสื่อสารเรื่องการเยียวยาอาจจะมี "อุปสรรคด้านเรื่องที่ focus ไม่ตรงกัน" บางทีตัววัดทางการแพทย์นั้น เราไปใช้อะไรที่มีความหมายตรงๆต่อเรา เช่น ค่าตัวเลขสารเคมี ค่าตัวเลขที่วัดได้ ฯลฯ แต่สิ่งที่คนไข้ทุกคนใช้วัดการเยียวยาก็คือ "อาการและอาการแสดง" ของเขา ที่ทำให้เขาทุกข์ เจ็บปวด ทรมาน อยู่ทุกวันนี้้ แม้ว่าหมออยากจะใช้เครื่องมือของหมอในการสื่อสารก็ตาม แต่การสื่อสารกับคนไข้และให้ความสำคัญกับ "parameters" ว่าคนไข้เขากังวลเรื่องอะไรมากที่สุดก็สำคัญมาก เพราะที่สุดแล้ว ไอ้บรรดาค่าตัวเลขอะไรมากมายนั้น มันไม่ได้มีผลโดยตรงกับตัวเขา เท่ากับอาการปวด อาการเจ็บ อาการแน่น อาการหายใจไม่ออก แผลที่เหวอะหวะ แผลที่มีหนอง มีกลิ่น ฯลฯ
- การรับรู้ว่ากำลังถูกเยียวยาเป็นการเยียวยาในตัวเอง ดังนั้นหัตถการใดๆก็ดี การตรวจอะไรก็ดี มีผลดีอย่างไรกับคนไข้เป็นสิ่งที่น่าจะสื่อสารให้ชัดเจน ไม่เพียงแต่จะได้รับความร่วมมือมากขึ้น แต่การทราบและเข้าใจนัยยะของสิ่งเหล่านี้เป็นกระบวนการเยียวยาในตัวเองอยู่แล้ว และไม่เพียงเท่านั้น เมื่อทราบว่าการทำเรื่องเหล่านี้กำลังช่วยคนไข้ บางทีญาติเอง หรือ primary caregiver ก็อาจจะเริ่มรับรู้ว่านี่เป็นหัตถการที่เขาอาจจะต้องเป็นผู้กระทำให้คนไข้ในอนาคต และอยากจะเข้ามาร่วมกิจกรรมกับพวกเราได้
- บางครั้งการเยียวยาก็เป็นสาเหตุของทุกข์ เรื่องนี้ก็สำคัญ เพราะในขณะที่การแพทย์เรามียา มีผ่าตัด มีฉายรังสี เป็นเครื่องมือสำคัญในการทำให้คนไข้หายเจ็บป่วยหรือดีขึ้น ในหลายๆกรณีที่เครื่องมือของเราก็สร้างความทุกข์ทรมานได้ไม่น้อยทีเดียว ทุกๆเครื่องมือที่ใช้จะมีข้อดี/ข้อเสียเสมอ และการจะเรียกว่าอะไรดี/อะไรไม่ดีนั้น ไม่ได้ขึ้นกับความเห็นของเราฝ่ายเดียว และคนไข้/ญาติ อาจจะมีความคิดเห็นตรงกันข้ามกับเราก็ได้ว่าอะไรดีหรือไม่ดีสำหรับเขา การสื่อสารถึงตอนนี้จะต้องใช้เทคนิกการฟังอย่างลึกซึ้ง และในกระบวนการ เราจะยิ่งเพิ่มความเข้าใจและความสัมพันธ์กับคนไข้และญาติ และที่ตามมาก็คือ ความไว้วางใจ ความไว้เนื้อเชื่อใจ ความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน เป้าหมายเหมือนกัน จะเกิดขึ้นจากกระบวนการสื่อสารนี่เอง
- การสื่อสารในการส่งต่อการเยียวยา เรื่องนี้เขียนไว้โดยพิศดารในอีกบทความหนึ่ง (ห่วงโซ่แห่งอาทร)
บริบทแวดล้อมทั่วไปในการสื่อสารเพื่อการเยียวยา
