“ ทุกข์!!!! มันเกิดขึ้นได้ยังงัย!!!??? มันก็เกิดขึ้นในใจเรานั้นแหละ มองให้เห็น...... ถ้าทำ “ใจ” ให้มัน “สงบ” มันก็ไม่เป็นทุกข์แล้ว.......” หลักธรรม ง่ายๆสั้น ทำไมเราถึงลืมมัน
ชื่อบันทึกแต่ละบท ผมพยายามปรับให้ท่านผู้ชมได้พบกับความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น (อย่างผม) กึ๋ยยยย!!!!
จริงๆนะครับ “มืออาชีพ” ผู้ปฏิบัติธรรม เขามาปฏิบัติเพื่อให้เห็น “ทุกข์” เพื่อที่จะไม่ต้องหนีมัน...... ถ้าไม่เห็น ไม่รู้จัก “ทุกข์” แล้วจะหาเหตุแห่ง “ทุกข์” ได้อย่างไร หลวงพ่อชาเคยกล่าว
ไม่ใช่เรื่องสนุก ฝึกให้เห็น “ทุกข์” แต่สุดท้ายจะเห็น “สุข” ที่มากกว่า “สุข” ใดๆ ......... [พยายามอธิบายให้ จนท. ที่ สารบรรณภาคฯ ฟังมาอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ยังไม่มีใครเข้าใจ ....อื่มมม!!!... รู้สึกเหมือนตัวเองพูดกับกำแพงนิรภัยความหนา Infinity ...... งง!!! “Ajarn... พูดภาษาอะไร”..............งง!!! ^&%$^!!!?? ผมบอกตัวเองว่า ปัจจัตตัง!!! ท่องเอาไว้ มันเป็น ปัจจัตตัง!!! แล้วเดินจากไป.......]
ขาดอีกวันก็ครบเดือนกับเหตุการณ์ที่ทำให้ผมสับสน และเป็นทุกข์ สติ “หลุด” จากข้อปฏิบัติที่ผมพยายามฝึกให้เคยชิน โดยไม่รู้ตัว หลงอยู่กับความคิดที่จะแก้ปัญหาที่ยากจะเป็นจริง คำที่ครูบาอาจารย์ ทั้งหลวงปู่ อาจารย์อมรา และพี่ๆ เคยสอนผมไว้กลับไม่นึกถึง (อันนี้ยิ่งกว่าบันทึกที่ว่า “สอบตก” ของคุณปริมเสียอีก!! เมื่อวานกับบททดสอบ...ที่ฉันสอบตก... ) ผมความรู้สึกว่าจะรับเรื่องราวต่างๆไม่ไหวแต่พูดคุยกับใครไม่ได้ ในใจก็คิดแต่ว่าอีกไม่กี่วันก็ถึงวันหยุดยาว เดือนสิงหาคมแล้ว เดี๋ยวก็ได้หนีหลบหน้าผู้คนกลับไปทบทวน สร้างกำลังใจขึ้นมาอีกรอบที่วัดก็ได้ ไปขอเติมกำลังภายในจากครูบาอาจารย์หลังจากไม่ได้พบท่านมานาน
เช้าวันทำงานปกติวันหนึ่ง ผมตื่นแต่เช้าเข้าอาบน้ำ สระผมตามปกติ ใจก็แวบคิดไปเห็นมโนภาพที่ตนเองกำลังก้มลงกราบหลวงปู่อยู่ ทันทีนั้น ไม่ทราบว่าเกิดกลไกอะไรขึ้น ผมถึงกับน้ำตาไหล สะอื้นไห้..... ถึงกับทรุดตัวลงนั่ง เหมือนคนหมดอาลัย (สงสัยสมัยก่อนผมจะดู MV มากไปหน่อย เลยคิดว่าตัวเองกำลังแสดงเป็นพระเอก MV เพลงรัก อกหัก อะไรประมาณนั้นอยู่.......หุหุ.....)
