หลักคิดที่สำคัญ อย่าเดินตามรอยเซียน เพราะจะไม่มีอะไรเหลือให้ท่านเลย

ตั้งแต่ผมเข้ามาในวงการพระ เพื่อพัฒนาความรู้ความเข้าใจ ด้านประวัติศาสตร์ของไทย แบบค่อยๆเดินทีละก้าว

 

จากพระเนื้อดินองค์แรกของผมคือ พระแผงตัดเก้า กรุพระธาตุนาดูน

 

ก้าวเข้ามาศึกษาพระทวาราวดีกรุต่างๆ ทั่วประเทศไทย

 

พระศรีวิชัย ลพบุรี สุโขทัย เชียงแสน อู่ทอง และอยุธยา

 

ที่ส่วนใหญ่ผมจะเน้นศึกษาพระเนื้อดินเป็นหลัก เพราะผมเรียนมาทางด้านนี้

 

แต่พอมาถึงพระลพบุรี ก็มีเนื้อชินเป็นส่วนใหญ่

 

ผมก็เลยค่อยๆปรับชุดความรู้เข้าหาเนื้อชินจนครบทุกเนื้อ

 

แต่เมื่อศึกษาเนื้อดินมาระยะหนึ่ง ก็พานพบกับคำว่า พระเบญจภาคี

 

ผมก็ลองเดินตามสายนี้มา จนพบว่าในชุดเนื้อดินก็ยังมีเนื้อผงปนมาองค์หนึ่งคือ พระสมเด็จ

 

ผมก็เลยต้องหันมาเพิ่มเติมความรู้พระเนื้อผงเข้าไปอีก

 

และเมื่อมองย้อนกลับไปหาพระเนื้อดินเชิงรายละเอียด ก็พบว่าพระส่วนใหญ่เป็นดินดิบผสมว่าน ทั้งผงสุพรรณ นางพญา และซุ้มกอ

 

ก็เลยต้องกลับไปทบทวนเรื่องเนื้อว่านและดินดิบ

 

เลยทำให้ต้องมาศึกษาพระเนื้อว่านแบบ หลวงพ่อทวด วัดช้างให้ 2497

 

ที่พบว่าเป็นเนื้อว่านจริงๆ ไม่ใช่น้ำว่านเหมือนในอดีต

 

และเมื่อทบทวนเรื่องน้ำว่าน ก็พบว่าเป็นหลักการเดียวกับน้ำมันตังอิ้วที่ผสมในพระเนื้อผงและหลวงปู่ทวด

 

แต่การผลิตน้ำว่านน่าจะทำได้ยากกว่า ทั้งการหาและการแปรรูป

 

ขนาดพระรูปหลวงปู่ทวด 2497 ก็ยังยากลำบากในการหาว่านจากธรรมชาติ ทั้งๆที่เป็นเพียงการนำว่าน 108 มาตากแห้งและบดใช้โดยตรง ไม่ได้มีการทำเป็นน้ำว่านก่อน จึงยังต้องผสมตังอิ้ว และผงปูน เพื่อรักษาเนื้อพระไม่ให้แตกร้าวได้ง่าย

 

 

 

กว่าผมจะเข้าใจพระแต่ละองค์ ผมได้ศึกษา

 

 

 

  • ที่มาและแนวคิดในการสร้างพระ
  • วัสดุที่ใช้
  • การเตรียมการและการวางแผนต่างๆ
  • ความพร้อมทางด้านความรู้ ทรัพยากร และแรงงาน
  • ขั้นตอนการดำเนินงาน
  • ปัญหาและอุปสรรคในการสร้างพระ
  • ผลที่น่าจะเกิด และความหลากหลายเชิงคุณภาพขององค์พระ

 

ต่อจากนั้น ก็

 

  • การบรรจุกรุ หรือการเก็บรักษา
  • การเปิดกรุ หรือการนำไปใช้
  • สภาพการดูและ และปัญหาของการดูแลพระ

 

จนถึง

 

  • สภาพพระที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน

 

พอมองย้อนกลับไปถึงที่มาของความรู้และความเข้าใจที่ผมมี

 

ผมจึงเห็นใจมือใหม่หัดส่อง และด้วยความเข้าใจ ผมจึงพยายามจะช่วยทุกทางเท่าที่ทำได้

 

