คอร์รัปชั่นไม่ใช่เรื่องความจำเป็นตามธรรมชาติแบบที่บางคนมองว่า ตราบใดที่คนยังโลภ การโกงเป็นเรื่องที่จะต้องเกิดขึ้น การทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องของการจัดการทางสังคมที่คนในสังคมต่างๆสามารถช่วยกันแก้ไข ป้องกันและปราบปรามได้

“อาชญากรรมคอปกขาว สู่ผลประโยชน์ทับซ้อนและคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย”

 พ.ต.ต.หญิง ศิพร  โกวิท

1. บริบททางการเมืองไทย

                                การทุจริตคอร์รัปชั่นเริ่มเกิดมีขึ้นในสังคมเป็นระยะเวลายาวนาน เป็นปัญหาเก่าแก่ในสังคมไทยและสังคมโลก ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระมหากษัตริย์ต้องพึ่งเจ้าเมือง ขุนนาง รวมทั้งผู้ที่ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาษีนายอากรไปเก็บภาษีจากราษฎรเป็นชั้นๆ และเปิดทางให้เจ้าหน้าที่เหล่านั้นเก็บบางส่วนไว้เป็นของตน ใช้เลี้ยงดูลูกน้องแทนเงินเดือน และส่งบางส่วนให้รัฐหรือพระมหากษัตริย์ (ญาดา ประภาพันธ์, 2524 อ้างถึงใน วิทยากร เชียงกูล, 2549:37) เนื่องจากประเทศไทยมีวัฒนธรรมแบบให้เจ้าเมืองและขุนนางเก็บภาษีเอง รวมทั้งวัฒนธรรมแบบผู้อุปถัมภ์ เส้นแบ่งว่าอะไรคือการช่วยเก็บภาษีตามปกติ และอะไรคือการ
ฉ้อราษฎร์บังหลวงจึงไม่ชัดเจน

                                เมื่อระบบการเมืองและเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยและทุนนิยม ข้าราชการและนักการเมืองมีอำนาจมากขึ้นตามลำดับ การฉ้อราษฎร์บังหลวงจึงขยายตัวเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยมีการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบและลักษณะของการทุจริตไปตามลักษณะของสังคม และการเมือง รวมทั้งตัวผู้กระทำความผิดที่เปลี่ยนไป เนื่องจากผู้มีโอกาสกระทำความผิดในลักษณะนี้ ต้องเป็นผู้มีมีตำแหน่งหน้าที่ทางการปกครองหรือการบริหาร ดังนี้ เมื่อบุคคลซึ่งเข้ามามีอำนาจในการบริหาร เปลี่ยนลักษณะจากเดิมเคยเป็นบุคคลในวงราชการ ทหาร เป็นกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจ รูปแบบการทุจริตคอร์รัปชั่นจึงเปลี่ยนรูปแบบความสลับซับซ้อนมากขึ้น                 

 2. ชนชั้นปกครองกับผลประโยชน์จากการเมือง

                                ชนชั้นปกครองเป็นผู้มีอำนาจทางการเมือง (Political Power) ซึ่งหมายถึงอำนาจสูงสุดในการจัดสรรและแบ่งปันสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดในสังคม (สำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า, 2549:2) ดังนั้น การปฏิบัติหน้าที่ของผู้ปกครองจึงมีความเสี่ยงที่จะเบียดบังผลประโยชน์เข้าไว้เป็นส่วนตน เนื่องจากโอกาสที่อำนวย อำนาจที่มีอยู่ในมือ และอิทธิพลของการอยู่ในตำแหน่งต่างๆทำให้หลุดพ้นจากการตรวจสอบ หากไม่ดำรงตนอยู่บนความพอเพียงและปฏิบัติหน้าที่เพื่อส่วนรวมโดยแท้แล้ว ชนชั้นปกครองในยุคสมัยต่างจึงมักแสวงหาผลประโยชน์จากการเมืองในรูปแบบที่ต่างกัน              

