ในที่สุดแล้ว เราทุกคนควรต้องทำความคุ้นเคยกับ "ความไม่มี"

 

ฉันเบื่อหน่ายและหลีกเลี่ยง... พิธีกรรม/พิธีการเกือบทุกชนิด

ญาติ ๆ และเพื่อนสนิทจะรู้จักฉันดีในแง่มุมนี้

ความจริง ฉันก็...ไม่ได้ต่อต้านสังคมหรือคิดนอกคอกอะไรหรอก

แต่เพราะไม่เห็นความสำคัญ และฉันก็ "เลือก" ได้

ด้วยญาติๆและเพื่อนๆเข้าใจและยอมรับ ไม่ถือสาหาความกับ "นิสัย" ไม่ดีของฉันในข้อนี้

 

แต่บางพิธีการ ก็เลี่ยงไม่ได้ แม้...เบื่อหน่าย แค่ไหน

ตอนเรียนนั้นไม่มีปัญหา เพราะสนุกและมีความสุข (ปนทุกข์เป็นระยะๆ)

แต่พอต้อง "รับปริญญา" ฉันเกิดปัญหาคาใจทุกครั้ง

เบื่อจะตาย เหนื่อยก็เหนื่อย มีแต่เปลือกกระพี้ เสียเวลา...

แต่...ฉันต้องรับปริญญาเพื่อ "ญาติพี่น้อง"

 

ได้แต่บอกตัวเอง...ในวันรับพระราชทานปริญญาฯ

วันที่ทุกคนบอกว่า... เป็นวันที่แสดงถึงความสำเร็จของชีวิต

ฟังแล้วได้แต่ยิ้ม ตอบอยู่ในใจว่า... ความสำเร็จของชีวิตฉัน...ไม่ได้อยู่ที่เรียนจบสักหน่อย

 

ตอนที่...

  * ต้องยืนบนรองเท้าส้นสูงคู่ใหม่ที่คอยจะกัดเท้า แม้จะใส่มาแล้วสองครั้งสองหนตอนซ้อมย่อยซ้อมใหญ่ (โอ...ทำไมต้องซ้อมสองครั้งด้วย ไม่ได้ทำงานตั้ง 2 วัน)

  * ต้องใส่เสื้อ 2 ชั้น ที่มีสัญลักษณ์เป็นบั้งที่บ่าทั้งสองข้าง ที่คอยจะไปเกี่ยวเกาะกับเสื้อคลุมผ้ามุ้ง ซึ่งมีตราของสถาบันอันทรงเกียรติ จะดึงรั้งไปทางซ้ายทางขวาก็ไม่ได้อย่างใจ ต้องระวังอย่าดึงแรง ผ้ามุ้งอาจขาดได้ เกะกะเก้งก้างไปทั้งเนื้อทั้งตัว ว่า...

 

อดทนอีกหน่อยนะ...เดี๋ยวมันก็จะผ่านไปแล้ว...

This too shall past  (คาถาประจำใจ)

 

หลังพิธีการ...

 ที่ต้องปรบมือจนเมื่อยมือ สลับกับการนั่งสัปหงกเป็นระยะๆ

เพราะ ต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 ครึ่ง เพื่อมาเข้าแถวรอเข้าหอประชุมให้ทัน 6 โมงเช้า ยังดีทีุ่ไม่ต้องแต่งหน้าทำผมเป็นพิเศษ นอกจากทาแป้งทาปากอย่างรวดเร็ว ผมก็ไม่ต้องทำเพราะทำอย่างไรก็ยังเป็นผมซอยยุ่งๆ เหมือนเดิม เพื่อนบางคนต้องตื่นตั้งแต่ตี 2 โดยจ้างช่างแต่งหน้าทำผมให้มานอนค้างที่บ้าน...(โอ...ช่างอดทน)

 

ฝนโปรย...

ได้การล่ะ... ดีจัง ฉันกระหยิ่มยิ้มย่อง

ก็ฉันชอบ...ฝน....

แต่พอหันมาดูชุดที่ตัวเองสวมใส่อยู่ หากจะเดินกลางฝนพรำอย่างที่ชอบคงไม่เหมาะแล้ว

เลยต้องวิ่งกันอย่างทุลักทุเลทั้งบัณฑิตและญาติหาที่หลบฝน

 

หันไปมองรอบๆตัว ญาติๆอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้

ร่มก็ไม่มี โทรศัพท์ก็ไม่มี (ห้ามพกโทรศัพท์เข้าหอประชุม) เพื่อนๆก็ไม่รู้อยู่ไหน

ได้นั่งรวมกลุ่มกับคนอื่นๆที่ไม่รู้จักกันมาก่อน

หิวก็หิว ตั้งแต่เช้าดื่มกาแฟมาแก้วเดียว

ฝนก็ช่างไม่เป็นใจ หยุดๆตกๆเป็นระยะๆ

รอ ๆๆๆๆๆๆ

มองๆไป บางคนกำลังถ่ายภาพกับญาติกับเพื่อน

แต่เราไม่มีทั้งญาติและเพื่อน...

ช่างเป็นบัณฑิตที่น่าสงสารที่สุดในโลก .... คิดพลางยิ้มอย่างปลงๆ

 

ท่ามกลางคนมากมายที่ไม่รู้จักและสถานการณ์ที่ทำอะไรไม่ได้นั้น

ฉันยิ้ม...คิดถึงแม่กับเตี่ย

คนทั้งคู่ที่รักฉันมากกว่าใครในโลกนี้

หากทั้งสองท่านยังอยู่ คงยิ้มหน้าบานและคุยฟุ้งไปอีกหลายวัน

นั่นคือ...ความรักที่หล่อเลี้ยงใจฉันตลอดมา

 

คิดต่อไปอีก...

คนเราก็อย่างนี้แหละ...จะอะไรมากมาย

แม้มีญาติสนิทมิตรสหายคนรอบกายมากแค่ไหน

ในที่สุด...เราก็ต้องอยู่คนเดียว นั่นคือความจริงของชีวิต

ดังนั้นจึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นกับใคร/อะไร จนเกินไป

 

และท้ายที่สุด...

ฉันคิดว่าแม้สถานการณ์จะดูแย่ๆและไม่เป็นใจ

ก็ไม่เลวนะ

เพราะอย่างน้อย... ฉันก็ได้ "ตระหนัก" ถึงอะไรบางอย่างของชีวิต

เห็นความไม่เที่ยงของสถานการณ์ ลมฟ้าอากาศ

เห็นความไม่แท้ของชีวิต มาคนเดียว อยู่คนเดียว และจากไปคนเดียว

เห็นความรัก/เสียสละมากมายของคนรอบตัว

ของพี่ๆที่แม้สุขภาพไ่ม่ค่อยดีก็ยังอุตส่าห์มา

ของหลานๆ ของเพื่อนๆ...

 

และที่สำคัญ... เห็นความสำคัญของ "การไม่มี"

ไม่มีญาติ ไม่มีเพื่อน ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีร่มในยามฝนตก

ในที่สุดแล้ว เราทุกคนควรต้องทำความคุ้นเคยกับ "ความไม่มี"

 

จะว่าไป...

ตอนนี้ฉันกลับรู้สึกขอบคุณ "พิธีการ" ที่เคยไม่ชอบ

ที่ทำให้ฉันตระหนักถึง..."สาระ" บางอย่างที่ไม่เคยได้เห็นมาก่อนในชีวิต

ขอบคุณจริงๆเลย