เพราะ

 

  • ท่านจำเป็นจะต้องหาพระเฉพาะ "แท้ดูยาก" หรือ " แท้แต่ไม่สวย" เป็นส่วนใหญ่
  • พระ แท้ดูง่าย แท้และสวย แทบไม่เหลือแล้ว
  • พอเห็นบ้าง ก็แพงลิบลิ่ว

 

ดังนั้น ผมพูดแบบไม่ล้อเล่นเลยครับ ว่า

 

  • ท่านจำเป็นต้อง "เก่งกว่า" เซียน
  •  "ดูเป็นกว่า" คนขายพระตามแผง

 

จึงห้ามไปถามเซียน หรือร้านขายพระ เป็นอันขาด

 

จึงจะหาพระที่ "ลอดตาเซียน" ไปได้ในราคาที่ไม่สูงนัก

 

  • ผมทราบดีว่ามันยาก
  • แต่เราก็มีทางเลือกไม่มาก
  • เราจึงต้องพัฒนาสายตาให้ "แซง" คนทั้งสองกลุ่มให้ได้ครับ

 

จะแซงอย่างไรนั้น ผมขอเสนอแนะไว้พอเป็นแนวทางนะครับ

 

ข้อที่ 1 อ่านตำรามากๆ นำหลักการมาปรับใช้ แต่อย่าเดินตามตำรา

 

เพราะ ตำรามักเขียนโดยเซียน ที่เน้นด้านพุทธศิลป์ ดูพิมพ์เป็นหลัก มวลสารและเนื้อเป็นรอง

 

  • พุทธศิลป์ เป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่พระที่โชว์ อาจไม่ใช่องค์ที่มีความละเอียดถูกต้อง เพราะไม่มีพระองค์ไหนเหมือนกัน 100% และ น่าจะหายากที่มีพิมพ์ถูกต้องตามหลักพุทธศิลป์ดั้งเดิม 100%
  • จึงต้องอ่านมาก และจับ Pattern ให้ได้ อย่าจำรายละเอียดของพระแต่ละองค์

 

ข้อที่ 2 หาจุดร่วมของพระต่างๆ ทั้งเนื้อและพิมพ์ ที่ไม่บอกไว้ในตำรา

 

เพราะ จุดต่างๆที่บอกไว้ในตำรา ช่างทำพระเก๊เขาทราบดี และทำไว้ให้ดูหมดแล้ว

 

  • แม้จะไม่เหมือน “เป๊ะ” นักส่องมือใหม่ก็มักจะยังแยกไม่ออก
  • และตำราก็จะเขียนคำใหญ่มาก “เป็นธรรมชาติ” ที่แม้แต่เซียนก็ยังเถียงกันเอง
  • มือใหม่อย่างเรามีหรือจะย่อยได้ และเข้าใจคำใหญ่ๆแบบนี้

 

ข้อที่ 3 ดูแต่พระแท้ๆ ชำเลืองมองพระเก๊ ไม่มีองค์จริงดูรูปไปก่อน

 

เพราะจะทำให้เราชินกับพิมพ์และเนื้อพระแท้ การพัฒนาการทางความรู้จะเร็ว

 

  • ดูไปทำความเข้าใจไป อ่านประวัติและการพัฒนาการขององค์พระ จะทำให้เข้าใจได้เร็ว

 

ข้อที่ 4 เน้นการดูเนื้อเป็นหลัก พิมพ์เป็นรอง

 

ที่สวนทางกับเซียน และร้านขายพระ

 

  • เราจะได้พระที่เขาตีเก๊ เพราะพิมพ์ไม่ตรงกับที่เขาคิดไว้
  • และด้วยหลักของเขา เขามักจะไม่ดูเนื้อ
  • ถ้าเราดูเนื้อได้ ค่อยมาหาคำอธิบายพิมพ์ และหาที่ลงให้ถูกต้อง

 

หลักคิดที่สำคัญ อย่าเดินตามรอยเซียน เพราะจะไม่มีอะไรเหลือให้ท่านเลย

 

  • เดินย้อนศร
  • เดินเร็วกว่า และ
  • เดินคนละวิธีเท่านั้น

 

ที่จะหลบพระเก๊ดูยาก และได้พระแท้ดูยากมาครอบครองครับ