                ฉ้อราษฎร์บังหลวง

                                ในอดีตยุคศักดินา เรามีคอร์รัปชั่นที่เรียกขานต่างกัน คือคำว่าฉ้อราษฎร์บังหลวง ในกฎหมายตราสามดวงประกาศใช้ปี พ.ศ.1895 สมัยอยุธยา ได้ระบุโทษสำหรับข้าราชการที่มีพฤติกรรมฉ้อราษฎร์บังหลวงไว้ถึง 10 ประการ โทษที่หนักที่สุดได้แก่ “ฟันคอริบเรือน ริบราชบาทว์ เอาลูกเมียข้าคนเป็นราชบาทว์ ยึดทรัพย์สินสิ่งของเข้าพระคลัง” ในสมัยศักดินา การฉ้อราษฎร คือการหลอก โกงราษฎร และบังหลวง คือการเอาของหลวงมาเป็นของตน (ผาสุก พงษ์ไพจิตร และสังศิต พิริยะรังสรรค์, 2537:33) แต่สมัยนั้นคำว่า หลวง หมายถึงพระมหากษัตริย์ ดังนั้น การกระทำผิดต่อหลวงคือทำผิดต่อพระมหากษัตริย์ ข้าราชการเป็นข้าของหลวง หรือพระมหากษัตริย์ และมีหน้าที่หลักในการรักษาผลประโยชน์ของหลวง คำว่าหลวงจึงมิใช่ความหมายเดียวกับคำว่า สาธารณะ หรือ public ในปัจจุบัน

                                แต่เนื่องจากหลวงมิได้ให้เงินเดือนประจำแก่ข้าราชการในการดำรงชีวิต ข้าราชการยุคก่อนจึงหารายได้จากตำแหน่งของตนเองได้ ตัวอย่างเช่น เป็นประเพณีว่าเจ้าเมืองให้ “กินเมือง” ในสมัยก่อนการปฏิรูปการปกครองจะต้องเก็บภาษี หรือส่วย ส่งกรุงเทพฯอย่างน้อย 2/3 ของภาษีทั้งหมด ส่วนที่เหลือ 1/3 สามารถชักไว้เป็นผลประโยชน์ของเจ้าเมืองและกรมการได้ ดังนั้น ในการเก็บภาษีอากรให้หลวง ขุนนางที่มีอำนาจและอิทธิพลมากสามารถเก็บเงินได้จากภาษีอากรไว้ใช้ส่วนตัว การทำงานให้หลวงจึงปนเปกับการหารายได้ส่วนตัว จุดแบ่งระหว่างส่วนตัวกับหลวงไม่แน่ชัดทุกกรณี การหารายได้ส่วนตนจากตำแหน่งหน้าที่ไม่ใช่เป็นคอร์รัปชั่นเสมอไป กรณีฉ้อราษฎร์บังหลวงเกิดขึ้นเมื่อมีการชักเป็นของส่วนตัวมากเกินไป ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นซึ่งอยู่ในภาวะสงครามและเป็นช่วงระยะเวลาของการกอบกู้บ้านเมือง การฉ้อราษฎร์บังหลวงของข้าราชการจึงไม่เกิดขึ้น ครั้นเมื่อบ้านเมืองสงบลงก็เริ่มมีการฉ้อราษฎร์บังหลวง (นวลจันทร์ ทัศนชัยกุล, 2548:225) การฉ้อราษฎร์บังหลวงจึงเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นและมีอยู่ในสังคมไทยตลอดมา

คอร์รัปชั่น

                คำว่าคอร์รัปชั่น เป็นคำที่เราใช้ทับศัพท์มาจากภาษาอังกฤษ แต่เดิมมักหมายถึงการติดสินบนและการฉ้อโกงทรัพย์สมบัติของรัฐ มีความหมายเดียวกับการฉ้อราษฎร์บังหลวง เนื่องจากเป็นคำที่ใช้แพร่หลาย บ่อยครั้งเราจึงใช้คำนี้ในความหมายกว้างขึ้น คือรวมการถึงทุจริตฉ้อโกงทุกรูปแบบ (วิทยากร เชียงกูล, 2549:20) ในภาษาอังกฤษ สารานุกรม เช่น Wikipedia เลือกใช้คำว่า Politic Corruption การคอร์รัปชั่นทางการเมือง คือ การใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐในทางที่ผิดเพื่อประโยชน์ส่วนตัว และมีรูปแบบต่างๆกันไป แต่ส่วนใหญ่อยู่ในรูปของระบบอุปถัมภ์ การติดสินบน กรรโชก ใช้อำนาจบาตรใหญ่ คดโกง ยักยอก และใช้ระบบเส้นสาย เพื่อประโยชน์ส่วนตัว

