วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กราบสวัสดีค่ะครู

                วันนี้หนูขอโอกาสเขียนจากใจ หลายครั้งที่หนูเขียนจดหมายถึงครูเขียนด้วยความกลัว กลัวไม่ถูกใจ กลัวดูไม่ดี มันเลยกล้าไม่เป็นสักที สามวันที่ใคร่ครวญกับตนเอง แล้วปล่อยให้ตัวชั่วมันเล่นละครให้เห็น กับโจทย์เรื่องราคะที่ครูให้ไว้แบบที่กิเลสภายในใจโหยหวนยกใหญ่

“ด้วยใจที่ไม่ปรารถนาไปใช้กรรมในนรก มีกรรมอะไรก็ขอโอกาสชดใช้ในชาตินี้เจ้าค่ะ”

ราคะตัณหาที่เกิดขึ้น คำตอบที่ได้

“น่าหวั่นมากเจ้าค่ะ มันมิได้ระบุผู้คนหรือผู้ใด พอเผลอมันก็พร้อมที่จะ"

เสนอหน้าออกมาทันที

“พอครูทุบกะโหลกนะจุดนี้มันเลยครั่ง”

เปิดวิทยุหลวงตา หลายครั้งก็เจอการตัดราคะ ในแบบต่าง ๆ ลองพยายามกับตนเอง หยิบหนังสือที่ครูวางไว้ที่กุฏิ

“กายคตาสติ”

คอยเปิดดูเปิดอ่านเตือนสติ  บางคราท่านก็ให้ลองพิจารณาความตาย

ครูค่ะ ความรู้สึกข้างในมันไม่ค่อยระลึกถึงความตาย คิดเอามันก็ไม่ค่อยเชื่อ แต่มันมีความรู้สึก “อยากตาย” แต่ก็รับรู้ว่ามันเป็นกิเลส น่าหวั่นอีกประเด็น

“จิตนี้กลัวความจริงมากกว่าความตาย” หนูก็คอยถามมันว่า

 “จริงรึ ไม่ใช่พอจะตายเข้าจริงๆก็เห็นวิ่งหนี พะงาบ ๆ มาหลายครา”

พอภาวนาถึงตอนที่ลมหายใจจะหมด หรือเห็นสิ่งต่าง ๆ ก็รู้สึกกลัวตาย หรือไม่ก็กลัวอายจนดิ้นรนออกจากสภาวะนั้น ๆ ทั้งๆที่ครูเมตตาย้ำถึงสองครั้งสองครา คราแรกครูก็บอกว่า

“กลัวมันทำไม ถ้าเจออีกก็ปล่อยมันไปเลย”  พอช่วงเวลาผ่านไปนาน

เป็นอีกครั้งครานี้ครูกระแทกแบบจังเบลอเริ่มว่า

 “รถพยาบาลก็อยู่ไมไกลโทรเรียกก็ได้ ปล่อยให้มันตายไปเลย”

ทราบว่าครูเมตตาช่วยแก้ให้ แต่เจอแบบนี้มาอีกทีก็ยังดิ้นแต่ไม่ใช่ดิ้นหนีตาย ตอนนั้นมันรู้สึกว่าจะเป็นลมในระหว่างนั่งสมาธิกับคนเต็มศาลา มันกลัวอาย แล้วมันก็ดิ้นออกมา เหงื่อแตกพลั่กทั้ง ๆที่อากาศหนาวมาก มันกลัวอายมากกว่าค่ะครู กิเลสมันหลอกหน้าหลอกหลัง น่าเจ็บใจ

ขอโอกาสเอ่ยแบบจากใจค่ะครู ก่อนหน้านี้กิเลสมันหลอกหนูว่า

“กลัวครูเหนื่อย มันจึงพยายามเกินจริง ไม่กล้าเอาตัวจริงออกมาอย่างผึ่งผาย อยากดีให้ครูดูอารมณ์ ยิ่งอยากดี ยิ่งออกมาแย่”

วิ่งเมื่อเย็นมาได้คิดกับตนเองว่า

“ราคะที่เกิดขึ้น ถ้าหนูไม่สู้มันเองใครก็สู้แทนหนูไม่ได้ โทสะที่เบาบางลงก็เพราะครูเมตตาชี้ทางแล้วอดทนสู้เองถึงได้พอเป็นผู้เป็นคน”

กิเลสข้างในจิตใจที่คอยอิจฉาครู มันยังมีอยู่มากค่ะครู แต่ถ้าไม่แก้ไข เดี๋ยวก็ไม่มีโอกาส อยู่อาทิตย์นี้ ตั้งใจจัดการกับตนเองทำความเข้าใจกับคำว่า “ละชั่ว”

ความชั่วมันคืออะไร

การงานคั่งค้าง, บ้านช่องสกปรก มีของเกินจำเป็นมาก, ไม่รับผิดชอบ, ไม่รักษาข้อวัตร, มีจิตริษยา, จิตมีโทสะ, จิตมีราคะแล้วก็ไปตามใจมัน

