มีมหาวิทยาลัยชาวบ้านเป็นที่ฝึกงาน

  ตามที่บอกแล้วว่าสถานีอนามัยนั้น ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในชนบทลึกๆ บางครั้งยังไม่มีไฟฟ้า ถนนเป็นดินลูกรัง มีรถโดยสารเข้าเมืองวันละเที่ยว ไปแต่เช้าตรู่ กลับถึงบ้านเย็นพอดี ต่อให้แต่งตัวสวยงามขนาดไหนเมื่อโดยสารด้วยรถเที่ยวนี้ เราก็เหมือนหนุมานคลุกฝุ่น เพราะไม่ใช่รถแอร์ ทุกหน้าต่างเปิดระบายลม หรือรับฝุ่นด้วยก็ไม่รู้ ตัวเราจะถูกเกาะไปด้วยละอองดินสีแดง สีตามพื้นถนนระยะเวลานานนับหลายชั่วโมงเพราะรถวิ่งได้ช้า ต้องรับคนตลอดเส้นทาง และถนนก็เต็มไปด้วยหลุ่มบ่อ

 เวลามีคนไข้ที่ต้องส่งเข้าโรงพยาบาลจังหวัด ผู้เขียนก็อาศัยรถโดยสารคันนี้ และนั่งไปกับเขาด้วย

 ด้วยความที่สถานีอนามัยตำบลหนองใหญ่ อำเภอหนองใหญ่จังหวัดชลบุรีที่ผู้เขียนรับราชการครั้งแรก มีผลงานดูแลรักคนไข้จำนวนมาก และอยู่ห่างไกลเมืองสุดๆ ในปีพ.ศ.2524 คุณหมอสุจินต์ ผลากรกุล ท่านเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลชลบุรี ได้เห็นความสำคัญของพื้นที่นี้ และริเริ่มโครงการ พอ.สว.ทางอากาศขึ้น ประกอบกับช่วงนั้น คุณหมอบุญเรียง ชูชัยแสงรัตน์ ปัจจุบัน เป็นนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดราชบุรี ท่านเป็นแพทย์อินเทิร์น มาฝึกงานที่นี่ แล้วเกิดประทับใจเห็นว่าพื้นที่อย่างนี้ น่าจะต้องมีการดูแลเป็นพิเศษ จึงรายงานให้อาจารย์หมอสุจินต์ทราบ และเกิดโครงการนี้ขึ้น

 รูปแบบ พอ.สว.ทางอากาศก็คือ จะมีโรงพยาบาลชลบุรีเป็นแม่ข่าย สถานีอนามัยเป็นลูกข่ายสื่อสารโดยการใช้ วิทยุที่ตั้งเสาสูงมากเป็นของ พอ.สว.   เมื่อมีปัญหาก็สามารถขอคำปรึกษาไปยังแพทย์ที่เข้าร่วมโครงการได้24ชั่วโมง จะมีวิทยุติดตามตัวแพทย์อาสาสมัครทุกคน และมียาแยกเฉพาะที่ใช้เฉพาะแพทย์สั่งด้วย การสื่อสารนั้นดีมาก ไม่ต้องกลัวสัญญาณไม่มีเหมือนโทรศัพท์ในปัจจุบัน ไม่เสียเงิน และเมื่อทุกคนทำด้วยใจอาสา ความสมบูรณ์ของงานที่ออกมาจึงสำเร็จสวยงามทุกเคสไป บางค่ำคืนผู้เขียนรับคนไข้หนักตามลำพัง แต่ก็รู้สึกมั่นใจ เพราะมีอาจารย์หมอหลายท่าน พร้อมให้คำปรึกษาทันที เพียงเราต้องตรวจคนไข้ให้ละเอียด แล้วรายงานให้ครบถ้วน   ผู้เขียนและเพื่อนมีความสุขกับโครงการนี้มาก ทำอยู่หลายปี จนสถานีอนามัยยุบลง เพราะมีงบประมาณมาสร้างโรงพยาบาลชุมชน ในเวลานั้นมีผู้ใหญ่จากกระทรวงลงมาดูก็หลายครั้ง นับเป็นการร่วมพัฒนาและแก้ไขปัญหาให้กับหลายๆฝ่ายได้ดี ที่สุดชาวบ้านนั้นแหละโชคดีที่สุด

  นึกถึงคราวใดก็มีความสุขใจ การได้ทำงานร่วมกันตามโครงการ พอ.สว.ทางอากาศนี้ และการที่มีแพทย์พร้อมทีมเยี่ยมบ้าน ทีมห้องผ่าตัด เภสัช ลงมาปฏิบัติงานทุกวันอังคารที่สถานีอนามัย เป็นสิ่งที่ควรบันทึกจดจำ และทำได้อย่างไรก็ไม่รู้ ผู้เขียนมองว่า ผู้ใหญ่เห็นความสำคัญ ให้การสนับสนุนทุกอย่าง ผู้น้อยมีจิตอาสานั่นเอง และที่คนพื้นที่อย่างผู้เขียนปลื้มใจมากๆก็คือ ทุกคนที่มาดูมีความสุข ตั้งใจและสอนงานคนอนามัยไปด้วย เป็นการได้รับความรู้เหมือนได้เรียนต่อเพิ่มเติม โดยมีมหาวิทยาลัยชาวบ้านเป็นที่ฝึกงาน

 อีกเรื่องหนึ่ง ที่อาจารย์หมอสุจินต์ ผลากรกุล ได้จัดการให้หมออนามัยมีสุขเพิ่มขึ้น ด้วยการซ่อมแซมบ้านพักที่เก่าโกโรโกโส่ให้ทั้งหมด ติดมุ้งลวด เปลี่ยนบานหน้าต่าง ต่อระบบนำ้ใช้ภายในบ้าน ทาสี ผู้เขียนและเพื่อนเลยเหมือนได้บ้านใหม่ไปเลย ท่านบอกว่าเจ้าหน้าที่ยังอยู่ไม่มีความสุขเลย แล้วจะให้ไปดูแลความทุกสุขของชาวบ้านได้อย่างไร ซึ่งความคิดนี้ต่อมาเมื่อผู้เขียนได้เป็นผู้บริหาร ก็นำมาใช้เป็นอันดับแรกๆ

 รอยต่อที่จางๆระหว่างหน่วยงานสาธารณสุขที่เราต้องเชื่อมโยงกัน ได้กลายเป็นรอยหมายสำคัญชัดเจน จนใครๆก็มองเห็น และสามารถเติมรอยต่อแต่ละจุดให้ชัดได้ทุกร่องรอยไป สถานการณ์วันนั้นกับวันนี้ ยังมีหลายเรื่องที่นำมาปัดฝุ่นกันใหม่ได้ ขอให้บันทึกนี้ ได้เก็บเรื่องราวสำคัญที่ชาวสาธารณสุขจะได้เอาไปปรับปรุงใช้ได้บ้าง เป็นความตั้งใจของผู้เขียนอย่างแท้จริงค่ะ