                การคอร์รัปชั่นไม่ว่าจะเกิดในประเทศใด ล้วนส่งผลต่อสภาพสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของประเทศนั้นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การแก้หรือลดปัญหาของการคอร์รัปชั่นในประเทศต่างๆได้ โดยการควบคุมอำนาจในการผูกขาด ลดการใช้ดุลพินิจ โดยการประชาสัมพันธ์และให้การรับรู้ถึงระเบียบ ข้อปฏิบัติ ตลอดจนข้อกฎหมายอย่างโปร่งใส ขณะเดียวกันก็เพิ่มความรับผิดชอบโดยการสร้างระบบมาตรฐานและกำหนดวิธีปฏิบัติที่สอดคล้องอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นไปได้หรือไม่อย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐ งบประมาณ องค์ประกอบของสังคม รวมถึงองค์กรหรือสถาบันที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนความตระหนักในปัญหาการคอร์รัปชั่นของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในประเทศนั้นเอง

                 อาชญากรรมคอปกขาว

                                อาชญากรรมคอปกขาว (White collar crime) หมายถึง อาชญากรรมซึ่งผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งหน้าที่การงาน ไม่ว่าในภาคราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชน และได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ดังกล่าวในทางไม่ชอบเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตน ซึ่งในอดีตขอบเขตของอาชญากรรมคอปกขาวมุ่งเพียงการแสวงหาประโยชน์ส่วนตนจากตำแหน่งหน้าที่การงานของข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจในลักษณะของการคอร์รัปชั่น แต่ปัจจุบันขอบเขตความหมายได้ขยายไปครอบคลุมถึงการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบของผู้ดำรงตำแหน่งในภาคเอกชนด้วย และครอบคลุมถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ดำรงตำแหน่งในภาคเอกชนกับผู้ดำรงตำแหน่งในภาคราชการ ในลักษณะต่างตอบแทนผลประโยชน์ซึ่งกันและกันโดยมิชอบ เช่น การสมยอมในการประมูลโครงการก่อสร้างของรัฐบาล (จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย, 2551:141-142)

                                อาชญากรรมคอปกขาว จึงเป็นการกระทำทุจริตของบุคคลชั้นสูงที่มีโอกาส มีสถานะทางสังคม (Social Status) อาศัยตำแหน่งและอำนาจในการแสวงหาผลประโยชน์ โดยไม่ได้ใช้กำลังหรือความรุนแรงในการได้มาซึ่งทรัพย์สินและประโยชน์ การฉ้อราษฎร์บังหลวง หรือการคอร์รัปชั่น จึงเป็นการกระทำอาชญากรรมที่เรียกว่าอาชญากรรมคอปกขาว           

                                               

3. คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย และผลประโยชน์ทับซ้อน

                                คำว่าคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย และผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นคำใหม่ที่เริ่มได้รับความสนใจ พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ในยุคปัจจุบัน ที่การแสวงหาผลประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่ กระทำโดยวิธีการที่สลับซับซ้อน หลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมาย เพื่อให้พ้นจากการถูกกล่าวหาและบทลงโทษต่อทรัพย์สินที่แสวงหามาได้จากตำแหน่งหน้าที่นั้น แต่ทั้งที่ความจริงแล้ว การกระทำที่เรียกว่าเป็นการคอร์รัปชันเชิงนโยบาย หรือการมีผลประโยชน์ทับซ้อนนั้น เกิดขึ้นในสังคมไทยตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย ผู้บริหารประเทศทุกยุคสมัยก็มีการแสวงหาประโยชน์จากโอกาสที่ดำรงตำแหน่งหน้าที่ในรูปแบบที่ต่างกันจนกระทั่งยุคปัจจุบัน