ผมเลยรับรู้ว่าจิตใจเราไม่พร้อมที่จะทำงานแล้ว......ถ้ามีอะไรมากระทบจิตใจผมตอนนี้คงต้องบังคับไม่ให้ “หลุด” ให้ได้
พอถึงวันหยุดผมก็มีโอกาสเข้าไปฝึกปฏิบัติที่วัดด้วยจิตใจ ที่ในขณะนั้นได้เข้าป่าเข้าดง หลงทางไปแล้ว ช่วงเช้าผมเข้ากราบหลวงปู่แต่ก็ไม่มีโอกาสสนทนาอะไรกัน ระหว่างวันผมก็สะเปะสะปะภาวนาไม่เป็นเรื่อง
พอตกเย็นผมนั่งพักอยู่ที่ศาลาโรงครัว ไม่รู้ว่าหลวงปู่เดินมาจากไหน เดินเข้ามาที่โรงครัว หลวงปู่ก็ใช้ไม้เท้าปลายเป็นลูกยางสีดำ ถูๆกับเสาปูนโรงครัว ซึ่งตอนแรกผมคิดว่าท่านกำลังทำความสะอาดปลายไม้เท้าที่เปื้อนดินโคนที่ติดมา ถูๆเสร็จหลวงปู่ก็เดินมาทางผม ขณะที่อยู่ลำพังกับหลวงปู่ผมก็เอ่ยกับท่านเป็นภาษาอีสานว่า
“ หลวงปู....ทำไมมันเหนื่อย...”ใจ” ......มากเลยครับ...... หลวงปู่“
“ มันเหนื่อยใจ.....บ่เหนื่อยกาย.....เบาะ(หรือ)” หลวงปู่ถามขึ้นแบบไม่ต้องการคำตอบ แล้วท่านก็เดินอ้อมไปทางห้องครัวไม่อยู่สนทนาถามไถ่กับผมต่อ..........(ผมคิดในใจว่าทำไมหลวงปู่ไม่ตอบ.....ในสิ่งที่ผมติดอยู่ในใจเลยหนอ)
“......(แว่วเสียงหลวงปู่ผมฟังไม่ขถัด......จับคำได้แค่)......ไปเดินจงกรม...........” หลวงปู่ก็เดินจากไป
ผมตอนนั้นได้แต่สงสัยว่าทำไมหลวงปู่ไม่ชี้แนะอะไรผมเลย........ แล้วผมก็นั่งอยู่เฉยๆไม่ทำอะไร.................
ไม่นานหลวงปู่ก็เดินกลับมา ยืนที่เสาปูน ท่านก็เอามือขัดเสาปูนแล้วก็พูดกับผมที่นั่งตรงนั้นว่า
“เสามู่นี่(เหล่านี้)..... บ่มีไผ(ใคร)...... ทำความสะอาดตั้งแต่สร้างศาลาเสร็จ..........” หลวงปู่ก็ถูๆขัดๆ พยายามเอาดินทรายที่ติดกับเสาปูนสำเร็จรูปนั้นออก
ผมเห็นหลวงปู่ทำงาน ผมก็รีบวิ่งไปเอาไม้กวาดว่าจะมาช่วย ปัดเศษดินที่ติดที่เสา .......ปัดไม่ออก......มันเป็นดินเหนียวที่แห้งติดเสา.....ผมหันมาอีกทีหลวงปู่ก็ไปหยิบเอาพองน้ำแห้งๆมา ช่วยขัดเสาต้นถัดไป หลวงปู่ยืนขัดต้นหนึ่ง ผมขัดอีกต้นหนึ่ง แล้วผมก็ข้ามไปปัด ขัดเสาต้นตรงกลางอีกต้น.....(เป็นอันครบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์.........อิอิ) ผมก็วนเวียนทำความสะอาดเสาปูนทั้งสามต้นนั้นแหละ (จริงๆแล้วในใจผมก็คิดว่า เสามันก็ไม่ถึงกับสกปรกมากเลยนะครับ.......)
สักพักหลวงปู่ก็บอกว่า “พอละ หละ..(พอแล้วละ)........” แล้วก็เดินจากไป.....................

ผมเดินมาเล่าเหตุการณ์ว่า ผมฟ้องหลวงปู่ถึงความในใจของผม ให้พี่ผมฟัง แล้ก็ฟ้องว่าหลวงปู่ไม่ยอมตอบผม...
พี่ผมถามคืน.......” รู้ไหมว่าหลวงปู่สอนอะไร?? “
ผมงง!!!!! ไม่เข้าใจ!!
