ในยามที่เราฝึกกรรมฐาน เมื่อเฝ้าติดตามลมหายใจจนสม่ำเสมอ บางครั้งก็อาจเกิดเวทนาขึ้นมาในสมาธิได้ ซึ่งเวทนาที่เกิด มักเป็นเวทนาที่มาจากสาเหตุที่กวนใจ หรือ ทำให้เราทุกข์ในช่วงเวลานั้นมากที่สุด

Tiny_img_5763-2

ปัญหาคือ เมื่อเกิดเวทนาในสมาธิ เราควรละเวทนานั้นเลย หรือควรนำเวทนานั้นมาพิจารณาต่อ

ขอนำตัวอย่างจากชีวิตจริงของจากผู้ปฏิบัติที่ขอนำมาเล่าต่อ 2 ตัวอย่างค่ะ

ผู้ปฏิบัติท่านหนึ่ง ฝึกสมาธิมาได้สักระยะ จนวันหนึ่งเมื่อจิตเริ่มสงบ พบว่าเกิดเวทนาคือความทุกข์นาๆประการพลุ่งขึ้นมาท่วมทับ ท่านละจากเวทนานั้นทันที และออกจากสมาธิ จากนั้น ท่านก็ไม่กล้าฝึกสมาธิอีกในหลายปีต่อจากนั้นเพราะกลัวว่าจะพบทุกข์อย่างนั้นอีก

ผู้ปฏิบัติอีกท่านหนึ่ง พบเวทนาคือความทุกข์เช่นกัน ท่านสงสัยว่าเป็นกลุ่มก้อนของเวทนาอะไร จึงกำหนดดู แล้วเวทนาที่รวมกันเป็นกลุ่ม ก็แยกให้เห็นเป็น 2 เวทนา อันเป็นความทุกข์ 2 ลักษณะ

ท่านศึกษาเวทนาคือทุกข์ทั้งสองนั้นทีละเวทนา จึงรู้ว่าแต่ละเวทนาเกิดได้เพราะจิตประกอบด้วยกับอะไร (เช่น โทสะ โมหะ) และเมื่อพิจารณาต่อไป ก็รู้ว่าเป็นเพราะธรรมใด นามรูปใด จึงทำให้จิตประกอบด้วยอกุศลมูลนั้นๆ เมื่อพิจารณาได้แล้ว ความยึดถือมั่นในเรื่องที่เกี่ยวข้องก็คลายลง ท่านจึงตามดูความจางคลายต่อไป

Tiny_img_5763-1

การที่จะตัดสินว่า การปฏิบัติใดสมควรหรือไม่นั้น เราคงต้องนำพุทธพจน์มาพิจารณา

ในการปฏิบัติอานาปานสติ 16 ขั้น (ประกอบด้วยฐานกาย ฐานเวทนา ฐานจิต และฐานธรรม ฐานละ 4 ขั้น) ในกรรมฐานจัดตั้ง หรือก็คือการฝึกอานาปานสติในอิริยาบถนั่ง ตั้งแต่ขั้นที่ 3 เป็นต้นไป พระพุทธองค์ทรงใช้คำว่า ศึกษาว่า ...... ดังนั้น การปฏิบัติของตัวอย่างที่สอง จึงควรเป็นการปฏิบัติที่สมควร เพราะได้ ศึกษา ตามที่ตรัส และได้ปฏิบัติจนครบทั้งฐาน กาย เวทนา จิต และ ธรรม

การเกิดเวทนา นอกจากจะเกิดในสมาธิแล้ว ยังเกิดในชีวิตประจำวันด้วย

ในชีวิตประจำวัน ซึ่งพระพุทธองค์ทรงสอนให้เราอบรมอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้รู้รูปทางใดแล้วแยกถือ รวบถือ จนอภิชฌาและโทมนัสครอบคลุมใจได้

Tiny_img_5759

ซึ่งชนที่คอยสำรวมอินทรีย์ เพื่อไม่ให้รวบถือ แยกถือ นี้ พระพุทธองค์ตรัสเรียกว่า เป็นผู้ ชื่อว่าคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายที.สี.(แปล) ๙/๒๑๓/๗๒ ๗๔

ผู้ที่ปฏิบัติในระยะแรก เพราะรู้ว่าไม่ควรยึดถือในสิ่งที่มากระทบ แต่เป็นเพราะยังละความยึดถือมั่นไม่ได้ จึงเกิดความอึดอัด ขัดข้อง เบื่อหน่าย รังเกียจ ซึ่งชนเหล่านี้ พระพุทธองค์ตรัสเรียกว่าเป็น พระเสขะผู้กำลังปฏิบัติม.อุ.(แปล) ๑๔/๔๖๐/๕๐๘