                                คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย หมายถึงการที่รัฐบาลเอื้อผลประโยชน์ทางอ้อมให้บริษัทธุรกิจเอกชนของตนเองและพรรคพวกผ่านโครงการลงทุนต่างๆ หรือการออกกฎหมายเปลี่ยนหลักเกณฑ์การให้สัมปทาน เป็นการคอร์รัปชั่นทางอ้อมที่กฎหมายยังครอบคลุมไปไม่ถึง ซึ่งต่างไปจากการคอร์รัปชั่นรูปแบบเก่าๆ เช่น การให้และรับสินบน (วิทยากร เชียงกูล, 2549:15) นี้จึงคล้ายกับ ผลประโยชน์ทับซ้อน แต่คำว่าผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นคำที่ใช้กันอย่างเป็นที่ยอมรับทั่วโลก มากกว่าคำว่าคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย ซึ่งใช้กันเฉพาะประเทศไทย และเป็นคำที่เริ่มใช้และรู้จักในสมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

                                นโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อบริษัทหรือพรรคพวกของรัฐบาลนั้น มักมีการรอนประโยชน์ของคนกลุ่มอื่นเสมอ ประชาธิปไตยที่แท้จริงจึงเป็นระบอบปกครองที่ทั้งเปิดโอกาสและให้อำนาจ (empower) แก่ทุกกลุ่มในการเข้าถึงและต่อรองกันอย่างเท่าเทียม ด้วย เหตุดังนั้น ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปของไทย คอร์รัปชั่นเชิงนโยบายจึงหมายถึงการกดขี่เอารัดเอาเปรียบผู้ด้อยอำนาจทั้ง หลายด้วย ไม่ใช่เพียงการวางนโยบายที่เอื้อประโยชน์แก่พวกพ้องบริวารเท่านั้น                               

       ผลประโยชน์ทับซ้อน ผลประโยชน์ทับซ้อน มาจากภาษาอังกฤษว่า Conflict of interest ซึ่งอาจแปลว่า ผลประโยชน์ขัดแย้งกัน แต่นักวิชาการส่วนใหญ่นิยมใช้คำว่า ผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งหมายถึง การทับซ้อนของประโยชน์ของบุคคลที่มี 2 สถานะ หรือมากกว่าในเวลาเดียวกัน คือ ตำแหน่งสาธารณะ (นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี อธิบดี ฯลฯ) และตำแหน่งในบริษัทเอกชน ซึ่งบุคคลดังกล่าวอาจมีความโน้มเอียงใช้อำนาจและตำแหน่งสาธารณะหาผลประโยชน์ส่วนตัว หรือหาแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่กลุ่มพวกพ้องของตนเอง ทั้งทางตรงและทางอ้อมได้อย่างง่ายดาย เช่น กรณีนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีมีหุ้น หรือครอบครัวใกล้ชิดเป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งได้รับสัมปทานหรืออยู่ในฐานะจะได้รับสัมปทานธุรกิจจากรัฐ ขณะเดียวกันก็อยู่ในตำแหน่งสาธารณะที่ผู้มีอำนาจอนุมัติการให้สัมปทานธุรกิจดังกล่าวด้วย

                                ผลประโยชน์ทับซ้อนในหลายเรื่องอาจเป็นเรื่องที่ไม่ถือว่าผิดกฎหมาย หรือกฎหมายยังไม่อาจเอาผิดได้ เนื่องจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องล้าสมัย ตามไม่ทันความซับซ้อนของโลกธุรกิจสมัยใหม่ที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว หรือการบังคับใช้กฎหมายยังเป็นช่องโหว่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถปฏิบัติงานท่ามกลางผลประโยชน์ทับซ้อนได้โดยไม่มีหน่วยงานใดเอาผิด แต่ประเทศต่างๆรวมทั้งสหประชาชาติถือว่า ผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นรูปแบบหนึ่งของการทุจริตคอร์รัปชั่น เพราะเป็นเรื่องผิดจริยธรรมที่คนส่วนน้อยได้ประโยชน์ ขณะที่คนส่วนใหญ่เสียประโยชน์ และเป็นเรื่องผิดหลักความเป็นธรรม และหลักการบริหารจัดการที่ดี (Good Governance) เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ (วิทยากร เชียงกูล, 2549:23)

