เมื่อคิดได้ดังนี้ ชลัญก็มาสำรวจสมุดของชลัญ โอ! มันช่างเลอะเทอะจริง สงสัยยางลบ คงน้อยใจ หนีไปต่างประเทศจนไม่คิดจะกลับคืนแล้วมั๊ง บันทึกอะไรไว้มากมายไปหมด คงต้องไปง้อยางลบกลับมาแล้ว ที่คิดได้ตอนนี้คือ “สติ”นั่นเอง คงต้องขอบคุณ “คนบ้านไกล” ที่ได้ ให้คำแนะนำเรื่องการทำสมาธิไว้ ชลัญคงต้องตั้งใจ เพื่อให้ ทั้งสมุด ดินสอ ยางลบ ของชลัญ ทำงานได้อย่างสัมพันธ์กันเสียที

นิทานเรื่อง “สงครามยางลบกับดินสอ”

                วันนี้เป็นอีกวันที่ได้พบกับเพื่อนเกินๆ วิดวะ  ของชลัญ  ช่วงนี้เจอกันบ่อย เพราะเพื่อกำลังจิตตก มันบอก คุยกับชลัญแล้วอาการจิตตกมันมักหาย แบบอยากฆ่าตัวตายแทน  เพราะชลัญมักไม่มีคำปลอบใจที่ใช้ความหวานในคำพูด ให้มันรู้สึกดี  แต่ไม่มีวิธีปฏิบัติให้มันหายจิตตกได้  แต่ชลัญจะออกแนว ดุดันตรงประเด็น คิดได้ก็หายจิตตก  คิดไม่ได้ก็ไปฆ่าตัวตายซะ  ประมาณนั้น  แต่เพื่อนคนนี้มันก็เลือกที่จะมาปรับทุกข์ เพื่อให้ มันเห็นทางสว่างของตัวมันเอง  แต่การมาของเพื่อนทุกครั้งชลัญว่ามันมาสอนมากกว่า แต่งง ว่า มันคิด และ อ่านได้มากมายขนาดนี้ ทำไมยังทุกข์อยู่ เหมือนครั้งนี้ มันก็เอานิทานมาเล่าให้ฟังอีกเรื่องซึ่งมันก็บอกว่าไปจำเขามาอีกที  ชลัญเห็นว่าเรื่องนี้ข้อคิดดีจึงนำมาแบ่งปันค่ะ

                เรื่องสงครามยางลบกับดินสอ

                “มีดินสอกับยางลบเป็นเพื่อนสนิทกันมากไปไหนมักไปด้วยกันเสมอ  มีสมุดบันทึกมากมายที่อยากใช้บริการของทั้งคู่  ต่างก็ได้รับคำชื่นชมตลอดว่า ทั้งคู่ต่างทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ แบบ ดินสอก็เขียนๆๆๆ ยางลบก็ลบๆๆๆ  อยู่มาวันนึ่งทั้งคู่เกิดลำพองในตัวเอง  คิดว่าข้านี่เก่งเจ็ง  ไม่จำเป็นต้องพึ่งพากันแล้ว  ก็เกิดการทะเลาะกันและแยกกันอยู่  ดินสอก็เอาแต่เขียนๆๆๆ เปรอะเปื้อนสมุด ที่ผิดก็ไม่มีใครมาลบให้ ตัวเองก็ได้แต่ขีดฆ่า  สมุดก็ไม่พอใจ  ยางลบก็ได้แต่ลบไปทั่ว จนบางอย่างนั้นสมุดอยากให้คงอยู่ แต่ยางลบดันลบทิ้งไป ซะงั้น แถมตัวยางลบก็ลบมากจนตัวเองเปรอะเปื้อนไปหมด  ทั้งคู่ก็ต่างเริ่มคิดได้ว่า ทำแบบนี้ทำให้  สมุดไม่พอใจ ดินสอจึงเขียนได้น้อยลง   จนแทบจะไม่ได้เขียน   ยางลบก็ลบได้น้อยลง หรือหากได้ลบทีด้วยความที่ตัวเองเปรอะเปื้อนอยู่แล้ว  ก็ทำให้สมุดนั้นเปื้อนไปด้วย  ทั้งคู่จึงเริ่มคิดถึงกันขึ้นมาอีกครั้ง แต่ มันก็สายแล้ว เพราะไม่มีสมุดไหนอยากใช้บริการของดินสอและยางลบคู่นี้เลย”

