ยกย่องให้เทียบเท่าศิลปะแห่งชีวิต

   ขอบันทึกเรื่องวิถีของหมออนามัยต่อไปอีกสักหน่อยเพราะยังระลึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่ผ่านมาการทำงานของสถานีอนามัยเหมือนเป็นศูนย์รวมของหลายๆสิ่ง บางครั้งก็เป็นที่ฝึกงานของแพทย์อินเทิร์น บางครั้งก็นักเรียนสาธารณสุข หรืือแล้วแต่สถาบันต่างๆจะขอมา บางครั้งก็รู้สึกอายกับการต้องดัดแปลงข้าวของเครื่องใช้ที่เราขาดแคลน แต่มีความรับผิดชอบต่อวิชาชีพ ที่ต้องให้คนไข้ของเราปลอดภัยเสมออยู่เหมือนกัน

 ยามว่างก็ต้องมานั่งพันสำลีให้เป็นก้อนกลมๆ. สำหรับใช้ล้างแผล หรือชุบแอลกอฮอล์เช็ดผิวหนังก่อนฉีดยา ผู้เขียนจ้างคนแก่ในหมู่บ้านเหลาทางมะพร้าวให้เรียบ แล้วตัดเป็นท่อนๆยาวสักคืบแล้วนำสำลีมาพันให้มีลักษณะไม้พันสำลี เอาไว้ใช้ทำแผลเล็กน้อย ้เอาผ้าก๊อสมาพันรอบสมุดปกแข็งหลายๆรอบ แล้วใช้มีดบางคมๆ ตัดทั้งสองด้าน ก็จะได้ผืนผ้าก๊อสที่เท่าๆกัน จากนั้นต้องพับริมทั้งสองข้างที่ผ่านการตัดให้เข้าหากัน เพื่อเก็บรอยลุ่ยจากนั้นจะพับขนาดเล็กขนาดใหญ่ ก็ตามอัธยาศัย จินตนาการเอาว่าจะนำไปใช้ประเภทใด ปิดแผลเล็กใหญ่ตามใจชอบ 

ที่สำคัญที่เราไม่ลืมคือ นำของที่เตรียมไว้แล้วดังกล่าว มานึ่งในซึ้ง ใช้ไฟแรง ให้ไอน้ำร้อนผ่านฆ่าเชื้อโรค ไม่รู้หรอกว่าต้องใช้อุณภูมิเท่าไหร่ เพราะไม่มีเครื่องวัด ประมาณเวลาว่าครึ่งชั่วโมง ก็ใช้ได้ จากนั้นดับไฟ แล้วเผยอฝาซึ้งแค่ให้ไอน้ำระเหย และของนึ่งก็จะแห้ง

ผู้เขียนห่อของก่อนนึ่ง แต่หลังจากเสร็จสิ้นขบวนการ ก็นำมาใส่อับสำลี ก๊อส ต่อไป

 อ่านแล้วดูตลกกับวิธีสเตอร์ไรซ์ คือการทำให้ปราศจากเชื้อโรคของผู้เขียนที่เล่ามานี้ แต่ทำไงได้หนอ เหตุการณ์เมื่อสามสิบปีที่ผ่านมา หลายคนอาจยังไม่เกิดด้วยซ้ำ แต่ก็นี่แหละประเทศไทย เหมือนบอกว่าสมัยนั้นต้องรณรงค์สร้างส้วม สร้างแล้วชาวบ้านก็ไม่ยอมใช้อีก นั่นไงหลายคนอาจบอกว่านี่ผู้เขียนกำลังเล่าเรื่องประเทศไทย หรืออินเดียกันแน่ ขอย้ำเรื่องของประเทศไทยค่ะ

อยากจะบอกว่า งานของหมออนามัยเป็นทั้งศาสตร์และศิลปะ มีความคิดค้นวิธีการทำงานตลอดเวลา ศัพท์ทางการแพทย์ที่เราท่องจำได้ทั้งหมด แต่เมื่อต้องมาทำงาน. ก็ต้องคิดคำแปลดัดแปลงคำพูด เพื่อให้ชาวบ้านเข้าใจว่ามันคืออะไร

   งานชุมชน ทำให้เราต้องเจริญเมตตาทั้งให้ตนเอง และผู้อื่นตลอด ยอมรับสิ่งที่เป็นไม่ว่าที่ขาดแคลน หรือพร่องตลอดเวลา จึงยกย่องว่า งานนี้ มีคุณค่าเทียบเท่าศิลปะแห่งชีวิตเลยค่ะ