พี่ผมอธิบายต่อ...... “ใจเมื่อมันยังไม่นิ่ง หลวงปู่ก็อยากให้เราเอาสติไปจดจ่อก็งานที่ทำแทน.....คุณน้อง...เข้าใจหรือยัง?? ท่านก็สอนเจ้...อย่างงี้เหมือนกัน” ผมนึกถึงประโยคที่หลวงพี่ “สวิต” พูดได้ขึ้นทันที “ทำงานทุกชนิด...ให้จิตว่าง”..........นี่เองทำไมหลวงปู่ถึงจะพาผมขัดเสาตั้งแต่แรก.......จิตเรามันสับสน....ทำไมเราไม่ทำให้มันสงบ “หางานให้....จิตทำซะ” (พี่ผมชอบพูดประโยคนี้เสมอ)...................นี่ก็เป็นวิธีสั่งสอนศิษย์ของครูบาอาจารย์อย่างหนึ่ง
พอตกค่ำ.....เราก็ทำวัตรเย็น ประมาณ ทุ่มตรง หลวงพี่เป็นคนพาทำวัตร หลวงปู่บอกสวดไม่ไหวแล้ว ลมมันไม่ถึงบทสวดท่อนยาวๆ แต่หลวงปู่จะนั่งคอยฟังอยู่ข้างๆศาลา คอยกำกับให้ทั่งพระ ทั่งญาติโยม สวดเสียงดังๆ ......
พอทำวัตรเสร็จ หลวงปู่ก็เริ่มเทศน์ (หลวงปู่ชอบบอกว่านี่ไม่ใช่การเทศน์นะ หลวงปู่ไม่เทศน์แล้ว นี่เป็นการพูดคุยกันตามปกติธรรมดา)
ประโยคแรกที่หลวงปู่พูดขึ้นลอยๆกับญาติโยมที่อยู่ในศาลาวัด...ก็คือ.....
“ ทุกข์!!!! มันเกิดขึ้นได้ยังงัย!!!??? มันก็เกิดขึ้นในใจเรานั้นแหละ มองให้เห็น...... ถ้าทำ “ใจ” ให้มัน “สงบ” มันก็ไม่เป็นทุกข์แล้ว.......” หลักธรรม ง่ายๆสั้น ทำไมเราถึงลืมมัน
“ วางใจกลางๆ......... ไม่ทุกข์-ไม่สุข ไม่รัก-ไม่เกลียด ได้ไหม? มัชฌิมา.......เป็นกลางๆ ว่างๆ ทำได้ไหม???”
“ สุขก็ไม่เอา—ทุกข์ก็ไม่เอา ” หลวงปู่ย้ำ
ผมนั่งหลับตาฟังอย่างสงบ ก็น้ำตาไหลเป็นเขื่อนแตกเลยครับ.....พี่น้อง มาพร้อมน้ำมูกเป็นทางเลย กึ๋ยยยย!!!!..... (ตอนนี้ผมถึงเข้าใจว่าทำไมหลวงปู่ไม่พูดอะไรกับผมเมื่อตอนเย็น........ถ้าหลวงปู่ชักถามผมตอนที่อยู่ในครัวนั้น ผมคงคุยอะไรกับท่านไม่รู้เรื่อง น้ำตาแตกระเบิดแน่ๆ....แถมยังเสีย look .”ด็อกเตอร์” อีก......อิอิ) ผมยังมีฟอร์มครับ....พี่น้อง คืนนั้น ไม่มีใครเห็นผมเล่น MV เพราะผมนั่งหน้าสุด ถัดจากพระ และหันหลังให้ญาติโยมทั้งหลาย หลบเช็ดน้ำมูก น้ำตาโดยคาดว่าไม่มีใครได้ทันสังเกต........