                                ผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ที่มีการตระหนักกันไม่นานนัก เมื่อเทียบกับการออกกฎหมายและมาตรการป้องกันการคอร์รัปชั่นรูปแบบอื่นๆที่เกิดขึ้นมานานกว่า  เช่น ในสหรัฐมีกฎหมายห้ามการรับสินบนมานับร้อยปี แต่เพิ่งมีกฎหมายเพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนให้นักการเมืองถ่ายโอนหุ้นให้องค์กรทรัสตีดูแล โดยตนเองไม่เข้ายุ่งเกี่ยวกับการบริหาร เพื่อป้องกันปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนเมื่อราว 20 กว่าปีมานี้ ส่วนประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และ พ.ร.บ.จัดการหุ้นส่วนและทุนของรัฐมนตรี พ.ศ.2543 ที่พยายามจะป้องกันกันปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน

                                ผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นเรื่องใหม่ที่มองเห็นหรือพิสูจน์ยากมากสำหรับสังคมไทย เมื่อเทียบกับการทุจริตคอร์รัปชั่นรูปแบบเก่าๆ เช่น การยักยอกเงินงบประมาณ ประชาชนไทยส่วนใหญ่ที่มีพื้นฐานการศึกษาความรู้ ความเข้าใจจำกัด ยังไม่ค่อยเข้าใจ หรือไม่ตระหนักว่า คือการคอร์รัปชั่นรูปแบบหนึ่ง เนื่องจากประชาชนถูกกล่อมเกลาให้คิดว่า นักการเมืองมีพื้นเพมาจากการทำธุรกิจ น่าจะมีสิทธิในการทำมาหากินโดยสุจริตเท่ากับประชาชนอื่นๆ โดยไม่ตระหนักว่า นักการเมืองที่มีตำแหน่งทางการเมืองแล้ว ยังมีหุ้นหรือครอบครัวผู้ถือหุ้นในธุรกิจนั้น ในทางสากลถือว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งมีโอกาสนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชั่นได้ง่าย และต้องมีมาตรการป้องกันเฉพาะ 

4. มาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

                                รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ตลอดจนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มีเจตนารมณ์มุ่งมั่นที่จะให้มีการดำเนินการแก่ผู้ทุจริตประพฤติมิชอบในวงราชการ หรือที่เรียกว่า “การฉ้อราษฎร์บังหลวง” หรือ “คอร์รัปชั่น” อย่างมีประสิทธิภาพจริงจังยิ่งกว่ากฎหมายและองค์กรเก่าก่อนที่เคยมีมาก่อนหน้านั้น อันได้แก่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตในวงราชการ พ.ศ.2518 รวมทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (คณะกรรมการ ป.ป.ป.) ที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งเวลาที่ผ่านมาทำให้เห็นว่าไม่สามารถต่อสู้เอาชนะปัญหาการคอร์รัปชั่นได้ เนื่องจากการออกแบบกลไกของระบบยังมีจุดอ่อนหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขาดมาตรการที่จะจัดการกับผู้ทุจริตที่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                                ด้วยเหตุนี้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบันจึงได้ออกแบบกลไกขึ้นใหม่ โดยนอกจากจะให้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)แล้ว ยังได้กำหนดให้มีแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองขึ้นในศาลฎีกา เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีประเภทนี้เป็นการเฉพาะ ทั้งยังได้กำหนดรายละเอียดไว้ในพระราชบัญญัตติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 เพื่ออนุวัตให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ดังกล่าวแห่งรัฐธรรมนูญ โดยให้มีวิธีพิจารณาคดีซึ่งแตกต่างไปจากการพิจารณาคดีอาญาทั่วๆไปหลายประการในทางที่จะช่วยให้สังคมเกิดความเชื่อมั่นว่าจะเป็นการดำเนินคดีที่ทรงประสิทธิภาพ เหตุผลที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ให้มีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในระบบศาลไทย ก็เนื่องจากนับแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475 และมีรัฐธรรมนูญประกาศใช้มาแล้วก่อนหน้านั้น 15 ฉบับ ประเทศไทยยังไม่เคยมีระบบตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารในรัฐธรรมนูญ ทั้งที่สภาพปัญหาของประเทศไทยในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาเต็มไปด้วยปัญหาเกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบหรือการทุจริตต่อหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองปรากฏให้เห็นชัดเจน นอกจากนี้การใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบหรือการทุจริตต่อหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูง ยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ใช้อ้างเป็นเหตุในการปฏิวัติรัฐประหารทุกครั้ง (อธิคม อินทุภูติ, 2551:1)  ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 จึงมีบทบัญญัติในหมวดที่ 10 ส่วนที่ 4 ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งการทางการเมือง โดยมุ่งหวังที่จะให้ศาลแห่งนี้มีบทบาทสำคัญในการป้องกันและแก้ปัญหาดังกล่าว

