เมื่อมานะไป ปิติก็มา

ป.
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

เช้าวันศุกร์สัปดาห์ที่ผ่านมา "คุณมานะ" ที่อยู่กับข้าพเจ้ามาช้านาน
ออกอาการเกรี้ยวกราดจนข้าพเจ้าเสียศูนย์
เสียศูนย์ขนาด ต้องหามุมสงบอยู่กับตัวเอง
จนถึงเวลาออกปฎิบัติงาน คือออกไปเยี่ยมผู้ป่วยที่บ้าน
มานะก็ยังกระทืบเท้าโครมๆ อยู่ในใจ
.

คุณยาย..ที่เราไปเยี่ยม
เป็นมะเร็งปากมดลูก ได้รับการฉายแสงฝังแร่ในช่องคลอด
แล้วเกิดภาวะแทรกซ้อนซึ่งพบได้บ่อย
คือ ลำไส้ส่วนปลายและกระเพาะปัสสาวะที่อยู่ใกล้กับช่องคลอด
เกิดการอักเสบแล้วทะลุเข้าหากัน
ทางการแพทย์เรียกว่า "Rectovaginal fistula"
เพื่อป้องกันไม่ให้อุจจาระปัสสาวะไหลเข้าช่องคลอด
จึงต้องผ่าตัดเปิด "ปาก-tomy" ให้อุจจาระ ปัสสาวะออกทางหน้าท้อง
เรียกว่า "colostomy" และ "cystostomy" ตามลำดับ
...
คุณยายอยู่กับสอง "tomy" นี้มากว่า 5 ปี
"ไม่ไปไหนหรอก เดี๋ยวเขาจะรังเกียจกลิ่นเอา"
ยายบอก ขณะนั่งบนพื้นบ้านหลังใหม่ที่ลูกสร้างให้แทนตูบน้อยหลังเดิม
" แล้วยายไม่เบื่อหรือ อยู่กับบ้านตลอด" ข้าพเจ้าถาม
" ไม่เบื่อหรอก ว่างๆ ยายก็เอาเนี่ยมาตัด มาต่อ"
แกชี้ไปที่ ถุงหน้าท้องหน้าตาแปลก
ไม่เหมือนกับถุงหน้าท้องมาตรฐานที่เคยเห็น
" แบบที่เอามาจากสวนดอก มันใช้ยาก เกะกะ ยายชอบแบบนี้มากกว่า"
ถุงที่เห็น เป็นผลงานประดิษฐ์ ของเจ้าหน้าที่ รพ.เทศบาล
(ข้าพเจ้าไม่ทราบแน่ว่าใครเป็นผู้คิดค้นท่านแรก แต่ขอแสดงความชื่นชมมา ณ ที่นี้)
ตัวถุง ทำจากวัสดุคล้ายถุงใส่อาหารร้อน ที่มีกระดาษกาวตรงกลางถุง
ให้ผู้ป่วยสามารถเจาะรู ให้เหมาะกับขนาด "tomy"ของตนเอง
ใช้เป็นได้ทั้งถุงเก็บอุจจาระ
และประยุกต์เป็นถุงเก็บปัสสาวะได้ ด้วยการตัดปลายแล้วต่อท่อเข้าไป
.

 
ถุงหน้าท้อง colostomy แบบมาตรฐาน
.

ถุงเก็บปัสสวะ urine bag แบบมาตรฐาน
.

 
ผลงานถุงเก็บปัสสาวะทางหน้าท้องของคุณยาย


ติดกับหน้าท้องแบบนี้ ปิดจุกก็ใช้วิธีพับสายด้วยหนังยางนี่แหละ
.

"ยายกลัวไหมว่ามะเร็งจะกลับมา" 
"อื้อออ.." ยายส่ายหน้า
"ถ้ามะเร็งมันกลับมาใหม่ ก็ตายอย่างเดียว" แกพูดกลั้วหัวเราะ
"ชีวิตยายนี่ อยู่มาขนาดนี้ก็เกินคุ้มแล้ว"
ยายยิ้มหันไปทาง คุณตา สามีใหม่ (สามีเดิมคุณยายเสียชีวิตไปก่อน)
เป็นหมอพื้นบ้าน ที่ตกหลุมรักคุณยาย
ตอนที่ไปรักษา รับน้ำมนต์จากคุณตานั่นเอง
..
"ขอให้มีความสุขความเจริญนะ คุณหมอ"
ยายทิ้งท้ายก่อนพวกเรากลับ

