

(1). งอข้อศอกเล็กน้อย > ทำให้เดินได้เร็วกว่าเดินเหยียดแขน
(2). ใส่รองเท้าวิ่งหรือเดิน > ทำให้เดินได้เร็วกว่าใส่รองเท้าแตะ หรือเดินเท้าเปล่า
(3). เดินหลังอาหารช้าๆ แบบที่โบราณเรียกว่า "เดินย่อยอาหาร" 5-10 นาที/มื้อ > เพิ่มเวลาเดินได้ 15-30 นาที/วัน (ถ้ากิน 3 มื้อ)
(4). ฝึกไม่นั่งหรือยืนรับโทรศัพท์ > เดินทุกครั้งที่รับมือถือ ช่วยเพิ่มเวลาเดินได้ทุกวัน
(5). เดินกับน้องๆ (walk a dog) > ถ้ามีฟิตเนสให้เช่าน้องหมาใจดีไว้เดินเล่น น่าจะเพิ่มการออกกำลังได้มาก
(6). เดินแนวราบสลับแนวนิ่ง เช่น เดินขึ้นลงเนิน หรือเดินขึ้นลงบันได สลับกับการเดินแนวราบ ฯลฯ > ช่วยเพิ่มการเผาผลาญกำลังงาน เพิ่มมวลกล้ามเนื้อส่วนเอวจนถึงเท้า กล้ามเนื้อทำหน้าที่ช่วยดูดซับน้ำตาล-ไขมันจากกระแสเลือด
(7). เดินแบกน้ำหนัก เช่น ใส่ทรายหรือของหนักหน่อยในเป้สะพายหลัง ฯลฯ สลับการเดินไม่แบกน้ำหนัก > ช่วยเพิ่มการเผาผลาญกำลังงาน เพิ่มมวลกล้ามเนื้อส่วนไหล่
(8). หาเรื่องเดินในที่เย็นๆ เช่น ฝึกเดินดูของ (window shopping) ในห้างสรรพสินค้า แทนการยืนดูของ ฯลฯ หรืออย่างน้อยเดินสลับยืนก็ยังดีกว่ายืนดูเฉยๆ นานๆ
(9). เดินสลับการออกกำลังรูปแบบอื่น เช่น เดินสลับจักรยาน-วิ่่ง-ว่ายน้ำ ฯลฯ ช่วยให้สนุกขึ้น ออกกำลังกล้ามเนื้อได้หลายส่วนมากขึ้น แข็งแรงขึ้น

การออมทรัพย์และไม่เป็นหนี้เกินตัวตั้งแต่อายุน้อยเป็นเรื่องดีกับชีวิต และจะดีขึ้น... ถ้าลงทุนออมสุขภาพด้วย เช่น การเดินให้มากขึ้น หรือเดินให้เร็วขึ้น ฯลฯ ซึ่งจะช่วยป้องกันเบาหวานได้มากถึง 30%
- Thank Reuters > SOURCE:bit.ly/Lr2PkbDiabetes Care, online June 20, 2012.
- นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ รพ.ห้างฉัตร ลำปาง. 3 กรกฎาคม 55. ยินดีให้ท่านนำบทความไปใช้ได้ โดยอ้างที่มา และไม่ใช้เพื่อการค้า > CC: BY-NC-ND.
- ข้อมูลทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค; ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.
>
ขอบคุณข้อมูลดีๆ ค่ะ ทุกวันนี้เดินได้ 2 กิโลบนลู่วิ่ง คงต้องเพิ่มระยะทางแล้วละค่ะ