การพัฒนาทักษะการพูด ถ่ายทอดจากประสบการณ์จริงของผู้เขียน

        เป็นวิทยากรสอนในบริษัทกับครูในโรงเรียน เหมือนกันหรือเปล่า ?

       จากชีวิตการทำงานที่คลุกคลีกับการพัฒนาคน ในบริษัทเอกชนมาตั้งแต่ปี 2542 นี่ทำให้ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับเทคนิคต่างในการจัดเครื่องมือการฝึกอบรมและเครื่องมือในการพัฒนาคนที่ไม่ใช้การฝึกอบรมหรือภาษาฝรั่งเขาเรียน Non – Training เยอะมาก และก็อยากนำเสนอต่อทุกท่านเพื่อตอบโจทย์แรงจูงใจส่วนตัวเมื่อตอนเริ่มเขียนเรื่องนี้ ซึ่งมาจากคำถามที่เพื่อนร่วมงานหลายคนมาสอบถามและขอคำแนะนำจากผมว่า ได้รับโจทย์จากผู้บริหารให้มาพัฒนาน้องๆในทีมเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่ก็ยังไม่รู้จะเริ่มยังไง มันติดประเด็นตรงที่ พูดไม่ค่อยเก่งแต่รักหมดใจนี่แหละทำไงดี ?

      ใจเย็นๆ ใจลุ่ม ๆ เหมือนน้ำฝนในตุ่มตอนหน้าหนาว..(เย็นเจี๊ยบ) ก่อนครับพี่ เมื่อตะกี้ที่พี่พูดคิดว่าผมฟังพี่รู้เรื่องไหม ?

      ก็พูดภาษาคน น่าจะรู้เรื่องน่ะ แล้วรู้เรื่องไหมหล่ะ ?

     รู้สิครับเข้าใจด้วยว่าพี่ต้องการสื่ออะไร พี่พูดกับผม ผมยังฟังรู้เรื่องเลยแล้วถ้าพูดกับลูกน้อง ซึ่งคลุกคลีกับพี่มากกว่าผมคิดว่าน่าจะรู้เรื่องและเข้าใจได้เร็วกว่าน่ะครับ จริงๆแล้วถ้อยคำที่สอนแนะน้องๆนี่ ก็ใช้ภาษาคน ภาษาง่ายๆเหมือนคุยกับผมนี่แหละ ไม่ต้องใช้ภาษาเทพหรอก

     แต่มีปัญหาการยอมรับน่ะสิ บางคนคิดว่าพี่ไม่เก่งหรือเขาเก่งกว่าพี่

    หนทางหมื่นลี้ เริ่มต้นที่ก้าวแรก ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การสื่อสารของพี่หรอกครับ อยู่ที่ความเข้าใจหรือกรอบความคิดหรือ Mind set ของพี่ต่างหาก ผมขออธิบายเผื่อทุกท่านดังนี้น่ะครับ

      เรื่องนี้ผมได้เรียนรู้เมื่อผ่านการทำงานในภาคฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรมาไม่ต่ำกว่า 5 ปีแล้ว เริ่มต้นตั้งแต่เรียนจบรามฯ ผมก็เข้าทำงานในสายบริษัทประกันชีวิตและธุรกิจเครือข่าย ฉะนั้นบทบาทส่วนใหญ่ก็จะเป็นวิทยากร พิธีกรในงานอบรมสายตัวแทนและสมาชิก พออบรมเสร็จในภาคการทำงานจริงก็จะมีแม่ทีมหรือหัวหน้าทีมเป็นคนคอยสนับสนุนและให้คำแนะนำในการทำงานอีกที การบรรยายของเราก็จะไม่มีอะไรมาก เป็นเรื่องเดิมๆเสียส่วนใหญ่ เช่น แบบกรมธรรม์ อัตราการจ่ายผลตอบแทนหรือแผนการตลาด ทำความเข้ารายละเอียดเติมมุกหรือลูกล่อลูกชนเข้าไปบ้าง ก็พอไปได้ ไอ้ลูกล่อลูกชนนี่ไม่ต้องไปหาจากไหนไกลหรอกครับ เลียนๆเอาจากรุ่นพี่ๆนั่นแหละ ครูพักรักจำว่าง่ายๆ

      แต่เมื่อได้มีโอกาสทำงานในสายการพัฒนาพนักงานภายในแล้ว จึงได้เรียนรู้หลักสำคัญที่ว่า

     “วิทยากรภายในองค์กร กับครูหรืออาจารย์ในโรงเรียนนั้น บทบาทหน้าที่ต่างกันมากทีดียว”

       การจะพัฒนาคนในวัยทำงานนั้น เราจะต้องเรียนรู้ก่อนว่า คนในวัยผู้ใหญ่กับเด็กนักเรียนนั้น มีวิธีการเรียนรู้ที่ต่างกัน

       ประเด็นสำคัญแรกที่ต้องทำความเข้าใจกันก่อน คือ ลักษณะธรรมชาติในการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ กับเด็กๆ นั้นมีความแตกต่าง ที่พอสรุปเป็นข้อ ๆ ได้ดังนี้