ที่เอาเรื่องมาเล่าได้เพราะตอนนี้ .....สติคงพอจะพาจิตใจไปกันได้บ้างแล้ว......... เรื่อง ”ขายหน้า” สำหรับ “มือใหม่” อย่างผมคงจะมีอีกเยอะ......... (แต่”ขาย” บ่อยๆ อันนี้คงไม่ดีเป็นแน่แท้จริงไหมครับ ^@-!-@^ เดี๋ยวจะทำให้ผู้อื่นหมด.....ศรัทธาในการปฏิบัติธรรมกันหมด )
สวัสดียามดึกค่ะ
มาแอบดูคนทำ MV ด้วยคนค่ะ...;)
ที่น้ำตาไหลเพราะปิติหรือเปล่าคะอาจารย์ ปริมไม่เคยปฏิบัติจนน้ำตาไหลค่ะ แต่จะเป็นตอนอ่านพระไตรปิฏก พระธรรมบท ถึงคราวที่พระพุทธเจ้าทรงเมตตาใครขึ้นมา น้ำตาปริมไหลก่อนคนรับเมตตาจากพระองค์อีก
ชื่นชมความตั้งใจจริงค่ะ ถ้าว่างจากการขัดเสามาเขียนเรื่องเล่าให้พวกเราอ่านนะคะ
ขอบคุณค่ะ :)
ปล. ขอความกรุณาเรียกปริมเฉยๆ ได้ไหมคะ น้องปริมก็ได้ดูน่ารักดีค่ะ แต่อาจารย์ปริมอ่านแล้วเขินค่ะ หยุดสอนไปสิบกว่าปีแล้ว ขอบคุณค่ะ ;)
แก้ไขให้แล้วนะครับ คุณปริม
MV ที่ผมทำคงไม่ใช่ปีติครับ เป็น MV เพลง "อึดอัด" ครับ
แต่ที่คุณปริมกล่าวถึง ผมคิดว่านั้นถึงเป็น ปีติครับ
ขอบคุณครับ และยินดีอีกครั้งกับรางวัลอันทรงคุณค่าที่ได้รับ......:):)
กัลยาณมิตรเราไม่นอนกันหรือไรครับ
K ชลัญ เข้าใจยกตัวอย่าง บอกถึงเพลง MV ทำให้ผมผวาว่าคิดถูก หรือคิดผิดมาลงบันทึกเรื่องนี้........อ้าาาาวววว สิเป็นทุกข์อีกละ สู!!!
Good Night Krab
แวะเข้ามาอ่านด้วยคนครับ ได้ประโยชน์มาก
คุณวิชญธรรมค่ะ..ขอบคุณมากได้ข้อคิด เตือนตน.. เริ่มต้นเช้าวันทำงานค่ะ อืมม์..สอน...ไปภาวนาไป คงจะได้เช่นกันใช่ไหม๊ค่ะ?? :-))
ขอบคุณครับ...ที่แวะมาทักทาย
นึกว่าใครมานั่งยิ้มให้ดูแต่เช้าาาาา
"สอน...ไปภาวนาไป คงจะได้เช่นกันใช่ไหม๊คะ?? :-))" ...........อันนี้......น่าสนใจครับ
อาจารย์ ศิลา พิจารณาได้ตรงประเด็นมากครับ......
ผมหวังว่าต่อไปผมคงจะไม่ทำให้ครูบาอาจารย์ที่สอนผมมาเสียชื่อ.......นะครับ
ขอบคุณครับ
Aj ขจิต ครับ ลองมาปฏิบัติธรรมสัก 2-3 วันที่วัดดีไหมครับ...... ผมอาสาทำ MV แล้วให้อาจารย์เป็นพระเอก
เป้าหมายผลสัมฤิทธิ์ : รางวัล "คนึงสุดสุด" 55555
ยินดีอย่างยิ่งครับ ใส่คำสำคัญว่า Happy Ba เพิ่มแล้วนะครับ
ขอบคุณครับที่ให้โอกาสได้มีส่วนร่วม...... อย่างที่บอกนะครับ ขออยู่ "แผนกตามน้ำ" ไปก่อนนะครับ>>>> ผมขอเป็นกำลังใจร่วมด้วยช่วยทั้งผลัก และทั้งดันกัน นะครับ เพื่อ Happy Ba
ขอบคุณค่ะที่ร่วมด้วยช่วยกัน
ดีใจที่ได้มาอ่านเรื่องการปฏิบัติธรรมจากประสบการณ์ตรง ให้แง่คิด ข้อคิด ที่ช่วยให้การใช้ชีวิตมีความสุขมากขึ้นได้อย่างไม่ต้องเสียทรัพย์ ไม่ต้องแสวงหาสิ่งนอกกาย แต่ต้องใช้ศรัทธาและความเพียรสูงจึงจะสามารถได้อริยทรัพย์นี้
ขออนุโมทนาค่ะ