จากการอ่านหนังสือ “การจัดการตนเอง เมื่อเป็นมะเร็ง” ของอาจารย์ ดร.ศุภลักษณ์ เข็มทอง

สรุปความได้ว่า หัวข้อแรก“การจัดการตนเอง เมื่อเป็นมะเร็ง” ของอาจารย์ ดร.ศุภลักษณ์ เข็มทอง นักกิจกรรมบำบัดมีบทบาทในผู้รับบริการที่เป็นมะเร็งเนื่องจากผู้รับบริการที่เป็นมะเร็งหลังจากการได้รับการฉายรังสี เคมีบำบัดแล้ว มีการส่งผลกระทบต่อสภาพร่างกายและจิตใจ โดยให้การบำบัดฟื้นฟู ส่งเสริมและป้องกัน ด้วย “รูปแบบการดูแลจัดการตนเอง (The Self-Management Model of Care)” (จากข้อความในหนังสือ การจัดการตนเอง เมื่อเป็นมะเร็ง ของอาจารย์ ดร.ศุภลักษณ์ เข็มทอง) ซึ่งเป็นงานทางด้านกิจกรรมบำบัดที่เน้นทักษะการแก้ไขปัญหาและการจัดการดูแลตนเองเมื่อมีอาการเจ็บป่วย มีความเครียด มีปัญหาทางด้านจิตใจเกิดขึ้นกับตนเอง รวมถึงการมีปฏิสัมพันธ์ มีส่วนร่วมทำกิจกรรมกับผู้อื่นด้วย ซึ่งมีการพูดคุยถามตอบเกี่ยวกับแนวคิดการจัดการตนเองและให้ผู้รับบริการที่เป็นมะเร็งทำกิจกรรม  6 สัปดาห์ซึ่งในแต่ละสัปดาห์มีการเรียงลำดับดังนี้

สัปดาห์ที่ 1 ค้นหาการทำกิจกรรมในท่าทางต่างๆที่ทำให้เกิดการสูญเสียพลังงาน

สัปดาห์ที่ 2 ปรับท่าทางให้เสียพลังงานน้อยที่สุดขณะทำกิจกรรม

สัปดาห์ที่ 3 ปรับอารมณ์ของผู้รับบริการที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนท่าทางการทำกิจกรรม

สัปดาห์ที่ 4 วัดความล้าจากการทำกิจกรรม

สัปดาห์ที่ 5 ค้นหากิจกรรมที่พึงพอใจและเรียงลำดับความพึงพอใจจากมากไปน้อย และ

สัปดาห์ที่ 6 ปรับเปลี่ยนกิจกรรมในการดำเนินชีวิตจากสัปดาห์ที่ 5 ให้สมดุลเช่นให้กิจกรรมการทำงาน กิจกรรมยามว่าง กิจวัตรประจำวัน เกิดความสมดุลกันโดยมีการพูดคุยกับผู้อื่นและให้คะแนนความเชื่อมั่นในตนเอง

จากหัวข้อ“ประสบการณ์การจัดการตนเองของผู้ป่วยมะเร็ง” ของทนงศักดิ์ ธัญญปกรณ์พันธ์ ซึ่งเป็นหัวข้อการเกิดมะเร็งในร่างกายเกิดจากการที่เซลล์มีความผิดปกติทางพันธุกรรมเกิดขึ้น โดยสามารถเกิดขึ้นกับอวัยวะส่วนใดของร่างกายได้ทุกอวัยวะ และมีสัญญาณอันตราย 8 ประการที่บ่งบอกว่าเป็นมะเร็ง มะเร็งมีอาการอยู่ 4 ระยะ และให้การรักษาทางการแพทย์ด้วยการรับประทานยา ฉายรังสี และเคมีบำบัดตามลักษณะอาการและอวัยวะที่เป็น รวมถึงการเลือกดูแลตนเองด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นผักผลไม้ งดเนื้อสัตว์ อาหารที่มีไขมันและเค็ม ผู้ที่เป็นมะเร็งมักมีปัญหาทางด้านร่างกายจากการฉายรังสี และเคมีบำบัดในระยะเฉียบพลัน คือ ล้า อ่อนเพลียซึ่งเรียกว่า “อาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรง (Fatigue-weakness) คืออาการที่ผู้ป่วยรู้สึกว่าหมดแรงทั้งกายและใจที่จะทำงานหรือปฏิบัติภารกิจใดๆ แม้จะนอนพักผ่อนมากๆแล้วก็ตาม พบในผู้ป่วยโรคมะเร็งร้อยละ 70-80 แต่บุคคลทั่วไปก็สามารถอ่อนเพลียได้” (จากหัวข้อประสบการณ์การจัดการตนเองของผู้ป่วยมะเร็ง ของทนงศักดิ์ ธัญญปกรณ์พันธ์) และมีปัญหาด้านจิตใจคือเครียด ซึ่งการอ่อนเพลียสามารถรักษาได้โดยรูปแบบการดูแลจัดการตนเอง (The Self-Management Model of Care) จากนักกิจกรรมบำบัด รวมถึงมีการสงวนพลังงานและการพักผ่อนของร่างกายและจิตใจ การพักผ่อนดังกล่าวผู้รับบริการจะต้องมีการเลือกจัดตารางเวลาทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความพึงพอใจขณะพักผ่อน สถานที่ทำกิจกรรมตามบริบทและอาการจากมะเร็งของผู้รับบริการให้มีความสอดคล้องกัน 

