ตำนานจากเรื่องเล่าที่ชาวบ้านเล่าต่อๆกันมา เรื่องเกาะปูเลาอาปี

ตำนานดังกล่าวเป็นเรื่องเล่าที่ยายของดิฉันได้เล่าให้ฟัง เป็นเรื่องราวที่ชาวบ้านเล่าต่อๆกันมา และเป็นความเชื่อที่ชาวบ้านเชื่อกันมา เรื่องราวก็มีอยู่ว่า

กาลครั้งหนึ่งมีชาวประมงยากจน นางเป็นหญิงม่ายมา ตั้งแต่ลูกชายคนเดียวยังแบเบาะ บัดนี้ลูกชายของนางเติบโตเป็นหนุ่มน้อยหน้าตาคมสัน  

หญิงชราเลิกอาชีพหาปลามานานแล้ว นางขายมะพร้าวและเปลือกมะพร้าวจากสวนที่มีอยู่เท่ากระผีกริ้น และกระท่อมน้อยที่นางและลูกพอประทังชีพ  

“แม่ครับ ผมจะเดินทางไปหางานทำ” ลูกชายบอกแม่ในเย็นวันหนึ่ง “ทำไมคิดเช่นนี้ล่ะลูก เราอยู่กันอย่างมีความสุขดีอยู่แล้ว” หญิงชรามองหน้าลูก นางไม่ต้องการให้ลูกจากไป 

“ผมอยู่อย่างนี้ไม่มีวันร่ำรวย ไม่มีวันเป็นใหญ่เป็นโต” ลูกชายของนางพูดด้วยใบหน้าขึงขัง นางคิดอยู่ครู่หนึ่งและพยักหน้า “แม่ไม่อยากขัดใจลูก ลูกได้ดิบได้ดีแล้วรีบกลับมาหาแม่นะลูก นางพูดพลางน้ำตาค่อยๆซึมคลอเบ้าตา มืออันผ่ายผอมกอดลูกน้อยด้วยความห่วงใย 

เช้าตรู่วันต่อมา ลูกชายค่อยสาวเท้าออกจากบ้านเขาสะพายห่อเสบียง แม่ของเขาลุกขึ้นทำข้าวยำน้ำบูดูตั้งแต่ไก่ขันครั้งแรก แม่ยืนดูลูกชายสุดทีรักค่อยเดินลับหายไปจากทางโค้งหน้าบ้าน ต่อไปนี้นางต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ถึงมีเพื่อนบ้านบ้างก็ไม่เท่ากับมีลูกของตน หญิงชราได้พูดขึ้นมา  

หลายปีผ่านไปลูกชายหญิงหม้ายเติมใหญ่เป็นหนุ่มฉกรรจ์ เขาเดินทางไปถึงหัวเมืองมลายูรับจ้างทำงานทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นงานหนักงานเบา งานที่ส่งให้เขาก้าวหน้าคือ งานแบกหามสินค้าขึ้นลงเรือสำเภา  โดยความตั้งใจทำงานเป็นผลให้นายเรือสำเภาไว้วางใจ และให้เขามีโอกาสเดินทางไปกับเรือสำเภาทุกหนทุกแห่ง  การเดินทางเกือบทุกครั้งเขาซื้อสินค้าส่วนตัวมาจำหน่ายด้วย เป็นผลให้ฐานะร่ำรวยขึ้น จนกระทั่งมีเงินซื้อเรือสำเภาเป็นของตนเองและโชคดีตามมาอีกด้วยคือ เขาได้แต่งงานกับบุตรีเศรษฐีผู้หนึ่ง 

“พรุ่งนี้พี่จะเดินทางไปซื้อสินค้าที่ปัตตานี” เขาพูดกับภรรยาในตอนสายของวันหนึ่ง

“น้องขอเดินทางไปด้วย” บุตรเศรษฐีอ้อนวอน “ได้ซิ พี่ไม่เคยไปที่นั้นหลายสิบปีแล้ว” ผู้เป็นสามีพูดพลางกวาดสายตาดูบัญชีสินค้า 

หลายวันต่อมาเรือสำเภาค่อยแล่นเข้าสู่ปากน้ำปัตตานีตรงเขตเมืองสายบุรี นายเรือสำเภาหนุ่มและภรรยาสาวยืนอยู่ที่ห้องบาหลีท้ายเรือ

