๓. การพิจาณาความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงของวงจรปัจจัยเหตุต่าง ๆ ที่เป็นไปในลักษณะของเรื่องอดีต (เหตุ) ปัจจุบัน (ผลและเหตุ) และอนาคต (ผล) เรียกว่า หลักไตรวัฏฏ์แห่งเศรษฐกิจ สามารถแยกองค์ประกอบพิจารณาเป็นช่วง ๆ ละ ๔ ได้ทุกตอน ดังนี้

     ๓.๑  อดีตเหตุ ๔        =  ความต้องการ  การสนองตอบ  การสะสมความมั่งคั่ง  การเก็งกำไร

     ๓.๒  ปัจจุบันผล ๔     =  ราคา  การแลกเปลี่ยน     เงิน   =   วิกฤติเศรษฐกิจ (ล้มละลาย, ตกงาน)

     ๓.๓  ปัจจุบันเหตุ ๔    =  ความต้องการ  การสนองตอบ  การสะสมความมั่งคั่ง  การเก็งกำไร

     ๓.๔  อนาคตผล ๔     =  ราคา  การแลกเปลี่ยน    เงิน    =   วิกฤติเศรษฐกิจ (ล้มละลาย, ตกงาน)

       

           จากคำอธิบายที่แยกองค์ประกอบพิจารณาเป็นช่วงดังกล่าว สามารถแยกองค์ ๘ (ความต้องการ การสนองตอบ ราคา (เทียบสัมพัทธ์) การแลกเปลี่ยน เงิน การสะสมความมั่งคั่ง การเก็งกำไร และวิกฤติเศรษฐกิจ) ของอิทัปปัจจยตาแห่งเศรษฐกิจ ตามหน้าที่ของมันในวงจรเป็น ๓ พวก เรียกว่า ไตรวัฏฏ์แห่งเศรษฐกิจ หรือ กระแสสายธารแห่งการดำเนินไปในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ คือ

 

               ๑.) ความต้องการ  การสะสมความมั่งคั่ง  เป็น  กิเลส  คือ ตัวสาเหตุหลักผลักดันให้คิดกระทำการต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

 

               ๒.) การสนองตอบ  การเก็งกำไร  เป็น  กรรม  คือ กระบวนการกระทำทั้งหลายที่ทำให้กระแสสายธารของกระบวนการกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นไปในลักษณะของรูปแบบต่าง ๆ

 

               ๓.) ราคา  การแลกเปลี่ยน  เงิน  เป็น  วิบาก  คือ  สภาพของเศรษฐกิจที่เป็นผลแห่งการกระทำอันน้อมนำไปสู่ วิกฤติเศรษฐกิจ (ล้มละลายและตกงาน) และกลับมาเป็นปัจจัยเหตุเสริมสร้าง “กิเลส” ให้หมุนเวียนต่อไปอีก

 

         วงจรทั้ง ๓ นี้ จะหมุนเวียนเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงเป็นปัจจัยเกื้อหนุนซึ่งกันและกันทำให้วงจรแห่งกระแสสายธารของการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจดำเนินต่อไปไม่ขาดสาย ซึ่งอาจเขียนให้เห็นเป็นภาพได้ดังนี้

             

 

      ภาพ ๔  ไตรวัฏฏ์แห่งเศรษฐกิจ : กระแสสายธารแห่งการดำเนินไปในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

 

            จากภาพ : ในฐานะที่กิเลสเป็นตัวมูลเหตุของการทำกรรมต่าง ๆ ที่ปรุงแต่งผลักดันขับเคลื่อนให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจดำเนินไปไม่ขาดสาย จึงกำหนดให้ กิเลส เป็นตัวเด่นชัดเจนที่เริ่มต้นในวงจร สามารถพิจารณาตามลูกศรได้ว่า

             ความต้องการเป็นปฐมฐานของการเริ่มต้นในช่วงอดีต ที่ขับเคลื่อนนำพาส่งผลมายังปัจจุบันและถึงซึ่งวิกฤติเศรษฐกิจ (ล้มละลายและตกงาน) เป็นเบื้องถัดไปในที่สุด ความต้องการที่ถูกผลิตขึ้นจากชุดความคิดที่ขาดสติและปัญญา เมื่อมาบรรจบกับการสนองตอบถือเป็นการครบรอบของการก่อเกิดที่สมบูรณ์แห่ง “กิเลส” ที่ครอบงำนำทางมุ่งสู่ประตูของ “การกระทำ (กรรม)” ที่ก้าวล้ำเข้าไปในการเบียดเบียนซึ่งกันและกันรวมถึงเบียดเบียนในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม น้อมนำไปให้เกิด “วิบาก (ผล)” ซึ่งจะสะท้อนความเข้มข้นออกมาตามเหตุปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันไปตลอดทั้งสายไม่ขาดตอน วิบาก (ผล) จะเลวร้ายเพียงใด ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยแห่งกระแสสายธารการสั่งสมของการกระทำ (กรรม)

