หัวใจที่เต้นเพื่อสิ่งมีชีวิตอื่นของฮาลิซานั้น เสียงเพราะเหลือเกิน แต่วันนี้ฉันรู้สึกว่าเสียงนั้นเบาลงจนแทบไม่ได้ยิน

ขณะกำลังคิดว่าจะเขียนบันทึกเรื่องใดดี ก็ได้แรงบันดาลใจจากบันทึกนี้ ของท่านอาจารย์ธวัชชัย ขอบคุณค่ะ

...

...

เมื่อวานยามบ่ายแก่ๆ ขณะที่นั่งทำงานอยู่ ก็ได้รับโทรศัพท์จากฮาลิซาเพื่อนสาวชาวมาเลย์ขอให้ช่วยเหลือด่วน ความช่วยเหลือที่ว่านั้นก็คือให้ไปรับเจ้าเหมียวสี่ขาสี่ตัวกลับบ้าน เจ้าเหมียวชุมชนทั้งหลายถูกจับตัวไปส่งที่ (Agri-food and veterinary authority of Singapore - AVA) คงคล้ายๆ กับสำนักสัตวบาลบ้านเรา คล้ายๆ ไปประกันตัวนักโทษค่ะ :)

แมวจรจัดหรือแมวชุมชนที่นี่ส่วนใหญ่จะได้รับการดูแลจากผู้ดูแลหรือ care giver ในชุมชนนั้นๆ ค่ะ เมื่อก่อนฉันก็เป็นหนึ่งในผู้ดูแลในแถบบ้านเก่าที่ Tampines อยู่ทางตะวันออกของเมืองร่วมกับฮาลิซา แต่ไม่นานมานี้ฉันย้ายบ้านมาอยู่ทางเหนือของสิงคโปร์ เจ้าเหมียวทั้งหลายเลยตกอยู่ในการดูแลของฮาลิซาและเพื่อนใหม่อีกคน และชุมชนที่ฉันอยู่ตอนนี้ก็มีคนดูแลเจ้าเหมียวแถบนี้อยู่แล้ว ฉันจึงเพียงแวะเวียนไปลูบหัว ไปเล่นกับพวกเขาบ้าง เอาอาหารให้บ้างเท่านั้น

ที่นี่กลุ่มผู้ดูแลจะทำงานร่วมกับสภาชุมชนหรือ Town Council คือมีหน้าที่ดูแลให้อาหารแมวในเขตการดูแลของตนเพื่อไม่ให้แมวเหล่านั้นไปสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่นๆ เราจะต้องให้อาหารทุกวันเพื่อไม่ให้มันไปคุ้ยเขี่ยขยะสร้างความสกปรก นำไปทำหมันเพื่อไม่ให้เพิ่มจำนวน และนำไปถ่ายพยาธิฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคต่างๆ และหากมันไม่สบายเราก็ต้องพาไปหาสัตวแพทย์ หากมีการร้องเรียนจากผู้คนในชุมชนเราก็ต้องเข้าไปจัดการไกล่เกลี่ยกับคนที่ร้องเรียน

หากมีการร้องเรียนบ่อยขึ้นและหาทางออกไม่ได้ พนักงานของสภาชุมชนก็จะเรียกงานบริการควบคุมและกำจัดสัตว์พาหะ (pest control) มาจับพวกแมวส่ง AVA ดังกล่าว หากไม่มีใครไปรับตัวพวกเขากลับบ้าน แมวเหล่านั้นก็จะถูกฉีดยาให้หลับไปอย่างไม่มีวันตื่นที่เรียกว่า put to sleep

เพราะพักนี้ไม่มีรถขับฉันจึงต้องนั่งแท็กซี่ไปที่ AVA รับเจ้าสี่ขาทั้งสี่ตัวกลับไปคืนฮาลิซาโดยรถแท็กซี่อีกครั้ง ด้วยความที่คุ้นเคยกับพนักงานที่นั่นดี เราจึงไม่ต้องอธิบายกันมากมายและจ่ายค่าตัวตัวละ 20 เหรียญ เป็นธรรมดาที่สถานกักกันสัตว์เช่นนั้นจะมีสัตว์เร่ร่อนถูกจับไปไว้ที่นั่นมากมาย บ้างโชคดีก็มีคนรับไปเลี้ยงแต่ร้อยละ 90 ก็จะไม่ได้ออกมาเห็นโลกข้างนอกอีกเลย เข้าไปที่นั่นทีไรรู้สึกหดหู่ค่ะ อยากมีที่กว้างขวางมีเงินทองมากมายที่จะเก็บรักษาชีวิตของพวกเขาเอาไว้

ฮาลิซาบอกว่าพักนี้เธอไม่ค่อยมีเวลาที่จะดูแลพวกเจ้าเหมียวมากนักเพราะต้องดูแลแม่ที่ป่วยอยู่โรงพยาบาลด้วยจึงต้องขอให้ช่วย ฮาลิซาบอกว่ามีแมวใหม่เพิ่มขึ้นหลายตัวเพราะชาวบ้านที่เคยเลี้ยงไว้เปลี่ยนใจทิ้งพวกแมวไว้เพราะรู้ว่ามีคนดูแลอยู่ ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นเป็นประจำเราต่างรู้ดี เจ้าแมวใหม่ยังเข้ากับเจ้าถิ่นเดิมไม่ได้และบางตัวยังไม่ได้ทำหมันเลยส่งเสียงดังรบกวนเป็นเหตุให้ถูกร้องเรียนดังกล่าว ตอนนี้เธอเตรียมส่งเจ้าสองตัวที่มาใหม่ไปทำหมันแล้ว

