วันนี้ขึ้นหัวข้อให้หลายคนเริ่มสงสัยว่า วันนี้ชลัญธร นักประหลาดที่แสนจะฮาและบ้าพลังเป็นอะไร?

จากเหตุการณ์ที่ต้อง ปล่อยวาง ในบันทึก  http://www.gotoknow.org/blogs/posts/500747

ภาพจากประกอบจาก  sudhits.com

มันไม่ง่ายเลยนะกับปัญหาที่ ค่อนข้างหนัก  เอาการ เป็นความขัดแย้งในจิตใจอย่างรุนแรง

 

ว่าเราควรเดินไปแบบมั่นคง หรือ  หรือ ถอยแล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ใจนี้จึงจะสู้ต่อไหว  ......................

 

        เจ้าปัญหานี่ มันออกฤทธิ์ร้ายแรงจริง  เหมือนไวรัสเลย ฆ่ายังไงก็ไม่ตาย ทำได้เพียง  สร้างภูมิคุ้มกัน  ทางร่างกายคงใช้วัคซีนและ ระบบภูมิต้านทานของร่างกายมาสู้ แต่ถ้าเป็นไวรัสทางใจนี่ ทำได้เพียงเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิต  ซึ่งนั่นก็หมายถึงกระบวนการคิด

 

        ร่างกายเราฉีดวัคซีนไปกระตุ้นภูมิต้านทานได้

        แต่จิตใจ  อะไรที่เราจะต้องฉีดเข้าไปกัน  ที่ทำให้ภูมิคุ้มกันทางจิตใจ

เข้มแข็งพอที่จะสู้กับไวรัสปัญหา มันไม่เพียงติดเชื้อที่ใจเราอย่างเดียวนะแต่มันยังติดต่อไปถึงบุคคลรอบข้างที่เขารักเราอีกด้วยน่ะร้ายจริง ไวรัส ทางจิตตัวนี้   

 

          การจะเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิต ให้กับตัวเองในขณะที่ ถูกไวรัสทางจิต เล่นงานทุกวันนี่  ไม่ง่าย ต่อให้มีต้นทุนทางจิตที่ดีเพียงใดก็ตาม 

 

        นั่งอ่าน blog  GTK ค้น หา  ภูมิคุ้มกันทางจิต พบบทความhttp://www.gotoknow.org/blogs/posts/465909  ของท่าน จัตุเศรษฐธรรม อืมมมม์ ช่วยให้ได้คิดทีเดียว ขออนุญาตเอามาเล่าต่อ

ภาพประกอบจาก http://www.istockphoto.com/stock-photo-6725470-orchid-flower-isolated-on-white-background.php

ต้นทุนชีวิต & ภูมิคุ้มกันทางจิตใจ

        ในสังคมปัจจุบันที่ภาวะการดำเนินชีวิตมีความซับซ้อน วุ่นวาย ต้องดิ้นรน ต่อสู้กับปัญหานานาประการ ความเครียดเข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตของเรามากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ ไม่มีใครเชื้อเชิญ จากปัญหาเรื่องความรัก ปัญหาทางเศรษฐกิจ (การเงิน) ปัญหาครอบครัว เป็นต้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อวิถีทางการดำเนินชีวิต ตั้งแต่เบาจนถึงหนักสุด (ฆ่าตัวตาย) มีหลายคนเคยบอกไว้ว่า ทุกปัญหามีทางออกหรือ ปัญหามีไว้แก้ ไม่ได้มีไว้กลุ้มเป็นต้น

 

         เมื่อคนเราประสบกับปัญหา (ไม่รู้ปัญญาวิ่งหนีไปอยู่ไหน) ทํศนคติในด้านลบจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากกว่า ทัศนคติทางด้านบวก ทำให้ภาวะจิตใจหดหู่ จมปรักอยู่กับปัญหา เหมือนชีวิตหมดหวัง ไร้พลัง จนในที่สุดก็มองว่าชีวิตไร้ค่า

 

            การแก้ปัญหาที่ดีที่สุด คือ ต้องแก้ที่ต้นเหตุ หากแก้ปัญหาที่กลางและปลายเหตุแล้ว ก็เท่ากับเป็นการผลักภาระต้นทุนของปัญหาไปไว้ในอนาคต สะสมรอวันที่จะระเบิดออกมา เราต้องกล้าเผชิญกับความจริง แม้มันจะเจ็บปวดมากก็ตาม เมื่อเกิดความท้อแท้ ต้องรีบผลิตพลังทางใจ (สามารถผลิตได้ด้วยตัวเราเอง และอาศัยกำลังการผลิตจากคนอื่นช่วย) ให้กลับมาโดยเร็วที่สุด อย่าปล่อยให้พลังทางด้านลบทำงานและผลิตออกมาในปริมาณมากจนครอบงำสติของเรา

 

          ตัวยาที่ดีที่สุดสำหรับความเครียดในยุคปัจจุบัน คือ ตัวยาฟื้นฟูสภาพจิตใจที่สามารถผลิตได้ด้วยตัวเอง (ทัศนคติในด้านบวก) และหากกำลังการผลิตของตัวเองไม่พอ (ทัศนะคติในด้านลบมากเกินไป) ต้องอาศัยกำลังการผลิตจากที่อื่นช่วย ซึ่งแหล่งที่ดีที่สุดคือ ครอบครัว มาช่วย เร่งผลิต ที่สำคัญคือ ห้ามเลิกการผลิตกลางคัน เกี่ยวเนื่องจาก ทัศนคติในด้านลบจ้องและรอเสียบอยู่ตลอดเวลา