               ต่อมาเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีผลใช้บังคับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ยังคงให้มีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเช่นเดิม โดยบทบัญญัติที่ว่าด้วยศาลแห่งนี้ ส่วนใหญ่มีข้อความเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 สิ่งที่แตกต่างคือ มาตรา 263 ให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาด กรณีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน หรือจงใจยื่นเท็จ แทนศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากผู้ร่างเห็นว่า คดีประเภทนี้ส่วนใหญ่เป็นปัญหาข้อเท็จจริงและมีโทษทางอาญาด้วย ควรให้ศาลยุติธรรมที่มีความเชี่ยวชาญในการรับฟังปัญหาข้อเท็จจริงและต้องพิจารณาคดีอาญาอยู่แล้วทำหน้าที่พิจารณาพิพากษา นอกจากนี้ในมาตรา 275 ยังให้สิทธิผู้เสียหายยื่นคำร้องต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาขอให้ตั้งผู้ไต่สวนอิสระเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและส่งความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยมีเงื่อนไขว่า กระทำได้เฉพาะกรณีผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือประธานวุฒิสภา และหากผู้เสียหายยื่นเรื่องคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว จะยื่นคำร้องต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ต่อเมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ไม่รับดำเนินการไต่สวน หรือดำเนินการล่าช้าเกินสมควร หรือดำเนินการไต่สวนแล้วเห็นว่าไม่มีมูลความผิดตามข้อกล่าวหา

                เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2540 ต้องการให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ดำเนินกระบวนพิจารณาในระบบไต่สวน (Inquisitorial System) (อธิคม อินทุภูติ, 2551:2) ซึ่งเป็นระบบที่เปิดโอกาสให้ศาลเข้าไปมีบทบาทในการแสวงหาข้อเท็จจริงในคดี และเป็นผู้ควบคุมการดำเนินกระบวนพิจารณาทั้งหมดเอง อันจะทำให้กระบวนพิจารณาเป็นไปด้วยความรวดเร็วยิ่งขึ้น                                                            

บทสรุป  

การทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงของผู้มีตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือตำแหน่งทางการเมือง เป็นปัญหาเรื้อรังของสังคมไทยมาช้านาน ความสัมพันธ์ในระบบอุปถัมภ์ของไทย มีวัฒนธรรมการให้ของขวัญแก่เจ้าหน้าที่ระดับสูง ข้าราชการผู้มีตำแหน่งระดับอาวุโสมีแนวโน้มที่จะถือว่าตนเป็นใหญ่ ใช้ตำแหน่งหน้าที่เป็นเครื่องมือในการหารายได้ รับเงินค่าธรรมเนียมและของขวัญเป็นค่าตอบแทนการให้บริการ ธรรมเนียมปฏิบัติตามแบบดั้งเดิมที่เอื้อต่อการคอร์รัปชั่นดังกล่าว มีผลกระทบทางด้านบวก ภายใต้บริบทสังคมไทยที่มีการเปลี่ยนแปลง

สภาพการเมืองของประเทศไทยนับแต่มีการรัฐประหารปี พ.ศ.2490 ต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการทหารเป็นส่วนใหญ่ การที่ชนชั้นผู้บริหารมีอำนาจมาก และมีโอกาสถูกตรวจสอบน้อย นำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชั่นได้มาก การเลือกตั้งเริ่มมีการซื้อขายเสียง นักการเมืองเข้ามาหาช่องทางคอร์รัปชั่นกันมากขึ้น ในยุคการปกครองของรัฐบาลทหาร เช่น จอมพล ป. พิบูลสงคราม, จอมพล สฤษดิ์ ธนรัชต์ และจอมพลถนอม กิตติขจร ไม่มีรัฐสภาตรวจสอบ หนังสือพิมพ์และองค์กรประชาชนไม่ค่อยมีเสรีภาพ นักการเมืองยิ่งมีโอกาสทุจริตได้มาก รวมทั้งนักการเมืองใช้ข้าราชการเป็นเครื่องมือและเปิดทางให้ข้าราชการทุจริตคอร์รัปชั่นแบบส่งส่วยให้ผู้บังคับบัญชา (วิทยากร เชียงกูล, 2549:40)