เมื่อในระยะต่อมา ผู้ปฏิบัติเห็นความปฏิกูลและไม่ปฏิกูลในแง่มุมต่างๆ เมื่อรู้รูปทางใด ก็พิจารณาจนวางใจเป็นกลาง มีสติสัมปชัญญะในสิ่งที่ปฏิกูลและในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลนั้นๆ ชนเหล่านี้ พระพุทธองค์ตรัสเรียกว่า พระอริยะผู้อินทรีย์อันเจริญแล้ว ม.อุ.(แปล) ๑๔/๔๖๑/๕๐๘-๕๐๙

เมื่อพระอริยะผู้มีอินทรีย์อันเจริญแล้ว ตามเห็นอยู่อย่างนั้น จนเข้าใจเหตุปัจจัยของสิ่งต่างๆ จนนอกจากจะวางใจเป็นกลางในนามรูปแล้ว ยังวางใจเป็นกลางในสังขาร ( เจตสิก 50 นอกเหนือจากเวทนา และ สัญญา ในเจตสิก 52) ได้อีกด้วย (เพราะการที่ได้อุเบกขาในนามรูป หากมีอารมณ์แรงๆมากระทบ อุเบกขาที่อ่อนกว่าก็ต้านทานไม่ได้ จึงต้องพิจารณาในระดับที่เหนือๆขึ้นไป)เมื่อรู้รูปทางใดก็ตาม ก็สามารถวางเฉยได้ในทันที โดยไม่ต้องมีการหยิบมาพิจารณา พระพุทธองค์จึงจะตรัสเรียกการเจริญอินทรีย์นี้ว่า การเจริญอินทรีย์อันยอดเยี่ยมในอริยวินัย ม.อุ.(แปล) ๑๔/๔๕๔/๕๐๕

อุเบกขาที่น่าสนใจอีกชนิดหนึ่งคือ อุเบกขาประกอบด้วยองค์หก หรือ ฉฬังคุเบกขา

มีคำอธิบายในคัมภีร์วิสุทธิมรรคไว้ว่า

"ในอุเบกขา ๑๐ ประการนั้น อุเบกขาของพระขีณาสพอันใด คืออาการที่ไม่ละปกติ ภาวะอันบริสุทธิ์ ในคลองแห่งอารมณ์ ๖ ทั้งที่เป็นอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ในทวารทั้ง ๖ ซึ่งมาแล้วอย่างนี้ว่า ภิกษุผู้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพในศาสนานี้เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ย่อมไม่ดีใจ ย่อมไม่เสียใจ เป็นผู้มีสติมีสัมปชัญญะเห็นเสมอเห็นกันอยู่ อุเบกขานี้ชื่อว่า ฉฬังคุเบกขา" วิสุทธิมรรค หน้า ๒๘๓

ดังนั้น ก่อนที่จะมีการเจริญอินทรีย์อันยอดเยื่ยมอันเป็นธรรมส่วนผล เราต้องมีการฝึก หรือ ทำการฝึกในส่วนที่เป็นเหตุมาก่อน จึงจะสามารถอุเบกขาได้ในทันทีที่รู้รูปทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ

อุเบกขาได้อย่างรวดเร็วราวกับ บุรุษมีตาดีกระพริบตา ฉันนั้น

.............................................................................

[๔๕๔] อานนท์ ภิกษุใดในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปทางตาแล้ว จึงเกิดความชอบใจ เกิดความไม่ชอบใจ และเกิดทั้งความชอบใจและความไม่ชอบใจ ภิกษุนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่าเราเกิดความชอบใจ เกิดความไม่ชอบใจ และเกิดทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจนี้แล้ว ความชอบใจเป็นต้นนั้นถูกปัจจัยปรุงแต่ง เป็นของหยาบ อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ยังมีสิ่งที่ละเอียด ประณีต คือ อุเบกขา ความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ความชอบใจและความไม่ชอบใจนั้น ที่เกิดขึ้นแล้วแก่ภิกษุนั้นจึงดับไป อุเบกขาย่อมดำรงมั่น เปรียบเหมือนบุรุษมีตาดีกระพริบตา แม้ฉันใด ความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ความชอบใจและความไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วแก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมดับไปอย่างเร็วพลันทันที โดยไม่ยากอย่างนี้ อุเบกขาย่อมดำรงมั่น

อานนท์ นี้เราเรียกว่า การเจริญอินทรีย์ในรูปที่พึงรู้แจ้งทางตาอันยอดเยี่ยมในอริยวินัย

ม.อุ.(แปล) ๑๔/๔๕๔/๕๐๕

(การได้ยินเสียงทางหู ดมกลิ่นทางจมูก ลิ้มรสทางลิ้น ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกาย รู้แจ้งธรรมารมณ์ทางใจ ตรัสในทำนองเดียวกัน)