ถิ่นนี้คือบ้านเกิดเขา นายเรือสำเภาหวนคิดถึงอดีตเขาชื่นชมตัวเองที่สร้างฐานะได้อย่างสูงส่ง แวบหนึ่งเขาคิดถึงแม่ผู้ชราแต่เขาต้องหยุดคิดและไม่ยอมบอกภรรยาเกรงว่าภรรยาจะดูหมิ่นพื้นเพดั้งเดิมของตน

“พี่ช่วยลงไปซื้อมะพร้าวอ่อนให้หน่อย น้องอยากทานเหลือเกิน” ภรรยาพูดพลางชี้ไปที่กองมะพร้าวริมตลิ่ง ขณะนั้นเรือกำลังทอดสมอ 

นายสำเภาพยักหน้าเขาจึงชวนลูกน้องผู้หนึ่ง ลงเรือพายลำน้อยตรงไปยังกองมะพร้าว ซึ่งมีผู้ขายเป็นหญิงแก่รูปร่างขี้ริ้วขี้เหร่

นายสำเภารีบซื้อมะพร้าวเขาไม่ได้สังเกตเจ้าของมะพร้าวแม้แต่น้อย และไม่เฉลียวใจว่าทำไมเจ้าของมะพร้าวจึงไม่รับเงิน โดยความรีบร้อนเขาไม่ได้ขอบคุณนางเลย

“ลูกของเราแน่นอน” นางหายจากตกตลึงกว่านางจะร้องเรียกปรากฏว่า ลูกชายขึ้นเรือสำเภาไปแล้วนางไม่รอช้ารีบพายเรือมาที่เรือสำเภา และบอกให้ลูกเรือรู้ความต้องการของนาง “ยายนั่งอยู่ในเรือของยายก่อน ผมจะไปบอกให้เจ้านายรู้ ถ้าเจ้านายตกลงก็ให้ยายขึ้นเรือสำเภาทันที” ลูกเรือพูดแล้วหายเข้าไปในห้องท้ายเรือ

ครู่หนึ่งลูกเรือกลับออกมา พร้อมกับยื่นถุงเงินให้แก่หญิงชรา  “ เจ้านายฝากเงินมาให้ยาย  แต่เจ้านายบอกว่ายายไม่ได้เป็นแม่  ยายรีบกลับไปเถอะ เรือกำลังถอนสมอแล้ว”

หญิงแก่ตกตลึงเป็นครั้งที่สอง นางเห็นเรือสำเภาค่อยเคลื่อนจากนางไปอย่างรวดเร็ว “โธ่เอ๋ยลูกแม่ ทำไมลูกช่างใจร้ายเช่นนี้” นางพูดพลางขว้างถุงเงินลงในแม่น้ำอย่างไม่ไยดี แล้วนางค่อยพายเรือลำน้อยกลับมาสู่ฝั่งอย่างหมดอาลัย ความหวังอันสูงสุดของนางสิ้นสลาย

เมื่อเรือสำเภาแล่นสู่ท้องทะเล ทิ้งฝั่งปัตตานีมาไม่ไกลนัก  พลันท้องฟ้าและท้องทะเลเกิดอาเพศ  เสมือนเทพพระเจ้าพิโรธต่อลูกชายอกตัญญู  บันดาลให้เกิดพายุร้ายพัดพาเรือสำเภาอับปาง ผู้คนบนเรือตายสิ้น ลูกชายอกตัญญูถูกคำสาป กลายเป็นเกาะมีชื่อภายหลังว่า เกาะปูเลาอาปี  ปัจจุบันติดเขตบ้านรังมดแดง อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี ส่วนผู้เป็นแม่เมื่อตายแล้วกลายเป็นภูเขาชื่อภูเขา ยะมูตัน ปัจจุบันติดเขตอำเภอ รือเสาะ จังหวัดนราธิวาส

ทุกปีหน้ามรสุม จะมีเสียงลมเสียงคลื่นจากเกาะปูเลาอาปี ผสานเสียงกับลมจากภูเขายะมูตัน ชาวบ้านเชื่อว่านั้นแหละคือเสียงแม่และลูกชายคร่ำครวญหากัน

และนี่ก็เป็นเรื่องเล่าที่คนเก่าคนแก่ได้เล่าต่อๆกันมา ซึ่งจากตำนานดังกล่าวได้ชี้ให้เห็นในหลายๆเรื่องไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความบารอกัต(ความศักดิ์สิทธิ์)จากคำพูดที่ออกจากปากของแม่ ฉะนั้นอยากให้ทุกๆคนให้ความสำคัญกับผู้เป็นแม่ให้มากที่สุด อย่าได้อกตัญญูต่อผู้เป็นแม่นะค่ะ