เหมือนกับการสื่อสารทุกชนิด ตัวผู้สื่อ เนื้อหา และตัวผู้รับ เป็นปัจจัยสำคัญต่อผลของการสื่อสารนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพฤติกรรมต่อจากนั้นของทุกๆฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ความคิดเห็นของทุกฝ่ายต่อเรื่องราวต่างๆ ต่อโรค ต่อคน ต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้ย และอารมณ์ความรู้สึกที่มี ต่อโรค ต่อคน ต่อทุกสิ่งทุกอย่าง รวมไปถึงความหมายของชีวิตที่เหลืออยู่
สิ่งที่หมอและพยาบาลทำได้ก็คือการเตรียมตัวเองในการสื่อให้ดี แม้ว่าโดยทั่วไป เราจะได้สื่อสารเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ก็มีโอกาสที่เราจะทำอะไรเป็น routine เกินไป จนหมดความหมาย หรือเบี่ยงเบนความหมายไปจากปรัชญาเบื้องต้นว่า "ทำไม เราถึงได้ไปอยู่ ณ ที่ตรงนั้น?" และ "เราเป็นใคร เรากำลังทำอะไร"
เรื่องราวที่เราสื่อสาร เป็นเนื้อหาแห่งความทุกข์ เราคุ้นชินกับมันหรือไม่? และเมื่อคุ้นชินแล้ว ความหมายหรือนัยยะของเรื่องราวเหล่านั้น ยังคงความสดใหม่ หรือคงความหมายเดิม หรือว่าเจือจางลงไปเรื่อยๆ?
|
"Patient look at healthcare providers as they would a mirror, seeking a positive image of themselves and their continued sense of worth. The more that healthcare providers are able to affirm the patients' value--that is, see the person as they are or were, rather than just the illness they have-- the more likely that the patient's sense of dignity will be upheld." Chochinov 2007 |
![]() |
โปรเฟสเซอร์ฮาร์วี่ โชวชีนอฟ เคยกล่าวไว้ว่า "คนไข้นั้นอยากจะเห็นผู้ให้การบริบาลเป็นเสมือนกระจก แต่เป็นกระจกที่สะท้อนให้เห็นด้านที่มีความหวัง ด้านที่มีคุณค่าอยู่ของเขา ยิ่งเราสามารถสะท้อนคุณค่าเหล่านี้ได้มาก ได้ชัดเจนเท่าไหร่ นั่นคือการสะท้อนให้เห็นถึงต้นทุนทั้งหมด สิ่งที่เขาได้มี ได้เป็น ได้กระทำมา ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความเจ็บป่วยมีตอนนี้เท่านั้น คนไข้จะยิ่งมีโอกาสรักษาไว้ซึ่งศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์อยู่ได้"
พวกเราจะสื่อสารเรื่องเหล่านี้ได้ จะสะท้อนเรื่องเหล่านี้ได้ จะต้องมีการฝึกฝน และฝึกฝนนั้นก็เริ่มต้นจากการมองเห็นต้นทุน เห็นสิ่งที่มี สิ่งที่เป็น สิ่งที่เราเองกระทำเสียก่อน และเริ่มให้ความหมายกับสิ่งเหล่านี้ รู้สึกถึงความรุ่มรวยในสิ่งทีเรามีเสียก่อน เราจึงจะเริ่มเห็นว่าคนไข้ทุกๆคน ก็มีต้นทุน มีความรุ่มรวย มีปัจจัยแหล่งทรัพยากรในการเยียวยาของตนเอง ที่เราสามารถจะนำมาเชื่อมโยงกับสิ่งที่เรามีในฐานะบุคลากรทางการแพทย์ เกิดเป็นระบบการเยียวยารักษาที่ใช้ทุกสิ่งทุกอย่างอันเป็นต้นทุนแห่งความเป็นมนุษย์