"ฉันรู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน" ฮาลิซาบอก
"ฉันเข้าใจ" คือประโยคเดียวที่ฉันพูดออกมาได้

เกือบสิบปีที่ฉันคลุกคลีกับเจ้าสี่ขาเหล่านั้น บรรดาผู้ดูแลคือคนที่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดและยังต้องมีเวลาให้พวกเขาด้วย นั่นก็เพราะความรักความเมตตาที่หวังเพียงให้พวกเขามีชีวิตอยู่ชื่นชมโลกใบนี้ยาวนานกว่าที่เป็น ให้เขาได้วิ่งเล่นอย่างเป็นอิสระ ได้นั่งนอนเลียตัวเองทำความสะอาดขนตัวเองด้วยความสุขใจ ก็เท่านั้น...จริงๆ

กับการทำงานกับสัตว์และคนที่รู้สึกไม่เหมือนเราเช่นนี้เราต้องใช้ความรู้สึกมากมาย ที่เหนื่อยไม่ใช่เพราะต้องดูแลแมว แต่เพราะต้องคอยปกป้องแมวจากคนที่คิดต่างกับเรา

บรรดาเพื่อนที่ดูแลแมวด้วยกันมีทั้งชาวพุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู และคนที่ไม่นับถือศาสนาใดเลย ที่เขาเรียกตัวเองว่า free thinker เจ้าเหมียวสี่ขานำเขาและเธอเหล่านี้เข้ามารู้จักและเป็นมิตรกัน เพราะเราต่างมีหัวใจรักสัตว์ที่คล้ายกัน นึกถึงพวกเขาทำให้ฉันนึกถึงคำสอนของท่านองค์ดาไล ลามะที่ว่า My religion is very simple, my religion is kindness. (ศาสนาของฉันนั้นเรียบง่าย ศาสนาของฉันคือความเมตตากรุณา)

ในบรรดาเพื่อนๆ หลายคนที่ฉันมีฮาลิซาเป็นคนที่รักสัตว์มากที่สุดคนหนึ่งเท่าที่ฉันเคยรู้จัก ที่บ้านเธอมีแมวหกตัวที่เคยเป็นแมวไม่มีบ้านมาก่อน และไม่ว่าจะไปที่ไหนฮาลิซาจะมีอาหารแมวในกระเป๋าไว้เสมอเพื่อสร้างความต่างให้กับชีวิตที่ได้มาพบเจอและสวนทางกัน และเธอไม่เคยลังเลที่จะช่วยชีวิตแมวใดหากพบเจอชีวิตที่กำลังลำบากและอยู่ในอันตราย

หัวใจที่เต้นเพื่อสิ่งมีชีวิตอื่นของฮาลิซานั้น...เสียงเพราะเหลือเกิน แต่วานนี้ฉันรู้สึกว่าเสียงนั้นเบาลงจนแทบไม่ได้ยิน

ฉันบอกเล่าให้ฮาลิซาฟังถึงคำสอนของหลวงปู่ ติช นัท ฮันท์ ที่อ่านเจอในยามที่ต้องเผชิญกับกลุ่มคนที่ไม่ได้รักแมวเหมือนเราว่า ให้พยายามเมตตาเขาให้มาก พยายามเข้าใจในความเดือดร้อนของเขา ให้พยายามจินตนาการว่าเราเป็นแม่ของเด็กสองคนที่กำลังทะเลาะกัน สิ่งที่เราต้องการมากที่สุดอาจไม่ใช่ชัยชนะของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแต่คือการปรองดองของทั้งสองฝ่าย เพราะการปรองดองเท่านั้นที่จะยืดชีวิตเจ้าเหมียวต่อไปได้ คิดได้อย่างนี้แล้วจะได้รู้สึกเหนื่อยน้อยลง และสุดท้ายเมื่อทำสุดความสามารถแล้วเราก็ต้องปล่อยวางบ้าง

เราคุยกันสักพัก ฉันทักทายเจ้าเหมียวที่เคยเลี้ยง แมวเหล่านั้นยังจำฉันได้และมาคลุกคลีด้วยเหมือนเดิม แค่นี้ฉันก็มีความสุขมากมายเป็นรางวัลชั้นเยี่ยมที่ทำให้ยิ้มได้ตลอดทางที่นั่งรถไฟกลับบ้าน

.

.

ด้วยความนอบน้อม,

ปริม ทัดบุปผา

๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๕

...

เจ้าสองในสี่ตัวที่ได้กลับบ้านอีกครั้ง...

...

Yukie Nishimura - Ashita wo shinjite

http://www.youtube.com/watch?v=0KlcQ8F7YMY