        1. ผู้ใหญ่ต้องการรู้เหตุผลในการเรียนรู้ และ ผู้ใหญ่จะเรียนรู้ต่อเมื่อเขาต้องการจะเรียน 

        เนื่องจากผู้ใหญ่นั้นเข้าใจตนเอง และรู้ว่าตนเองมีความรับผิดชอบต่อผลของการตัดสินใจของตนเองได้ ก่อนการเรียนรู้ผู้ใหญ่ มักต้องการจะรู้ว่า เพราะเหตุใดหรือทำไมเขาจึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ เขาจะได้รับ ประโยชน์อะไร จากการเรียนรู้ และจะเสียประโยชน์อะไรบ้างถ้าไม่ได้เรียนรู้สิ่งเหล่านั้น

       ดังนั้นก่อนที่จะบรรยายหรือให้ความรู้แก่คนในวันทำงาน ท่านจะต้องเรียบเรียงให้ชัดถ้อย ชัดคำและฟังแล้วเข้าใจง่ายๆ ครับ ว่าถ้าเขาเรียนรู้เรื่องนี้แล้ว เขาจะได้ประโยชน์อะไร หรือถ้าไม่เรียนแล้วจะเสียโอกาสอะไรบ้าง

        2. ในการเรียนรู้ผู้ใหญ่ต้องการเป็นอย่างมากที่จะชี้นำตนเองมากกว่าจะให้ผู้สอน มาชี้นำหรือควบคุมเขา

        ผู้ใหญ่อยากที่จะเรียนรู้ด้วยตนเองมากกว่า และด้วยการเรียนรู้มีลักษณะเป็นการแนะแนวมากกว่า การสอน ดังนั้น บทบาทของ ผู้สอนควรจะเป็นการเข้าไปมีส่วนร่วมกับผู้เรียนในกระบวนการค้นหาความจริง หรือที่เรียกว่าผู้อำนวย ความสะดวก ในการเรียนรู้ (Facilitator) มากกว่าที่จะเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ของตนไปยังผู้เรียน นอกจากนั้น บทบาทของผู้อำนวยความสะดวกในการ เรียนรู้ควรจะต้องเป็นผู้สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ ด้วยการยอมรับฟังและยอมรับในการแสดงออก ทัศนคติและความรู้สึกนึกคิด จะสอนเอาชี้ถูกชี้ผิดและถือไม้เรียวเหมือน ครูวันเพ็ญหรือครูไสว เหมือนตอนเรียนประถมมัธยมไม่ได้เด็ดขาด

        ประเด็นนี้สรรนามที่ใช้ต่อผู้เรียน สำคัญมากครับ อย่าใช้สรรพนามที่มีฟังแล้วรู้สึกไม่ให้เกียรติเขาเด็ดขาด ถ้ามีถ้อยคำที่ฟังดูไม่เกียรติผู้ใหญ่จะสร้างกำแพงปิดก้นวิทยากรทันที

        เทคนิคที่ผมใช้ตลอดก็คือ การเริ่มบรรยายทุกหลักสูตรแม้จะมีผู้เรียนที่มีประสบการณ์สูงกว่า อาวุโสสูงกว่า ผมจะขึ้นต้นด้วยประโยคที่ว่า “วันนี้ผมไม่ได้มาสอนท่านน่ะครับ แต่ผมจะมาเสริมท่าน หมายถึงเรื่องนี้ท่านมีภูมิความรู้มาอยู่แล้ว ผมเพียงแต่มาเสริมท่านให้มีมุมมองที่ชัดเจนขึ้นเท่านั้น”

        3.   ประสบการณ์ชีวิตมีผลกระทบต่อการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ ข้อแตกต่างในการเรียนรู้ที่สำคัญระหว่างผู้ใหญ่กับเด็กอย่างหนึ่งก็คือ ผู้ใหญ่มีประสบการณ์มากกว่า ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งข้อดีและข้อเสีย ทั้งนี้ เพราะวิธีการเรียนรู้เบื้องต้นของผู้ใหญ่ คือ การวิเคราะห์และค้นหา ความจริงจากประสบการณ์    ควรจะคำนึงถึงทั้งในด้านของความแตกต่าง ระหว่างบุคคลของผู้ใหญ่ และควรจะอาศัยข้อดีของการมีประสบการณ์ของผู้ใหญ่ และทำให้ประสบการณ์นั้นมีคุณค่าโดยการ ใช้เทคนิคฝึกอบรมต่างๆ ซึ่งเน้นการเรียนรู้โดยอาศัยประสบการณ์ (Experiential techniques) ทำให้ผู้เรียนได้มีโอกาส ผสมผสานความรู้ใหม่กับประสบการณ์เดิมที่มีอยู่ ทำให้การเรียนรู้ที่ได้รับใหม่นั้นมีความหมายเพิ่มเติมขึ้นอีก อาทิเช่น อภิปรายกลุ่ม ระดมความคิดเห็น  กิจกรรมการแก้ปัญหา กรณีศึกษา และเทคนิคการฝึกอบรมโดยอาศัยกระบวนการกลุ่มต่างๆ