             ๑. ในไตรวัฏฏ์แห่งเศรษฐกิจนั้น กิเลสสำคัญที่เป็นตัวเด่นชัดเจนในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้ดำเนินไปในกระแสสายธารด้านเศรษฐกิจก็คือ ความต้องการกับการสะสมความมั่งคั่ง ซึ่งถ้าหากพิจารณาโดยแยบคายแล้ว ความต้องการถือเป็นปฐมฐานทางความคิดให้ไปเสพติดในอวิชชาที่มีทัศนะที่ว่า หากสะสมความมั่งคั่งได้มากเท่าใด ก็จะทำให้ได้รับความสุข (ความสะดวกสบายทางกาย) ในการดำเนินชีวิตมากขึ้นเท่านั้น ความต้องการจึงเปรียบเสมือน สารตั้งต้นที่เข้าไปปนเปื้อนในทุก ๆ กระบวนการของการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ น้อมนำวิถีชีวิตไปสู่ลู่ทางของการวิ่งไล่กวดตักตวงเอาความมั่งคั่งมาไว้ในครอบครองให้ได้มากที่สุด

             ๒. ในตัวเด่นที่สำคัญของกรรม (การกระทำ) นั้น เป็นไปในลักษณะของกระบวนการขั้นตอนการแปลงค่าความต้องการ (นามธรรม) ให้แปรสภาพเป็นรูปธรรม (สินค้าและบริการ) หรือหากพูดให้เข้าใจได้ง่าย ๆ ก็คือ เป็นขั้นตอนของการสนองตอบ (กระบวนการผลิต) ที่ต่อยอดมาจากความต้องการนั่นเอง กระแสสายธารแห่งการกระทำ (กรรม) นั้น ตัวเด่นที่ชัดเจนในไตรวัฏฏ์แห่งเศรษฐกิจก็คือ การสนองตอบและการเก็งกำไร ซึ่งถือเป็นการกระทำ (กรรม) ที่สำคัญเป็นเสมือนการเหยียบคันเร่งเดินหน้าเข้าหาจุดวิกฤติ ซึ่งจะมากหรือน้อย จะเร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับว่าความเข้มข้นของการสนองตอบและการเก็งกำไรมีมากหรือน้อยเพียงใดในกระแสสายธารของกระบวนการกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

             ๓. วิกฤติเศรษฐกิจ (เป็นไปในลักษณะของการเจือปนไปด้วยองค์ประกอบของการดำเนินไปใน ราคา การแลกเปลี่ยน และเงิน นั้นมันมีความเข้มข้นเป็นอย่างมากที่เกิดจากเหตุปัจจัยในการเก็งกำไร) ถือเป็นตัวเด่นชัดเจนในวิบาก (ผล) ของไตรวัฏฏ์แห่งเศรษฐกิจ ที่เป็นผลิตผลเบื้องปลายจากกระแสสายธารของการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ นำพาชีวิตเข้าไปติดอยู่ในวังวนแห่งความทุกข์ (ล้มละลายและตกงาน) เปรียบเสมือน เป็นด่านที่สำคัญในการทดสอบกำลังสติและปัญญาของมวลมนุษย์ว่า จะสามารถสลัดให้หลุดออกจากกับดักของหลุมพรางแห่งชีวิตดังกล่าวได้หรือไม่

            ซึ่งกระบวนการของวิกฤติเศรษฐกิจที่สะท้อนออกมาในรูปของการล้มละลายและการตกงานนั้นมีส่วนสำคัญที่พึงทำความเข้าใจในกระสายธารของไตรวัฏฏ์แห่งเศรษฐกิจ ที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันไปตลอดทั้งสายไม่ขาดตอน จะได้ว่า ผลจากการล้มละลายและการตกงาน ก็จะเข้าสู่กระบวนการของการปรับดุลยภาพใหม่ในสภาวะทางเศรษฐกิจ บีบคั้น บังคับให้กลับมาเป็นเหตุปัจจัยในการเกื้อหนุนจุนเจือเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกิเลสต่อไปได้อีก ซึ่งก็จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปในความต่อเนื่องตลอดทั้งสายไม่ขาดตอนในกระแสสายธารของกระบวนการกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