เห็นแล้วก็ต้องยอมรับเจ้าค่ะว่าเพลีย

แทบไม่ต้องทบทวนศีล เพราะทั้งห้าข้อขาดร่วง เพราะไม่มีสติศีลข้อห้าแล้วก็ชักพาให้กิเลสครอบหัว แล้วศีลข้ออื่น ๆ ก็พังร่วงตามมา

 แล้วก็โง่ก็พาแถโดยการยกใจขึ้นเหี้ยม ๆ แล้วบอกว่า

“แล้วไง” คำว่า “ไม่แคร์”

มันไม่ใช่การปล่อยวาง การปล่อยวางนั้นหมายถึงได้ลงมือทำอย่างเต็มที่แล้ว แล้วก็ยังเป็นเช่นนั้นก็ต้องยอมรับผลที่เกิดแต่เหตุ

แต่นี่อะไร หนูยังไม่ได้ลงมือทำเหตุแห่งการแก้ไข แต่จะมาร้องไห้เอาผล  ครูไม่ไล่ตะเพิดหนีตั้งแต่ 3 ปีที่แล้วก็บุญหัวหนูเท่าไหร่แล้ว

ซาบซึ้งกับความเมตตาของครู มอบความกรุณาจากจิตใจต่อความก้าวร้าว โหดเหี้ยม “ของจิตหนู”

เขียนไปมากเดี๋ยวจิตมันจะหลอกให้ “ดราม่าอีก”

หนูจะไม่สัญญาอะไรเจ้าค่ะครู จะดูมันแล้วก็ลงมือทำ ๆ ๆ  ทำไปจนกว่าหนูจะตายแล้วไม่มีโอกาส

กับอาทิตย์นี้ที่ไม่ไปวัดศีลข้อสี่หนูก็ด่างพร้อย ผลพลอยให้จิตหมอง

คำว่า “สัจจะ” ที่ครูเอ่ยถึงสั่นสะเทือนในจิตนี้เจ้าค่ะ

แล้วเทศน์ตอนที่เข้าไปกราบหลวงปู่กับน้องภัสก็หลั่งไหลเข้ามาว่า

“สองสามปีนี้อย่าไปไหน ทั้งหนูและน้องภัส ให้อยู่ที่นี่จนกว่าเจดีย์จะเสร็จ”

ตั้งแต่ท่านเอ่ย จิตหนูมันก็ยังหาเรื่องเกือบพลาดรับทุนไปเรียน แต่ด้วยความเมตตาของครูช่วยดึงไว้ ครั้งนี้ครูก็เมตตาชี้ทางแก้ไขให้ ผลวิเคราะห์น้ำได้รับแล้วเจ้าค่ะได้ตอนประมาณห้าโมงเย็นวันศุกร์ มันก็มีแรงฮึกขึ้นมาว่า

“รึต้องรีบเอาผลไปกราบเรียนหลวงปู่”

แต่สุดท้ายก็ยังอยู่ที่ขอนแก่น แสดงว่า “หนูสอบตก อีกครั้ง”

 

 ส่วนเรื่องราคะ ทุกวันนั้นดูภาพศพไปเรื่อย ๆ จิตมันไม่กลัวเจ้าค่ะ อาจจะด้วยเคยเห็น เคยเรียน หรือคุ้นเคยกับขยะและของเน่าก็ไม่อาจจะเข้าใจได้ ที่แน่ๆก็ยังไม่ใช่ปัญญากับตนเองเจ้าค่ะ  แต่บางขณะก็รู้สึกสลดลงมาได้บ้าง กับการชอบเต้น ชอบร้องเพลง ครูบาอาจารย์ท่านเขียนไว้ให้พิจารณา ศพ ที่เป็น ท่อน ๆ ว่า

 “มันหลุดออกจากกันแล้วอิริยาบถไหนน่าหลงใหล”

ก็พยายามกับตนเองลองนึกถึงน้าที่ขาขาด แล้วนึกย้อนมาที่ขาตนเอง แขนตนเองถ้ามันถูกตัดจะเป็นอย่างไร ก็เพียงระงับได้ หนูเชื่ออย่างหนึ่งว่า

“ผู้รู้ทุกท่านก็ต้องเคยลำบากมาแล้ว จะแปลกตรงไหนที่คนโง่อยากหนูจะลำบากบ้าง”

กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะครู

และขอโอกาสกราบขอขมาและขออโหสิกรรมด้วยกาย ก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี หากศิษย์ได้เคยปรามาสล่วงเกินสิ่งใดขอได้โปรดงดโทษล่วงเกินอันนั้น เพื่อการสำรวมระวัง และปฏิบัติภาวนาให้ก้าวหน้าต่อไปแล้วค่ะ

แด่ความดีงามอันสูงส่งของครู เหนือหัวของศิษย์