การเป็นแบบอย่างจากคนในครอบครัวมีึความสำคัญต่อพฤติกรรมของเด็ก ๆ

       ได้อ่านนิทานเซนเจอนิทานเรื่องหนึ่งน่าสนใจมาก   อยากจะแบ่งปันดังนี้

       ครอบครัวหนึ่ง  มีพ่อแม่และลูกห้าคนอาศัยอยู่ในบ้าน  ซึ่งมีปู่อายุ  90 ปีอาศัยอยู่ด้วย  วันหนึ่งพ่อซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวแลเห็นว่า  พ่อของตนแก่ชราจนไม่สามารถจะทำประโยชน์ใด ๆ ในบ้านได้อีกแล้ว  นอกจากเป็นภาระให้กับตนและภรรยา  และยังทำให้บ้านเล็กแออัด เพราะลูก ๆ ของเขาเติบโตขึ้นทุกวัน  วันหนึ่งพ่อบ้านจึงปรารถกับภรรยาของตนว่า  เขาจะนำไปไปทิ้งบ้านคนชรา  เพื่อที่จะได้ลดภาระและทำให้บ้านของเขาไม่แออัดอย่างที่เป็นอยู่   ภรรยารู้สึกไม่สบายใจเพราะสงสารพ่อสามีที่จะต้องถูกนำไปทอดทิ้งให้อยู่ตามลำพังในช่วงบั้นปลายของชีวิต  แต่ไม่กล้าทัดทานสามีเพราะคิดว่า สามีก็ออกจะพูดถูกไม่มากก็น้อย

       วันรุ่งขึ้น  พ่อตื่นแต่เช้าและสั่งให้แม่ทำข้าวห่อเพื่อจะเดินทางพาปู่ไปส่งที่บ้านคนชรา  ซึ่งอยู่อีกตำบลหนึ่ง  และจะต้องเดินเท้าไปครึ่งวันกว่าจะถึง  ลูก ๆ ช่วยกันอุ้มปู่ขึ้นบนหลังของพ่อด้วยความสับสน   แต่ก็ไม่มีใครกล้าปริปากด้วยเกรงว่า  หากเอ่ยปากคัดค้านพ่อจะโกรธ  และต่างก็ไม่แน่ใจว่า อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป  บางสิ่งที่พ่อทำไปอาจดีที่สุดแล้วกระมัง   ปู่ยอมให้พ่อแบกขึ้นหลังโดยไม่ปริปากว่ากระไร  ตลอดทางที่ขึ้นเขาลงห้วยปู่ก็คอยถามด้วยความหวงใยว่า  เหนื่อยหรือยัง  จะพักหรือยัง  ลูกชายซึ่งแข็งแรงก็ส่ายหน้าและมุ่งหน้าแบกพ่อเดินต่อไป

      ในที่สุดก็มาถึงร่มไม่ใหญ่  เขาแลเห็นทินหินใต้ร่มไม้จึงพาพ่อลงนั่งพักพร้อมทั้งแกะข้างห่อและน้ำให้พ่อ เขาสังเกตเห็นพ่อเหม่อมองรอบ ๆ จึงถามว่า

      “เป็นอะไรไปพ่อทำไมไม่กินข้าวกินน้ำจะได้เดินทางต่อ”

       ปู่มองพ่ออย่างซึมเศร้าและพูดว่า

       “ข้าสงสารเองหรือเกิน” 

        ลูกชายคิดว่า พ่อเข้าใจเจตนาของตนที่จะนำพ่อไปทิ้งบ้านพักคนชราเพื่อลดภาระ  จึงพูดว่า

        “หากพ่อสงสารฉันพ่อคงเต็มใจไปอยู่บ้านคนชราแล้วสินะ”

        แต่ชายชรากลับร้องไห้อย่างขมขื่นและพูดว่า

        “โขดหินนี้ข้าเคยพาปู่ของเจ้ามาแวะก่อนที่จะพาเขาไปทิ้งบ้านคนชรา จากนั้นข้าก็ไม่เคยเห็นเขาอีกเลย  ข้าจึงสงสารเจ้าเพราะวันหน้าลูกของเจ้าก็จะพาเจ้ามาพักที่นี้อีกเช่นกัน” 

         ลูกชายได้ยินดังนั้นก็รู้สึกว่า  ข้าวที่กำลังกินลงคอนั้นแข็งราวกับก้อนหิน  ไม่สามารถกลืนผ่านลำคอได้  เมื่อคิดทบทวนอย่างรวดเร็วแล้ว   เขาก็ก้มลงกราบเท้าพ่อแล้วกล่าวว่า 

         “พ่อกินข้าวน้ำเถอะ ฉันเข้าใจดีแล้ว”

         หลังจากนั้นเขาก็แบกพ่อขึ้นหลังกลับบ้านทันทีและไม่คิดที่จะทอดทิ้งพ่อตนเองอีกเลย........

         จากนิทานดังกล่าวสอดคล้องกับผลงานวิจัยหลายเรื่องที่พบว่า การบอกเล่าเรื่องราว ความสำเร็จ หรือผลงานของบุคคลตัวอย่างให้เด็กๆ ฟัง อาจส่งผลให้เด็กเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางที่ดีได้ด้วยเช่นกัน   โดยนักวิจัยพบว่า เมื่อเด็กๆ เจอสถานการณ์ที่ยากลำบาก หรือสถานการณ์ที่ละม้ายคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่บุคคลตัวอย่างของพวกเขาเคยเจอ เด็กๆ มีแนวโน้มจะเลือกกระทำในสิ่่งที่เหมือนกับบุคคลตัวอย่างของเขาทำ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าบุคคลตัวอย่างที่เด็กๆ ได้ฟังจากพ่อแม่มีความโดดเด่นในเรื่อง ความกล้าหาญ และทำในสิ่งที่ถูกต้อง ก็เป็นไปได้ว่า เมื่อเด็กๆ เติบโตขึ้น และเจอสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง เขาอาจเลือกทำในสิ่งที่เป็นความกล้าหาญ และน่ายกย่องด้วยนั่นเอง......

        แล้ววันนี้  ผู้ใหญ่ในแต่ละครอบครัวปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างให้แก่ลูกหลานเพียงใด...