ละ รัก โลภ โกรธ หลง ปลงเถิด สุขบังเกิดใช่รสเสน่หา ใช่รสเพ็ญเห็นนวลอร่ามตา รสธรรมาผาสุกนิรันดร์กาล

ธรรมารมณ์

 

 

            ดวงดาวพราวพร่างกลางฟากฟ้า

จันทราคราเพ็ญแสงเย็นฉาย

สีนวลชวนชื่นเย็นสบาย

พระพายชายฉิวผิวเยือกเย็น

 

            หยดน้ำค้างพร่างพรมลมพัด

สะบัดใบไม้โยคโบกให้เห็น

เหมือนจิตคิดวุ่นไม่เว้น

คืนเพ็ญเข็ญทุกข์ไร้สุขใจ

 

            เปล่าเปลี่ยวเหลียวมองที่ท้องฟ้า

ดาราคล้อยเคลื่อนเดือนหาย

ยิ่งดึกนึกหวั่นยิ่งพรั่นกาย

ไม่วายไม่เว้นทุกข์ผู้เดียว

 

            เสียงหรีดกรีดร้องก้องพงพฤกษ์

ค่อนดึกนึกหวั่นให้หวาดเสียว

เศร้าใจไร้คู่อยู่คนเดียว

เปล่าเปลี่ยวในคืนข้างเดือนเพ็ญ

 

            วังเวงเพลงหวานมักพานเศร้า

ร้อนเร่ารุมรุ่มสุมทรวงเข็ญ

นิศาชลหล่นเชยต้องผิวเย็น

คืนเพ็ญเย็นเหน็บเจ็บใจ

 

            ถึงเพ็ญเด่นดวงบนห่วงฟ้า

แต่อุราข้าแรมไม่แจ่มใส

เดือนเคียวเกี่ยวฟ้าคราคืนใด

ดุจเคียวเกี่ยวใจเหน็บเจ็บทรวง

 

            คืนนี้นี่ใช่คืนข้างแรม

ฟ้าแจ่มแต้มแคว้น ณ แดนสรวง

โคมสวรรค์สว่างกระจ่างดวง

แต่ทรวงข้ามืดมนดุจม่านดำ

 

            กลับเข้าห้องนั่งนบวันทนา

เอกองค์ปฏิมาเลขาขำ

จรรโลงใจเมื่อใกล้ในพระธรรม

ยังคืนค่ำเดือนเพ็ญเย็นอุรา 

     

            ละ รัก โลภ โกรธ หลง ปลงเถิด

สุขบังเกิดใช่รสเสน่หา

ใช่รสเพ็ญเห็นนวลอร่ามตา

รสธรรมาผาสุกนิรันดร์กาล

 

(พระจันทร์วันอาสาฬหะ ปี ๒๕๕๕)