###

คำอวยพรของคุณยายวันนั้น ไม่ใช่ครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้รับจากคนไข้
แต่วันนั้นข้าพเจ้าคิดมากกว่าเคย
ทำไมคุณยายไม่ทุกข์อย่างที่ควรจะเป็น..?
ยายมีความสุขมากพอที่จะแบ่งปันด้วยซ้ำไป
.
คุณยาย ผู้ไม่ได้เรียนแม้แต่ ก.ไก่  รู้เลขเพียงทอนเงินได้
ช่างเป็นผู้เชี่ยวชาญการปรับตัว ปรับใจ
ให้อยู่กับสิ่งที่คนโดยเฉลี่ยควรจะทุกข์แสนสาหัส
.
ข้าพเจ้า กำลังทุกข์จากอะไร?
 "คุณมานะ" แยกไปสักครู่ ความปิติก็เข้ามาแทนที่
แต่คุณมานะกับข้าพเจ้าสนิทแนบแน่นเหลือเกิน
สักพักก็คงกลับมาอยู่ด้วยกันใหม่
เอาเป็นว่า..จะพยายามไม่ให้เกรี้ยวกราด ก็แล้วกันคะ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Live for lives



ความเห็น (36)

เขียนเมื่อ 

มานะเป้นธรรมขั้นละเอียดมากครับ อยากที่เราจะหลดพ้น สู้กับอัตตาก็มหาหนักพอแล้ว......แต่คงต้องชกมันก่อนให้ได้ซักทีซิ จริงมั้ยครับ ......:)

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณ คุณหมอชูใจ ครับ ;)...

เขียนเมื่อ 

อ่านบันทึกของหมอ เห็นคำอวยพรของคุณยายทำให้ผมจะต้องเข้มแข็งเหมือนคุณยาย หรือเหมือนคุณมานะดี...

เขียนเมื่อ 

มานี มาให้กำลังใจ ค่ะ เดี๋ยวไปดุมานะให้ แหม! ชอบมากวนใจจริง คุณมานะนี่

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณบทความดีดี "มานะไป ปิติมา" นะคะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณหมอBlank ป.

มาให้กำลังใจคุณหมอค่ะ

เขียนเมื่อ 

อ่านแล้วทำให้ต้องขอบคุณ....มานะค่ะ

ที่ทำให้พบปิติคนดี

เป็นกำลังใจให้ค่ะคุณหมอ

เขียนเมื่อ 

แหม....เหมือนมานะกับมานีและปิติกับชูใจในแบบเรียนภาษาไทย

สมัยรุ่นก่อนๆของเด็กนักเรียนจังเลย....

เขียนเมื่อ 

ว้าววว...^____^

อ.หมอเล่าเรื่องราวหนักๆได้น่าฟังอีกแล้ว

ขอบคุณมากนะคะ


เขียนเมื่อ 

      อาจารย์หมอ ป. เมื่อมานะจากไป...ปิติก็มาหา

      ส่วนผมตอนนี้...ปิติจากไป...เพราะ...มานะมาหา...๕๕๕

                 อืม...หรือว่าสวนทางกัน...๕๕๕


     ทำไมคุณยายไม่ทุกข์อย่างที่ควรจะเป็น..?

     ยายมีความสุขมากพอที่จะแบ่งปันด้วยซ้ำไป

     คุณยาย ผู้ไม่ได้เรียนแม้แต่ ก.ไก่ รู้เลขเพียงทอนเงินได้

     ช่างเป็นผู้เชี่ยวชาญการปรับตัว ปรับใจ

     ให้อยู่กับสิ่งที่คนโดยเฉลี่ยควรจะทุกข์แสนสาหัส

เป็นถ้อยคำที่เสมือนมีแม่เหล็กดึงดูดทั้งสายตาและความคิดของผมให้จมอยู่กับความงดงามของทั้งผู้ถ่ายทอดและผู้ที่ถูกถ่ายทอด...ขอบคุณมากครับ

 

เขียนเมื่อ 

อาจารย์หมอที่คิดถึงเสมอครับ...