 

              ผลผลิตทางด้านจิตใจ = f  (ตัวเรา, คนอื่น,ภาวะแวดล้อม)

 

โดยที่

 

                 คนอื่น ที่สำคัญที่สุดคือครอบครัว เมื่อกำลังการผลิตของเรามีน้อย ต้องรีบ ให้คนอื่นช่วยผลิตทันที

 

                ภาวะแวดล้อม ได้แก่ ฮีโร่ในทัศนคติของเรา ความคิดหรือสิ่งที่มีผลกระทบทางจิตใจของเรา เป็นต้น

 

ชีวิตของคนเราเป็นเสมือน แรงงาน ที่เก็บสะสมไว้ไม่ได้ หมดไปในแต่ละวัน เปรียบเสมือนหาก วันนี้เราไม่ได้ทำอะไรเลย (อยู่เฉย ๆ เพราะเครียดจากปัญหา) กำลังแรงงานของเราก็จะหมดไปด้วย เพราะไม่สามารถฝากหรือเก็บสะสมเอาไว้ได้ เท่ากับ แรงงานในวันนั้นสูญไปโดยเปล่าประโยชน์ หากเราปล่อยให้ความเครียดครอบงำไปเรื่อย ๆ ต้นทุนของชีวิตเราก็จะสูญไปเรื่อย ๆ เช่นกัน จนในที่สุดก็จะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางจิต คิดว่าตัวเองไม่มีค่านำพาไปสู่ด้านมืดของชีวิต

 

              ต้นทุนของชีวิตทุกคนเป็นสิ่งที่มีค่า อย่าปล่อยให้เวลาหมดไปเพราะถูกครอบงำด้วย ปัญหา ต้องรีบสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจให้กับตัวเอง โดยคอยสำรวจผลผลิตทางจิตใจว่า กำลังการผลิตของเรามีเพียงพอหรือไม่ และที่สำคัญที่สุด อย่าหยุดการผลิตทัศนคติทางด้านบวกให้กับจิตใจ

 

          วันนี้ เราสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับจิตใจโดยอาศัย สายใยรักจากตัวเองและครอบครัว ไม่ต้องรอให้เกิดปัญหาก่อนแล้วค่อยมาสร้าง เริ่มผลิตตั้งแต่วันนี้ก็ยังไม่สาย โรงงานการผลิตที่ดีที่สุดอยู่ที่ จิตใจ นั่นเอง

                ข้อคิดมุมมองในด้านบวก :

 

         ท่านว่าในความโชคร้ายนั้นมักมีโชคดีให้เราค้นหาเสมอ แต่หากยังไม่พบ ก็อย่าเพิ่งเสียใจ เพราะสักวัน มันอาจแปรเปลี่ยนไปเป็นโชคดีก็ได้...

 

         “มีเจ้าของฟาร์มคนหนึ่ง ซึ่งอยู่ ๆ ม้าตัวโปรดของเขาได้วิ่งหนีเข้าป่า เพื่อนบ้านบอกว่าเขาโชคร้าย

 

            แต่พอวันต่อมา ม้าตัวโปรดนั้นก็ได้พาม้าป่าตัวหนึ่งกลับมาที่ฟาร์มด้วย เพื่อนบ้านลือกันว่าเขาโชคดี

 

         วันรุ่งขึ้น ลูกชายเจ้าของฟาร์มลองขึ้นขี่ม้าป่าตัวนั้นเพื่อที่จะฝึกให้หายพยศ แต่ปรากฎว่าถูกมันสบัด จนตกลงมาขาหักทั้งสองข้าง โชคดีกลับกลายเป็นโชคร้ายไปเสียแล้ว

 

         แต่อยู่มาอีกเกือบสัปดาห์ปรากฎว่า มีเจ้าหน้าที่มาคัดเอาชายฉกรรก์ทั้งหมดไปเป็นทหาร เพราะเกิดสงครามขึ้น แต่ลูกชายเจ้าของฟาร์มหลุดจากการเกณฑ์ทหาร เพราะขาหัก  "โชคร้ายกลับกลายเป็นโชคดี

 

จงมองทุกสิ่งตามจริง (กฎธรรมชาติ) ที่มันเป็นไป

 

ไม่ใช่

 

มองทุกสิ่งตามจริงที่ใจอยากให้เป็น

ภาพประกอบจาก http://wallpaperstock.net/two-white-flowers-wallpapers_w12941.html

        ขอบคุณบทความนี้ที่ให้ได้คิด ให้ชลัญมีทางออกของหัวใจ  อย่างน้อยๆ  ก็เป็นวัคซีนใจที่จะนำมาใช้เป็นแนวคิดในการต่อสู้กับ  ไวรัส ใจ  ก็คือเจ้าปัญหานี่เอง 

        ชลัญต้องก้าวเดินก้าวใหม่สู้ต่อไปให้ได้  การถอยหนีไม่ใช่ทางออกของปัญหา 

เป็นกำลังใจให้ชลัญด้วยนะค่ะ