ตอนที่เวทีพูดคุยประเด็นนี้ จะสังเกตเห็นได้ทั้งสีหน้า แววตา ของกลุ่มเยาวชน กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มอสม. และผู้นำ ที่เป็นคนวัยกลางคน มีความตื่นเต้น แย่งกันนำเสนอด้วยความภูมิใจ ต่างคนต่างอยากจะเล่าให้ผมฟังถึงสิ่งที่เขารู้

          “ที่บ้านเรามีเรียนสวนร่วม นี่เป็นสิ่งที่น่าภูมิใจ” เป็นเสียงที่ดังแทรกขึ้นมาจากเยาวชนคนหนึ่ง
     ผมได้ยินประโยคนี้ หูผึ่งเลยครับในขณะที่ทำเวทีอยู่ที่ชุมชนเกาะเรียนเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2548 ณ ใต้ถุนสถานีอนามัยบ้านเกาะเรียน ก็ได้ย้อนถามกลับไปว่า
          “ช่วยอธิบายคำว่า เรียนสวนร่วม ให้ชัดสักนิด พอดีฟังไม่ชัด ไม่แน่ใจ”
     ท่านจะเข้าใจว่าอะไร สำหรับผมบอกตรง ๆ ว่า “งง” ก็ได้รับคำอธิบายย่อ ๆ พอสรุปได้ว่าเป็นการจัดให้ต้นทุเรียนพันธ์พื้นบ้านบางต้น (ที่มีคุณสมบัติที่ดี) เป็นสมบัติที่ใช้กินร่วมกันของตระกูล (ตามหยูน) มีการผลัดเวรกัน (เปลี่ยนเวรตอนเที่ยงวัน) ไปเฝ้าเพื่อเก็บผลทุเรียนที่ตกลงมาเองไปกิน (โดยห้ามขอย คือห้ามเอาผลลงมาโดยใช้ตะขอเกี่ยว) ห้ามกินแก่ (ดิบ) แม้ว่าต้นทุเรียนต้นนั้นจะอยู่ในที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของใครก็ไม่สำคัญ แต่ลูกหลานมีสิทธิ์ที่จะกิน “เรียนสวนร่วม” ต้นนั้นทุกคน จะเห็นได้ว่ามีภูมิปัญญาแอบอยู่เพื่อให้มีการนับญาติ เกิดความสามัคคี มีการเคารพกติกา ต้นทุเรียนที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน เช่น “ไอ้ขี้โดก” “ไอ้สิบพู” “ไอ้นกควบ” “ไอ้จำดะ” เป็นต้น แต่ทุกวันนี้ความเห็นแก่ตัวมีมากขึ้น คนที่เป็นเจ้าของที่ดินก็พยายามที่จะให้ “เรียนสวนร่วม” ตาย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องใครมายุ่งในที่ดินของตนเอง

 

     ตอนที่เวทีพูดคุยประเด็นนี้ จะสังเกตเห็นได้ทั้งสีหน้า แววตา ของกลุ่มเยาวชน กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มอสม. และผู้นำ ที่เป็นคนวัยกลางคน มีความตื่นเต้น แย่งกันนำเสนอด้วยความภูมิใจ ต่างคนต่างอยากจะเล่าให้ผมฟังถึงสิ่งที่เขารู้ (เพราะผมก็ถามด้วยความอยากรู้ ด้วยไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนว่ามีอยู่)
     ในตอนท้ายจึงได้ฝากเป็นการบ้านไว้ว่า “กลุ่มวัยรุ่น เยาวชน ลองแบ่งกันเป็นกลุ่ม รับไปกลุ่มคนละต้นสองต้น แล้วให้ถ่ายรูป พร้อมทั้งเล่าเรื่องของแต่ละต้น ที่อยากจะเล่าอะไรก็ได้ จากนั้นค่อยนัดคุยเฉพาะเรื่องนี้พร้อมกันอีกที พี่ (ผม) จะมาช่วยถอดให้ว่าได้อะไรบ้างจากกิจกรรมนี้” ซึ่งกลุ่มเยาวชนก็แบ่งกลุ่มไปดำเนินการกันในตอนนั้นเลย แต่ยังไม่ได้กำหนดกันว่าควรจะเสร็จเมื่อไหร่ (อยากปล่อยให้เป็นธรรมชาติ แล้วค่อยกระตุ้นเอาที่หลัง)
     ผมกลับมาคิดทบทวนแล้วว่าจะหาทางทำให้ประเด็นนี้เป็นประเด็นของความร่วมมือ พูดคุย และร่วมกันปฏิบัติ ร่วมกันเรียนรู้ ระหว่างคนต่างวัยกันในชุมชน และให้เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการพัฒนาชุมชนต่อไป ตอนนี้ก็เลยคิดว่าจะเชื่อมต่อไปที่ใดดี ที่จะเดินเรื่องนี้ให้สำเร็จลงได้ เพราะบางครั้งคิดได้ แต่รู้ตัวว่าอาจจะเกินความสามารถที่จะทำได้ และไม่มั่นใจ กลัวว่าสิ่งดี ๆ จะล้มลงเสียเพียงเพราะผมขาดประสบการณ์