สำหรับผมเป็นการฝึกจิตใจและใคร่ครวญพินิจใจได้ดีมากครับ

และเป็นการเข้าใจเขียนให้เชื่อมโยงกับ "คุณมานะ" ได้อย่างเนียบเนียนที่สุด

ลงท้ายด้วยความสุขที่ก่อกำเนิดขึ้นในใจมากครับ

ชอบมากครับ...

ที่แถมผมขึ้นมา คือ ผมมีคนไข้ครับ ตกจากที่สูง คือ ลำโพงสูงๆ ของหนังกลางแปลง

คนไข้เป็นอัมพาตท่อนล่างมาเกือบสิบปีแล้วครับ...อยู่กับลูกสาวอีกสองคน

ปัสสาวะด้วยตนเองไม่ได้...

คนไข้จะมาเบิกถุงยางอนามัย และถุงปัสสาวะ (ทางอนามัยจะประสานจากแพทย์โรงพยาบาลสั่งจ่ายให้ครับ)...ถุงยางอนามัยใช้วันละ 1 ชิ่น..ถุงปัสสาวะ 10 วันต่อถุง

คนไข้จะนำถุงยางอนามัย...นำทางปัสสาวะมาเก็บไว้ในถุงปัสสาวะอีกที

เห็นนวัตกรรมของคุณยาย...เกิดอาการปิ๊งครับ....เพราะถุงปััสสาวะแพงมาก

และก็เบิกยากเรื่อยๆ ...

จะปรึกษากับพี่ IC อีกครั้งครับ....

ว่าเราจะออกแบบถุงปัสสาวะเองได้หรือเปล่า....

ขอบคุณมากครับ...

 

 

เขียนเมื่อ 
  • คุณมานะ ทำให้อาจารย์ หมอ ป. เกรี้ยวกราด (โทสะ) นับว่าเขามีอิทธิพลเหนือเราพอประมาณนะคะ ถ้าไม่ได้จิตอ่อนโยนของอาจารย์ที่มองเห็นความสุขของคุณยายที่แบ่งปันมาให้ คุณมานะก็อาจจะไม่จากไปโดยง่าย แสดงว่าคุณปิติมีพลังมากกว่าช่วยเราให้พ้นอารมณ์ขุ่นมัวนั้นไปได้
  • เพิ่งกลับเข้ามา G2K แบบเป็นเรื่องเป็นราวได้ไม่กี่เดือนมานี้ เห็นบันทึกหลัง ๆ ของอาจารย์ หมอ ป. เขียนแบบเบาสบาย วิชาการไม่หนักมาก ดูมีความสุขขึ้นนะคะ คนอ่านก็มีความสุขไปด้วยค่ะ
  • ไม่ได้หมายความว่าตอนเขียนเชิงวิเคราะห์ไม่ดีนะคะ แต่เป็นการสะท้อนอารมณ์ผู้เขียนต่างกัน และผู้รับก็รู้สึกสัมผัสได้ต่างกันด้วยค่ะ
  • ยินดีที่คุณปิติมาเยือนค่ะ
  • Happy Ba ค่ะ
เขียนเมื่อ 

บ่อยครั้งที่เรารู้สึกทุกข์แทนคนไข้.. ทั้งๆที่เค้ารับรูและยอมรับที่จะอยู่กับมันตั่งนานแล้ว

 

เขียนเมื่อ 

พี่โอ๋ชอบการบรรยายเปรียบเทียบแบบที่น้องหมอป.เขียนมากเลยค่ะ ละเอียดอ่อนแต่รับรู้ได้ง่ายจริงๆ ย้อนกลับมาคิดถึงตัวเอง คิดว่า"คุณมานะ"มักจะเป็นเพื่อนสนิทกับเราพร้อมๆกับ"คุณทิฏฐิ" ตอนที่เราอายุยังน้อยค่ะ ยิ่งถ้าเราเรียนเก่ง ใครๆก็ยกย่องชื่นชม คุณทั้งสองนี่จะยิ่งสนิทกับเรามาก (วิธีการเรียนรู้ของบ้านเราส่งเสริมให้คุณทั้งสองมาเป็นเพื่อนสนิทของคนเรียนเก่งมากเชียวแหละค่ะ พี่โอ๋ว่า) แต่พอยิ่งเรียนรู้มากขึ้น พบเจอคนมากขึ้น คิดมากขึ้น เราก็จะรู้ว่า เพื่อนสนิทสองตัวนี้ทำให้จิตเราเป็นทุกข์มากกว่าสุข ทำให้เรายึดติดกับสิ่งที่เราคิด เวลาใครคิดไม่เหมือนเรา เผลอๆเราจะมี"คุณโทสะ"มาเกาะหลังให้หนักขึ้นอีก ค่อยๆเลิกคบทั้งสามตัวนี้ได้ เมื่อเราหยุดคิดให้มากขึ้น ตอบสนองต่ออะไรๆที่มากระทบให้ช้าลง พี่โอ๋ค่อยๆทำได้มากขึ้นตามวัยค่ะ อ่านดูจากน้องหมอป.แล้วรู้สึกว่า คงเลิกคบสามตัวนี้ได้เร็วกว่าพี่โอ๋เป็นแน่ค่ะ