แม้ว่าทีผ่านมาจะมีความพยายามที่จะป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง แต่ความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็ว และการแข่งขันภาคธุรกิจที่รุนแรงมีผลกำไรมหาศาลเป็นเดิมพันทำให้รูปแบบการทุจริตคอร์รัปชั่นเปลี่ยนรูปแบบอย่างรวดเร็ว จากการเบียดบังงบประมาณแผ่นดินเพื่อประโยชน์ตนหรือพวกพ้อง หรือการรีดไถเรียกค่าตอบแทนจากผู้มีประโยชน์ได้เสีย การรับเงินสินบนต่างๆ การทุจริตได้แผ่ขยายไปสู่โครงการขนาดใหญ่ และกลายเป็นการดำเนินการอย่างเป็นระบบ มีเครือข่ายซับซ้อน มีความร่วมมือกับทั้งผู้ที่อยู่ในภาครัฐและภาคเอกชนอย่างแนบเนียน มีการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายที่มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อน โดยออกกฎหมาย นโยบายมาเพื่อรองรับโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ โดยผู้มีตำแหน่งหน้าที่เหล่านั้นมีผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่ในโครงการต่างๆของรัฐบาล ดังนี้ การต่อต้านปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นโดยรวม ต้องเป็นการยกระดับจิตสำนึกของทุกฝ่ายว่า การทุจริตคอร์รัปชั่นมีผลเสียหายร้ายแรงและประเทศจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เพราะประชาชนยังไม่ตระหนักว่าเป็นความเสียหายร้ายแรง มองว่าเป็นการหยอดน้ำมันช่วยให้งานเสร็จเร็ว หากเจ้าหน้าที่รัฐและเอกชนได้ประโยชน์ร่วมกัน จะช่วยให้เศรษฐกิจเจริญเติบโต หรือบางคนคิดว่าการคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องธรรมดาถ้าหากใครสามารถทำให้ประเทศและระบบเศรษฐกิจเจริญเติบโตก็รับได้ ทัศนคติต่างๆเหล่านี้ ทำให้การทุจริตคอร์รัปชั่นยังคงมีอยู่คู่สังคมไทยตลอดมา

ในกรณีการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายหรือการมีผลประโยชน์ทับซ้อนจากโครงการต่างๆ เป็นเรื่องที่ประชาชนมองเห็นได้ยาก หรือไม่ผิดกฎหมายชัดเจน จึงไม่ตระหนักกันว่านี่คือรูปแบบหนึ่งของการคอร์รัปชั่น ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคมและประเทศชาติ กล่าวคือ กลุ่มคนส่วนน้อยที่ได้เปรียบในระบบเศรษฐกิจจากการเอื้อประโยชน์โดยฝ่ายการเมือง เศรษฐกิจขาดการแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพ ผลกระทบจึงเกิดแก่ประชาชนที่เป็นผู้บริโภค จนในที่สุดการเมืองจักขาดความเป็นประชาธิปไตยเพราะอยู่ภายใต้ระบบเผด็จการแบบรัฐสภา ดังนั้น การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ยกระดับจิตสำนึกประชาชน ส่งเสริมเสรีภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการสืบค้นและเผยแพร่ข่าวการทุจริตคอร์รัปชั่นแบบเจาะลึก โดยมีการประกันสิทธิเสรีภาพของผู้เผยแพร่ข่าวสารข้อมูล ก็จะทำให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารการทุจริตคอร์รัปชั่นได้มากขึ้น

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปฏิรูปทางการเมือง ให้ประชาชนมีสิทธิและอำนาจในการจัดตั้งองค์กรที่เป็นฝ่ายประชาชนหรือเป็นฝ่ายกลาง เป็นอิสระ มีขีดความสามารถที่จะตรวจสอบและถอดถอนนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ควรพัฒนาให้เป็นองค์กรที่มีกำลังคนงบ ประมาณ และความเข้มแข็ง