หัวข้อ “ตัวอย่างกิจกรรมบำบัดของผู้ป่วยมะเร็ง” ของ อาจารย์ ดร.ศุภลักษณ์ เข็มทอง ที่มีการให้โปรแกรมการดูแลจัดการตนเองโดยมีการคิดค่าเฉลี่ยในแต่ละด้านคือตัวกิจกรรม การคาดการณ์ ความล้าและพลังงานที่ใช้ของผู้รับบริการในวันจันทร์-อาทิตย์ทั้งก่อนและหลังทำโปรแกรม พบว่าจำนวนค่าเฉลี่ยหลังทำโปรแกรมในแต่ละด้านลดลง ซึ่งหมายความว่าผู้รับบริการใช้พลังงานน้อยลงคือ มีการสงวนพลังงานของตนเองเกิดขึ้นและนำไปสู่การเกิดความล้าน้อยลง ทำให้ผู้รับบริการสามารถจัดการตนเองได้ดีขึ้น

ในหัวข้อ “การดูแลผู้ป่วยมะเร็งก่อนสิ้นชีวิต” ของ อาจารย์ ดร.ศุภลักษณ์ เข็มทอง ซึ่งนักกิจกรรมบำบัดมีบทบาทในการดูแลดังกล่าวถึงความต้องการ การรับรู้อาการ ร่างกายของตนเอง รวมถึงการให้คำแนะนำแก่ญาติ ในการดูแลและเข้าใจผู้รับบริการที่เป็นมะเร็ง

หัวข้อ “สุขภาพทางจิตวิญญาณกับโรคมะเร็ง ”ของ อาจารย์ ดร.ศุภลักษณ์ เข็มทอง ให้การอธิบายถึงคำว่าสุขภาพทางจิตวิญญาณคือ ศีล สมาธิ ปัญญา และอริยสัจ 4 ซึ่งเมื่อเป็นมะเร็งย่อมส่งผลต่อสุขภาพทางจิตวิญญาณและทำให้ผู้รับบริการที่เป็นมะเร็งกลับมามีสุขภาพทางจิตวิญญาณด้วยการตระหนักถึงโรคของตน มีสติในการทำกิจกรรม ค้นหาสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองรวมถึงการรักษาแบบแพทย์ทางเลือกและแพทย์แผนปัจจุบันร่วมด้วย

จากการสรุปความข้างต้นทำให้เห็นถึงบทบาทของนักกิจกรรมบำบัดในการส่งเสริมทางด้านสุขภาพจิตของผู้รับบริการดังนี้

1. การดูแลตนเองในการทำกิจกรรมโดยการจัดโปรแกรมจัดการตนเองเพื่อลดการใช้พลังงานและทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตให้สมดุลฃส่งผลต่อการลดการใช้พลังงาน ทำให้การอ่อนเพลีย การล้า ลดน้อยลง ส่งผลทางจิตใจให้เกิดความสดชื่น แจ่มใส ไม่เหนื่อยง่ายเกินไปได้ ทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตได้สมดุล

2.การปรับอารมณ์ขณะปรับเปลี่ยนท่าทางในการทำกิจกรรม การรับรู้ตนเองถึงอาการของโรค การรับรู้อารมณ์ตนเอง และการมีสติอยู่เสมอ เป็นสิ่งที่ผู้รับบริการควรตระหนักซึ่งส่งผลต่อสภาพจิตใจของผู้รับบริการได้ ทำให้ผู้รับบริการรับรู้ตนเองและเตรียมพร้อมเผชิญกับโรค

3.ความต้องการและความพึงพอใจในการทำกิจกรรมก่อให้เกิดแรงจูงใจในการทำกิจกรรม ไม่อยู่ว่างคิดฟุ้งซ่าน เครียด และเมื่อได้ทำกิจกรรมนั้นแล้วย่อมเกิดความภาคภูมิใจ เกิดความสุขในชีวิต

4.การให้คำแนะนำแก่ญาติ ให้ญาติใส่ใจเข้าใจ ให้กำลังใจผู้รับบริการเป็นการช่วยสนับสนุนผู้รับบริการซึ่งก่อให้เกิดความเข็มแข็งทางด้านจิตใจ

5.การดูแลตนเองด้วยทางเลือกอื่นคือ การรับประทานผัก ผลไม้ งดเนื้อสัตว์ อาหารที่มีไขมันและรสชาติเค็ม รวมถึงการทำจิตใจให้สงบ การให้การช่วยเหลือแบ่งปันผู้อื่นย่อมก่อให้เกิดคุณค่าในตนเอง สู่การมีความสุขในชีวิต