                เมื่อเพื่อนมันเล่าจบก็ปรบมือให้คนคิดเรื่องนี้แหมมันล้ำลึกจริงๆ  ชักอยากรู้จัก  แหม! มาได้ใจชลัญแท้หนอ.....

                เรื่องนี้ได้ให้ข้อคิดทางธรรมที่ล้ำลึกมาก 

                สมุดเปรียบเหมือนจิต หรือสมอง หรือความทรงจำของเรา  ดินสอเปรียบเสมือนกระบวนการคิดการรู้สึก  ยางลบเปรียบเหมือน การเลือกการคิด การรู้สึกที่จะเก็บไว้ในความทรงจำ  หากทั้งดินสอที่กระบวนการคิดนั้น การรู้สึกนั้น  ทำหน้าที่ของตนเพียงอย่างเดียว  คือบันทึกทั้งหมด ทั้งสุข ทุกข์ ความรู้สึกทุกอย่างก็อยู่เต็มสมอง ไปหมด  จนไม่ว่าทุกข์ ที่ควรลบทิ้งอันไหน หรือหากรู้ก็ลบไม่ได้ เพราะไม่มียางลบ ได้เพียงขีดฆ่า แต่กระนั้นมันก็ยังอยู่ในความทรงจำอยู่ดี  วันดีคือดีกลับไปนึกถึงก็กลับมาทุกข์อีก  ส่วนยางลบคือลบมั่วไปหมด จนลบผิดลบถูก  บางครั้งเผลอไปลบแต่ความสุขออกไป อีกทั้งตัวเองที่เปรอะเปื้อนก็ทำให้ความสุขมัวหมอง แทบจะมองไม่เห็นความสุขในชีวิต   ดังนั้น หากทั้งดินสอ และยางลบจะสามารถทำงานได้อย่างประสานกัน ดินสอรู้ที่จะบันทึกอะไรลงไปในความทรงจำ และยางลบก็รู้ว่าควรลบอะไรออกจากความทรงจำของเราแล้ว  จิตของเราก็ไม่ถูกปรุงแต่งมาก  จำในสิ่งที่ควรจำ ลืมในสิ่งที่ควรลืม  นี่ไงเราถึงจะพบกับแสงสว่างแห่งความสุข ที่เต็มไปด้วยความทรงจำที่สวยงาม  ไม่มีการปรุงแต่งที่จะทำให้เราทุกข์มากมาย  อีกต่อไป

                เมื่อคิดได้ดังนี้  ชลัญก็มาสำรวจสมุดของชลัญ โอ! มันช่างเลอะเทอะจริง  สงสัยยางลบ คงน้อยใจ หนีไปต่างประเทศจนไม่คิดจะกลับคืนแล้วมั๊ง  บันทึกอะไรไว้มากมายไปหมด  คงต้องไปง้อยางลบกลับมาแล้ว  ที่คิดได้ตอนนี้คือ “สติ”นั่นเอง  คงต้องขอบคุณ “คนบ้านไกล” ที่ได้ ให้คำแนะนำเรื่องการทำสมาธิไว้   ชลัญคงต้องตั้งใจ เพื่อให้ ทั้งสมุด ดินสอ ยางลบ ของชลัญ ทำงานได้อย่างสัมพันธ์กันเสียที 

                แล้วสมุดของคุณล่ะ  ใช้บริการดินสอ หรือยางลบมากกว่ากัน  อย่าบอกนะว่าใช้ ปากกากับลิขิตเปเปอร์  อิอิ

 

ชลัญธร   ตรียมณีรัตน์