       เป็นเทคนิคที่เป็นหัวใจเลยครับ การออกแบบหลักสูตร เรื่องนี้ปรับกรอบความคิด (Mind set) ผมไปตลอดการจากช่วง 5-6 ปีแรกที่ทำงานด้านฝึกอบรมครับ ดังนั้นวิทยากรที่เก่งในความรู้สึกของผมในปัจจุบัน คือคนที่สามารถออกแบบกระบวนการเรียนรู้โดยอาศัยประสบการณ์ (Experiential techniques) ออกมาได้อย่างมีบรรยากาศที่ดีและเหมาะกับเนื้อหาการเรียนรู้ที่สุด

          4. เด็กมีแนวโน้มที่จะเรียนรู้โดยอาศัยเนื้อหาวิชาและมองการเรียนรู้ในลักษณะเอง การแสวงหาความรู้จากเนื้อหาสาระ ของวิชาใดวิชาหนึ่งโดยตรง แต่สำหรับผู้ใหญ่ การเรียนรู้จะมุ่งไปที่ชีวิตประจำวัน หรือเน้นที่งาน หรือการ แก้ปัญหา เสียมากกว่า นั่นคือ ผู้ใหญ่จะยอมรับและสนใจกิจกรรมการเรียนรู้ของเขา หากเขาเชื่อและเห็นว่า การเรียนรู้นั้น ๆ จะช่วยให้เขาทำงานได้ดีขึ้น หรือช่วยแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันฃองเขา

         ดังนั้น การจัดหลักสูตรเพื่อการเรียนการสอน ผู้ใหญ่จึงควรจะอาศัยสถานการณ์ต่าง ๆ รอบตัวของเขา และเป็นการเพิ่มความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ ซึ่งมีส่วนช่วยในการแก้ปัญหา ในชีวิตจริงของเขานั่นเอง อย่านำเรื่องที่ไกลตัวเขานำมาเป็นหัวข้อ โครงการหรือหลักสูตรฝึกอบรมเด็ดขาด

         5. ผู้ใหญ่จะเรียนรู้ได้ดีในบรรยากาศที่มีการอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ทั้งทางกายภาพ เช่น การจัดแสงสว่าง และ อุณหภูมิของห้องให้พอเหมาะ มีการจัดที่นั่งที่เอื้อต่อการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน หรือระหว่างผู้เรียนด้วยกันได้สะดวก และมีบรรยากาศของการยอมรับในความแตกต่างในทางความคิด และประสบการณ์ที่แตกต่างกันของแต่ละคน มีความเคารพซึ่งกัน และกัน มีอิสรภาพและการสนับสนุนให้มีการแสดงออก และมีความเป็นกันเอง มากกว่าบังคับด้วย

         คำพูด คำถามที่ผมมักใช้เสมอเวลาบรรยายจะมีลักษณะชี้ชวน ชื่นชม และส่งเสริมให้มีการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นเยอะๆ ไม่มีใครถูกที่สุด ไม่มีความเห็นใดผิดที่สุด และทำให้รู้สึกว่า การแสดงความคิดเห็นเป็นเรื่องที่มีเกียรติมาก

         ผมเข้าไปทำงานฝึกอบรมในองค์กรแห่งหนึ่งเมื่อ ปี.2549 และเจอคู่มือเก่าๆ เกี่ยวกับการเป็นวิทยากรเล่มหนึ่ง เป็นหลักสูตรก้าวสู่การเป็นวิทยากร(Train for the Trainer) ของ ท่านอาจารย์ ดร.ทนง ทองเต็ม ซึ่งรุ่นพี่ๆเขาเคยจัดอบรมก่อนที่ผมจะเข้าไปทำงานประมาณ 3 ปี พอหยิบเอาคู่มือมานั้นมาอ่านก็พบเนื้อหาในเรื่อง จิตวิทยาการเรียนรู้ของผู้ใหญ่อยู่หน้าแรกๆของ ทีแรกผมไม่ได้สนใจอะไรมากครับ แต่ยิ่งทำงานยิ่งสังเกตว่า มันช่างตรงกับที่ท่านอาจารย์ทำเนื้อหามาจริงๆ ผมจึงใช้หลักนี้เป็นแนวทางในการทำงานตลอดมา

         หลังจากนั้นมาอีกประมาณ 4 ปี ผมมีโอกาสพบเจอตัวเป็นๆ ของท่านอาจารย์ ดร.ทนง ทองเต็ม และได้เรียนเชิญท่านมาสอนหลักสูตรวิทยากรภายในที่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี องค์กรที่ผมสังกัด จึงต้องเรียนขอบคุณสำหรับการที่ท่านให้โอกาสเป็นลูกศิษย์ผ่านคู่มือและการฝึกสอนจริงๆจากท่าน

         โอกาสต่อไป ผมจะนำประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องจิตวิทยาการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ที่ได้จากประสบการณ์ตรง ในการลองผิดลองถูกมาแบ่งปันท่านแล้วกันน่ะครับ เผื่อท่านอาจจะไม่ต้องลอง แต่ใช้ได้เลย..

 

         สวัสดีครับ