บันทึกนี้น่าจะช่วยให้หลายๆท่านที่ได้อ่าน หันกลับมามองหา"คุณมานะ"ในตัวเองแน่ๆเลยค่ะ ถือเป็นกุศลอย่างหนึ่งเลยนะคะนี่

เขียนเมื่อ 

......แต่คงต้องชกมันก่อนให้ได้ซักทีซิ จริงมั้ยครับ

อ่านแล้วยิ้มคะ :)

อ่านแล้วตีความว่า ให้รู้ตัวก่อนที่ อัตตา, มานะทิฎฐิ จะเข้าครอบงำ อย่างนั้นหรือเปล่าคะอาจารย์

 

เขียนเมื่อ 

แสดงว่าร่วมสมัยกันคะ อาจารย์ :)

ภาพจาก www. ee43.com

แวะมาชื่นชมความดีงามของคุณหมอ ป. ในการช่วยเหลือคุณยายท่านนี้

แถมท้ายด้วยความดีใจที่เห็นมานะ มานี ปิติ ชูใจ ...

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณคะ
หากเป็นตัวเอง เมื่อต้องอยู่กับโรค ก็อยากมีความเข้มแข็ง และทุกข์น้อยอย่างคุณยายคะ

เขียนเมื่อ 

โอ ช่างคิดจริงๆ มานะต้องให้น้องมานีมาคุย :)

@คุณหมอ ป.ปลา เป็นคนคิดลึก

 สามารถตรึกตรอง สมองใส
      เรื่องจิตอาสา ก็พัฒนาก้าวไกล
           เป็นคนคิดใหม่ ยิ่งใหญ่ในสังคม
                                                      "ศรีบรรดร" ๓๑ สค.๒๕๕๕
เขียนเมื่อ 

ขอบคุณคะ ดร.พี่เปิ้ล ร่วมรณรงค์ "รักวัวให้ผูก รักลูกให้กอด"
เพื่อสร้างภูมิชีวิตที่ดีแต่เด็กนะคะ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณคะ คุณครูทิพย์ จากเรื่องนิทานมหาสนุกที่คุณครูเล่าไว้
นายอำเภอตัวเอกเรื่อง ก็มีมานะ ทำให้โกรธพ่อแม่
เพราะถึอตนเป็นผู้มีเกียรติทางสังคม แต่พ่อเล่นพนัน แม่ดื่มเหล้า จึงรับไม่ได้
จนพระเตือน "มือ เท้า นี่หนอใครกันให้มา" จึงนึกได้
...

พลอยนึกได้ไปด้วยคะ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณคะ ถ้าไม่เห็นโทษจากการถือตัวตน (คืนวันนั้น สลบเลยคะ เพราะตอนโกรธ หัวใจเต้นเร็วเหมือนวิ่งร้อยเมตรมา) ก็คงไม่เห็นคุณของการละ

เขียนเมื่อ 

จำได้ว่าสมัยเรียน หนังสือภาษาไทยจะถูกอ่านเกลี้ยงตั้งแต่ก่อนเปิดเทอมคะ

อาจารย์รัชนี ศรีไพรวรรณ ผู้แต่งเรียก เขียนได้อ่านสนุก  

เสียดายที่บริบทและบุคลิกตัวละครในเรื่อง กลายเป็น "ตำนานเด็กดี" ไปแล้ว

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณคะ ดีใจคะที่อ่านแล้วเรื่องไม่หนัก
คุณตะวันดินสบายดีนะคะ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณคะอาจารย์ จากบทความล่าสุดที่อาจารย์เขียน เกี่ยวกับ "คุณค่าแท้" และ "คุณค่าเทียม"