            

         ๔. การพิจาณาความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงของวงจรปัจจัยเหตุต่าง ๆ ที่เป็นไปในลักษณะของเรื่องอดีต (เหตุ)  ปัจจุบัน (ผลและเหตุ) และอนาคต (ผล) สามารถนำมาอธิบายขยายความได้ตามภาพประกอบ ดังนี้

    

 

      ภาพ ๕ กระแสสายธารของการดำเนินไปในวงจรหลักวิกฤติเศรษฐกิจ : อดีต (เหตุ) ปัจจุบัน (ผลและเหตุ) และอนาคต (ผล) 

          

จากภาพ : กระแสสายธารของการดำเนินไปในวงจรหลักวิกฤติเศรษฐกิจ : อดีต (เหตุ) ปัจจุบัน (ผลและเหตุ) และอนาคต (ผล) พึงพิจารณาได้ว่า

         ๑. อดีตเหตุ ประกอบไปด้วย

                   - ความต้องการ + การสะสมความมั่งคั่ง      ซึ่งก็คือ      กิเลส

                   - การสนองตอบ + การเก็งกำไร                ซึ่งก็คือ      กรรม

          ๒. ปัจจุบัน :

               ๒.๑ ปัจจุบันผล ประกอบไปด้วย

                   - ราคา การแลกเปลี่ยน เงิน = วิกฤติเศรษฐกิจ (ล้มละลายและตกงาน) ซึ่งก็คือ วิบาก

               ๒.๒ ปัจจุบันเหตุ ประกอบไปด้วย

                   - การสะสมความมั่งคั่ง + ความต้องการ        ซึ่งก็คือ      กิเลส

                   - การเก็งกำไร + การสนองตอบ                  ซึ่งก็คือ      กรรม

          ๓. อนาคตผล ประกอบไปด้วย

                   - วิกฤติเศรษฐกิจ (ล้มละลายและตกงาน) = ราคา การแลกเปลี่ยน เงิน ซึ่งก็คือ วิบาก

 

          กระบวนการของวงจรหลักวิกฤติเศรษฐกิจที่พิจารณาตามสภาวะของอดีต (เหตุ) ปัจจุบัน (ผลและเหตุ) และอนาคต (ผล) เป็นไปในลักษณะของการแสดงถึงความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันไปตลอดทั้งสายไล่เรียงจาก อดีตเหตุ (กิเลสและกรรม)  ไปสู่   ปัจจุบันผล (วิบาก) ไปสู่ ปัจจุบันเหตุ (กิเลสและกรรม) ไปสู่  อนาคตผล (วิบาก) ไปสู่ อดีตเหตุ (กิเลสและกรรม) ไปสู่   ปัจจุบันผล (วิบาก) ไปสู่ ปัจจุบันเหตุ (กิเลสและกรรม) ไปสู่ อนาคตผล (วิบาก) ...  หมุนเวียนสืบเนื่องเป็น “วัฏฏะ” ในกระแสสายธารของกระบวนการกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างนี้เรื่อยไป นัยคือ วิบาก (วิกฤติเศรษฐกิจ : ล้มละลายและตกงาน) มิใช่เบื้องปลายท้ายสุด หากแต่เป็นเพียงกระบวนการปรับดุลยภาพใหม่ในทางเศรษฐกิจ (เกี่ยวเนื่องจาก วิกฤติเศรษฐกิจก็คือการเสียสมดุลทางเศรษฐกิจ) และการล้มละลายและการตกงานนั้นก็จะเป็นแรงบังคับ บีบคั้นให้สร้างความต้องการ (กิเลส) ซึ่งความต้องการก็เป็นแรงขับให้เกิดการสนองตอบ (กรรม) ... หมุนเวียนอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ดังที่กล่าวไว้ว่า “ไม่มีเบื้องแรก ไม่มีเบื้องสุดท้าย” เหตุปัจจัยทั้งหลายล้วนเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงอาศัยซึ่งกันและกันในกระแสสายธารของกระบวนการกิจกรรมทางเศรษฐกิจ