วันพุธ  ที่ 18 กรกฎาคม 2555

กราบสวัสดีค่ะครู

                เช้านี้ตื่นขึ้นมาก็ก้มลงกราบทำวัตร แล้วก็นั่งทำงานต่อแล้วค่อยออกไปวิ่ง มาถึงโต๊ะทำงาน นั่งลงตรวจเช็คงานที่อยู่ในมือ ทั้งแล็บ ลงพื้นที่และประชุม จัดว่าแน่นเอี๊ยดเลยค่ะครู เหลือเวลาวิเคราะห์ยาในโครงการไม่ถึงสองอาทิตย์ เพราะที่เหลือเดินทางไปประชุมตลอด สิงหาคมเหลือวันทำงานไม่ถึงอาทิตย์ จนพี่ที่นั่งข้าง ๆ ที่ดูแลโครงการภาพใหญ่บอกว่า

“ก็มาทำเสาร์อาทิตย์”

 หนูนั่งทำตาปริบ ๆ กับตนเอง เอาไงดี ยังหาทางออกไม่ได้ แต่ก็ต้องเร่งปิดงาน คิดไม่ทันจะออก ตัวอย่างงานประจำก็ลอยมาให้ทำอีกสองตัวอย่าง แบบว่า ไม่คิดแล้วค่ะครู เลยลุกไปทำตัวอย่างที่เข้ามาก่อนละกันเพราะจำกัดด้วยเงื่อนไขแห่งเวลาพอสมควร

ประมาณการดูแล้วอาทิตย์นี้น่าจะตั้งตัววางแผนไม่ทันเพราะถ้าลุยก็ควรจะลุยต่อเนื่องวันจันทร์หน้ามีประชุม Management review  ถ้าไม่ทำเสาร์ อาทิตย์ ก็คงจะได้ลงวันอังคารแบบเสร็จมืดหน่อย หาปริมาณยาสองวัน ทดสอบการละลายอีกสองวัน ตัวอย่างสิบกว่าตัวน่าจะพอได้

ออกรายงานอีกหนึ่งอาทิตย์ อาจจะได้เอารายงานไปทำในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ต้องสับหลีกเวลาลงพื้นที่เพื่อสรุปโครงการ และติดตามเรื่องเล่าส่งโรงพิมพ์

พอหันมองงานตรงหน้าก็มาเต็มเหมือนกันเจ้าค่ะ ก่อนหน้านี้ก็ทำไปแบบสบาย ๆ แต่พอมาคำนวณเวลาที่เหลือจริง ๆ แทบจะไม่ทัน เพราะหนูทำได้ทีละอย่างทำพร้อม ๆ กันไม่ได้กลับหัวไม่ออก เหมือนนั่งทำแล็บช่วงรอเวลาก็ใคร่ครวญไปพร้อม ๆ กับการนั่งพับกระดาษกรอง

โจทย์ที่ได้รับจากครูเรื่องราคะ ก็พยายามเจ้าค่ะแต่ไม่สามารถกระโดดออกมาทำอย่างผึ่งผาย เหมือนเด็กแอบเกาะขอบประตูเรียนมากกว่าเจ้าค่ะ มีโทสะแทรกทั้งความกลัวและความโกรธศีลข้อหนึ่งด่างพร้อย

 รับรู้ว่าข้างในอ่อนแรง ด้วยไม่เข้มแข็งในการรักษาศีล งานที่ต้องส่งล่าช้าไปทุกอย่างศีลข้อสองและสี่ด่างพร้อย

แต่ก็พะงาบหายใจอยู่กับตนเอง มีพี่มาขอข้อมูลเรื่องกระเจี๊ยบ ทำให้นึกขึ้นได้ว่าครั้งหนึ่งช่วงจบใหม่ชอบทำรีวิวงานวิจัยสมุนไพรแล้วนำมาเขียนโดยทำวารสารเอง พอทำๆไปสนุกที่ได้เขียน แต่รู้สึกไม่สนุกกับการบวนการจัดทำเอกสารวารสารเพราะแรงเสียดทานมีมากจึงเอาไว้ก่อนเจ้าค่ะ