ประชาชนคนไทย ในฐานะประชาชน นักวิชาการ ผู้ทำงาน สื่อสารมวลชนต้องร่วมกันเรียกร้องให้หน่วยราชการเปิดเผยข้อมูลด้านงบประมาณและการใช้จ่าย รวมทั้งการทำสัญญาต่างๆของรัฐให้ประชาชนรับรู้ และเข้าถึงง่าย ร่วมกันทำศึกษาทำความเข้าใจและเผยแพร่ความรู้ระบบเศรษฐกิจ ธุรกิจสมัยใหม่ที่มีความซับซ้อน เช่น เรื่องสื่อสาร โทรคมนาคม ตลาดหลักทรัพย์ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การตกลงการค้าเสรี นโยบายลดภาษีรถยนต์ หรือบ้าน ฯลฯ ให้ประชาชนรู้เท่าทันนักการเมืองมากที่สุด เพื่อจะไม่เป็นเพียงคนที่มีสิทธิมีเสียงลงคะแนนเพียงเท่านั้น แต่เป็นผู้สามารถตรวจสอบความถูกต้องชอบธรรมในการบริหารประเทศ การนำทรัพยากรมาใช้อย่างไร โดยเฉพาะต้องตระหนักว่า คอร์รัปชั่นไม่ใช่เรื่องความจำเป็นตามธรรมชาติแบบที่บางคนมองว่า ตราบใดที่คนยังโลภ การโกงเป็นเรื่องที่จะต้องเกิดขึ้น การทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องของการจัดการทางสังคมที่คนในสังคมต่างๆสามารถช่วยกันแก้ไข ป้องกันและปราบปรามได้                                

 อ้างอิง 

คณะกรรมการวิสามัญพิจารณาการสอบสวนและศึกษาเรื่องเกี่ยวกับการทุจริต วุฒิสภา. (2549). กระบวนการโกงชาติ.  

คณะอนุกรรมการฝ่ายวิจัย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ. (2553). โครงการประเมิณสถานการณ์ด้านการทุจริตในประเทศไทย (รายงานวิจัย).

จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย. (2551). สังคมวิทยาอาชญากรรม. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ทิพาวดี เมฆสวรรค์. (2545). โครงการประเทศไทยใสสะอาด. กรุงเทพฯ: สหมิตรพริ้นติ้ง.

ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์. (2554). นักการเมืองไทย:จริยธรรม ผลประโยชน์ทับซ้อน การคอร์รัปชั่น. กรุงเทพฯ: สายธาร.

นวลจันทร์ ทัศนชัยกุล. (2548). อาชญากรรม การป้องกัน:การควบคุม. กรุงเทพฯ: พรทิพย์การพิมพ์.

ผาสุก พงษ์ไพจิตร และสังศิต พิริยะรังสรรค์. (2537). คอร์รัปชั่นกับประชาธิปไตยไทย. กรุงเทพฯ: 179 การพิมพ์.

วิทยากร เชียงกูล. (2549). นโยบายของรัฐด้านเศรษฐกิจ:การทับซ้อนของผลประโยชน์ด้านธุรกิจ. กรุงเทพฯ: สำนักวิจัยและพัฒนาสถาบันพระปกเกล้า.

วิทยากร เชียงกูล. (2549). แนวทางปราบคอร์รัปชั่นอย่างได้ผล. กรุงเทพฯ: สายธาร.

วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย. (2553). เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ เล่ม 2 . กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์กรุงเทพ.

วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย. (2553). เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ เล่ม 3 . กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์กรุงเทพ.

สำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า. (2549). การเมืองการปกครองของไทย2549. กรุงเทพฯ:
ส เจริญการพิมพ์.

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์. (2549). มือที่สามในประวัติศาสตร์การเมืองไทย. กรุงเทพฯ: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ.

อธิคม อินทุภูติ. (2551). แนวทางการพัฒนากระบวนวิธีพิจารณาระบบไต่สวนในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (รายงานวิจัย). กรุงเทพฯ:วิทยาลัยการยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรม.