วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม 2555
กราบสวัสดีค่ะครู
เช้านี้ตื่นขึ้นมาหกโมงเช้า ฟ้าสว่างแล้วออกไปวิ่งบนถนนเรียบเขาของโรงแรมจนได้เหงื่ออาบแล้วก็มานั่งยืดเส้นที่ริมสระน้ำ ใจยังห่วงว่ามีพี่ ๆ ที่หนูยังไม่มีจังหวะได้สัมภาษณ์เก็บข้อมูลเพื่อให้ทีมงานเขียน พอเข้าห้องพี่ ๆ ก็อาบน้ำและพร้อมออกมาทานข้าว หนูจึงอาบน้ำทำวัตรเช้าแล้วก็ออกมาตักผัก ๆ มาทาน แล้วก็ได้จังหวะสัมภาษณ์ก่อนขึ้นรถ เป็นภาพที่หลายคนเริ่มคุ้นชิน งานนี้ประเมินกับตนเองเจ้าค่ะว่า
“แม้จะลงแรงไปมาก แต่การที่ได้เพื่อนร่วมทางที่ก้าวเดินไปพร้อมกันเป็นความงดงาม”
ถ้ามองขำ ๆ แบบ R2R ก็คงเป็นการมาสร้างเครือข่ายของ Note taker โดยธรรมชาติค่ะครู ทำไปแล้วค่อยมานึกถึงประโยคนี้ ออกเดินทางจากนครศรีธรรมราชมุ่งสู่สุราชธานี แวะทานอาหารทะเล กุ้ง ปู ตัวใหญ่มากเจ้าค่ะ ด้วยการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ใจดี ตลอดเส้นทาง ในหัวหนูมีการคิดหมุนวนเรื่องงานตลอด โทรประสานโรงพิมพ์บางขอข้อมูลบ้าน พอขึ้นรถก็พยายามตั้งสติทำสมาธิกับตนเอง ช่วยได้มากเลยเจ้าค่ะ หนูใช้ร่างกายหนักมาก ศีลข้อหนึ่งด่างพร้อย แต่ก็ยินดีทำเจ้าค่ะ ด้วยความที่ละเลยการเขียนบันทึกเมื่อคืน ทำให้หาโอกาสในการส่งงานลำบากเพราะเดินทางขึ้นลงและประสานงานตลอดศีลข้อ สี่ขาด แล้วก็ยังมีการแก้ตัวตามมาแสดงถึงความไม่ยอมรับกับตนเองเจ้าค่ะ
ออกจากสุราษธานี ประมาณบ่าย ๆ เหมือนหนูกับทีมงานทำงานกันหนักอยู่ เพราะต้องมีการเจรจาต่อรองบางอย่างเพื่อให้สามารถดึงเงินมาทำงานได้จากบางแห่งทั้งๆที่เป็นก้อนเงินที่ส่งไปให้ทำสื่อ แต่เรื่องนี้หนูขอบายเจ้าค่ะ ให้พี่ ๆ ช่วยกันมองและแก้ไข แต่รับรู้ว่า
“พี่เขาออกแรงไปมาก”
ระหว่างทางนั่งเครื่องจากสุราษฯถึงดอนเมืองหนูตั้งใจทำสมาธิจดจ่อกับพุทโธ ได้ความรู้สึกเบาสบายตลอดการเดินทางชั่วโมงกว่าเหมือนได้พัก การนั่งขัดสมาธิในขณะลงเครื่องทำให้รู้สึกเจ็บมาก ๆ ตรงข้อต่อตลอดขาโดยเฉพาะช่วงเข่าเจ้าค่ะ แต่เป็นท่าที่รู้สึกกับตนเองว่า “ทำให้ผ่อนคลายได้เร็ว”
นั่งแท็กซี่จากดอนเมืองมาสุวรรณภูมิมีเวลารอยต่อ 2 ชั่วโมง พี่กุ๊พาลงมาทานอาหารตรงชั้นหนึ่ง ซึ่งหนูไม่เคยทราบเลยว่ามีอาหารราคาย่อมเยาในสนามบินสุวรรณภูมิ ก็ได้เรียนรู้ ระหว่างรอเครื่องพยายามอัพบันทึกที่ค้างกับตนเองแบบตั้งใจแก้ไข แต่เดินเข้ามา เจออธิบดี ผอ.จากส่วนกลางและ ผอ.ศูนย์ที่หนูทำงานอยู่ รู้สึกประหลาดใจ แต่ก็เข้าไปทักทายตามหน้าที่เจ้าค่ะ แล้วก็นั่งเครื่องกลับขอนแก่นและตั้งใจไปนอนบ้านแม่ ด้วยความเข้าใจผิดของตนเอง
พอครูโทรมาชี้ รู้สึกว่า “หนูกลัวการเป็นเปรต”
ขนาดเป็นคนยังทุกข์ทนขนาดนี้ เป็นเปรตจะย่ำแย่ขนาดไหน
แต่ครูก็ชี้ทางว่า “ถ้าอดทนทำความเพียร เชื่อฟังครู รู้สำนึกอย่างนอบน้อม” จะเป็นทางพ้น
ถ้าครูทิ้งครั้งนี้ หนูจะได้ไปเป็นเปรต กว่าจะสำนึกได้ ก็คงไม่ตายดี ตายอย่างตาเหลือกด้วย คงจะเป็นวิญญาณเปรตมาขอส่วนบุญ แค่เขียนหนูยังรู้สึกขนลุก
ไม่เอาหรอกเจ้าค่ะ ยังไงหนูก็จะขอโอกาสอดทนฝึกฝนจากครู ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม
จิตหนูตีความผิด อีกแล้ว แต่ก็จะเอาใหม่ ทำใหม่ เริ่มใหม่
เพราะทุกขณะคือ การเริ่มใหม่ น้อมคำครูมาสอนใจตน
ระหว่างที่วิ่งภาวนาหลังวางสายจากครู แล้วก็มาทำวัตรเย็น
พอดีพี่อ้อแวะเอาตั๋วเครื่องบินมาให้ เลยได้คุยปรึกษางานด่วนกัน
เพราะวันอาทิตย์หนูต้อง เข้าเมืองนนทบุรีเพื่อไปประชุมกลับขอนแก่นมาวันอังคาร
หนูยอมเหนื่อยเพื่อรักษาสัจจะกับตนเอง
แต่พอรู่ว่า “หนูรับสารผิด ครูไม่ได้ให้เปลี่ยนแปลงเส้นทาง เพียงปรับการเดินทางในอาทิตย์ที่แม่ร่วมทางมาด้วย”
จึงน้อมกับตนเองว่า “เอาใหม่ๆ”เจ้าค่ะ
วันนี้เต็ม 10 ให้ตนเองได้ 6 แม้จะรู้จักออกมาทำงาน แต่ยังแก้ไขตนเองไม่เป็น แถมยังโง่แล้วไม่รู้จักถามครูให้แน่ใจก็เลยพลาดโอกาสการเข้าไปภาวนาที่วัดอีกวัน แต่ก็จะสู้ต่อเจ้าค่ะ หนูโชคดีที่มีครูคอยเตือน จะพยายามรักษาโอกาสให้ได้ ไม่อยากเป็นเหมือนโยมที่ทำผิดพลาดในวันนั้น ระลึกมาสอนตนเองเจ้าค่ะ กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ
ปล.ครูย้ำว่า