จึงไปค้น ๆ แล้วก็นำมาให้พี่ หลายคนก็เชียร์ให้ทำให้เขียนอีกเพราะเป็นประโยชน์ เหมือนดึงงานวิจัยบนหิ้งแล้วก็มาทำให้คนทั่วไปได้อ่าน อ่านแล้วก็ได้ประโยชน์

ฟังคำพูดของพี่ก็รู้สึกมีพลังค่ะ เก็บมาใคร่ครวญแต่ยังไม่ดำเนินการ นั่งลงอ่านงานที่เขียนไว้ ทำให้รู้สึกว่า

 “ก็ทำอะไรได้เยอะอยู่นี่แล้วทำไมไม่ทำ”

เพราะหนูมีนิสัยดื้อ พอจะทำใครห้ามก็ไม่ค่อยฟังเจ้าค่ะมุ่งมั่น แต่พอจะไม่ทำมีเพียงไม่กี่คนที่กระตุ้นได้จริง ๆ เห็นความไม่เอาใจใส่ของตนเองก็รู้สึกอ่อนใจ  แต่ก็ Note ในใจตนเองว่า

“งานนี้ต้องทำ ต้องหาช่วงเวลาที่เหมาะ ทำไปก็ได้ความรู้ไปด้วย มีประโยชน์ด้วย ประโยชน์ตน ประโยชน์ท่านครบถ้วน”

บ่าย ๆ ยังคงทำแล็บต่อ นึกถึงคำพูดของครูที่บอกว่า

 “เราทำงานตามโปรโตคอลใช่ไหม ไม่ค่อยครีเอทเอง”

 มานั่งทบทวน ก็ใช่ค่ะ เพราะจะเต็มไปด้วยข้ออ้างของระบบคุณภาพของกิเลส ที่ทำให้ไม่ยอมพัฒนา ทำจนไม่ต้องเปิดคู่มือแล้วเพราะจำได้ แต่เอาเข้าจริง ๆ อะไรปรับได้แบบไม่กระทบเราก็ทำค่ะครู แต่ก็ไม่มีการเก็บข้อมูลก็ทำแบบทำไปของใครของมัน

เย็นๆมานั่งเตรียมการ เตรียมข้อมูลว่าจะทำอย่างไรให้โครงการ Monograph สมุนไพร ที่จะไปประชุมขับเคลื่อนได้ รู้สึกกับตนเองว่านิ่ง ๆ เพราะสิ่งนี้เป็นความฝันตั้งแต่บรรจุงาน ตั้งแต่ได้แรงบันดาลใจจากอาจารย์ที่ปรึกษา ว่าสิ่งนี้น่าจะดำเนินการได้เร็วและมากกว่าที่มีอยู่

ซึ่งเชื่อว่าหลายท่านก็เล็งเห็นและพยายามช่วยกันแก้ไข แต่ก็ติดที่ยังมีข้ออ้างว่า “งานมากกันอยู่”

การหันมามองหน้างานชัด ๆ ก็คงเป็นพลังหนึ่งที่ได้จากการไปร่วมงาน มหกรรม R2R ค่ะครู หันมองปัญหาแรกๆนี่มันเยอะจังเลยนะคะ แต่ก็ค่อย ๆ ดำเนินการไป กลับบ้านเย็นหน่อยเพราะมัวนั่งอ่านนั่งค้นข้อมูลงานวิจัย เปรียบเทียบข้อมูลที่มี  หลังเลิกงานเป็นช่วงเวลาที่ทำงานได้ดีจังเลยค่ะ อาจจะเป็นเพราะใจสบายไม่รู้สึกว่า บีบคั้นตนเอง กว่าจะกลับบ้านมาวิ่งก็ทุ่มกว่าแต่ก็วิ่งเจ้าค่ะพยายามกับตนเองในการรักษา แต่เรื่องการเขียนบันทึกตามเวลายังทำไม่สำเร็จ ศีลข้อสี่ด่างพร้อย สงสัยกับตนเองเหมือนกันว่าทำไม อาจจะมีสาเหตุมาจาก หนูกลัวที่จะเห็นตัวชั่วของตนเอง ตอนนี้ได้กับตนเองแบบนี้ จิตเลยหลอกล่อให้ไม่เขียน เพราะมันยังมีความรู้สึกอยากดี แต่มองเข้ามาทีไรก็เห็นแต่ความทุกข์กับความชั่ว เจ้าค่ะ