ไม่แน่ใจว่าจะประยุกต์กับเรื่อง การถือตัวถือตน อย่างนี้ได้หรือไม่

เบื้องต้น น่าจะแยก
คุณค่าแท้ คือ การทำตัวเป็นประโยชน์ตามหน้าที่
กับ คุณค่าเทียม คือ สถานภาพการศึกษา ยศ ตำแหน่งวิชาการ

ลดทอนการยึดถือคุณค่าเทียม ลดความคาดหวังการได้รับปฎิบัติจากบุคคลอื่น
ใจเราก็น่าจะเบาลงนะคะ 

 

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณค่ะ

ชื่นชมในความคิดอยากพัฒนางานของคุณหมออดิเรกที่ไม่หยุดยั้ง

น่าลองดูคะ

กรณีคุณยายเป็นการเปิดให้ปัสสาวะออกหน้าท้อง

หากนำไปประยุกต์กับผู้ป่วยกลั้นปัสสาวะไม่ได้  จะเป็นอย่างไร
(เดาว่าเป็นแบบกลั้นไม่ได้ จากใช้ถุงยางต่อลงมา ไม่ได้ใส่สายเข้าไปนะคะ) 

เขียนเมื่อ 

  • ขอบคุณคะพี่ศิลาที่มองอย่างใส่ใจและลึกซึ้ง ในสิ่งที่ตัวเองก็ไม่เคยตระหนักรู้มาก่อน
  • "มานะ" มีอิทธิพลสูงมาก ยากนักที่จะไม่เอาตัวไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น
  • เช้าวันนี้แวะอ่านบทความนี้ของคุณหมออดิเรก ถึงรู้ว่า การทำงานแบบทุกข์ เพราะแบกทั้ง อัตตา และมานะ ไว้เต็มๆ คะ ปรึกษากัลยาณมิตร ให้คำแนะนำคือ คิดในภาพรวม
  • การเขียนบทความ ในระยะแรก ตั้งจิตคิดว่าตนเป็น "ผู้ให้" ตอนนี้ เป็น "ผู้รับและผู้ให้" แล้วจึงออกมาดังที่พี่ศิลาสังเกตคะ

 

 

เขียนเมื่อ 

kunrapee จับประเด็นได้น่าสนใจคะ

ได้ข้อเตือนใจ ปัญหาที่เราเห็นแล้วไปคิดแทนว่าใหญ่ อาจไม่จริงเสมอไป

 

เขียนเมื่อ 

สาธุ ๆ...

เขียนเมื่อ 

  • จากการสัมผัสผ่านการอ่านบันทึกที่ถ่ายทอดตัวตนพี่โอ๋ 
  • พี่โอ๋เป็นคนมีความสามารถมากๆ คะ แต่กลับเข้าถึงได้ สบายใจที่จะพูดคุย เพราะคุยแล้วได้พลังบวกเสมอ
  • ขอบคุณมากคะ

มาให้กำลังใจค่ะ..เยี่ยมไข้..ได้ใจปิติสุข..

เขียนเมื่อ 

  

ขอบคุณ ดร.ป๊อป คุณครูอนันต์ และพี่ใหญ่คะ :)

เขียนเมื่อ 

นมัสการคะท่านมหาศรีบรรดร ขอบพระคุณสำหรับบทกลอนให้กำลังใจคะ

พยายามพิศดูจากรูปที่แปลกตา พอเห็นภาพใหญ่จึงเข้าใจ

ขอแสดงความชื่นชมแนวทางผสานหลักธรรมทางพุทธศาสนามาพัฒนาสังคมคะ

เขียนเมื่อ 

เห็นการทำงานและการน้อมใจลงใคร่ครวญของคุณหมอแล้วชื่นชมและยินดีด้วยค่ะที่คุณหมอให้การทำงานเป็นโอกาสปฏิบัติธรรม ได้สะท้อนความคิด ความรู้สึกตนเอง ข้อสงสัยก็หาโอกาสให้กัลยาณมิตรมาช่วยกันตอบ ช่วยกันให้กำลังใจ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณและ Happy Ba คะพี่นุช  ช่วยให้ย้ำกับตัวเองว่า "การทำงานคือการปฎิบัติธรรมไปในตัว" คะ