ในแต่ละประเทศ "ปัญหา" คือสิ่งที่ใครๆก็ไม่อยากให้มีอยู่แล้ว ยิ่งประเทศใดมีปัญหาเยอะ ยิ่งทำให้ความเจริญก้าวหน้าทางสังคมเกิดขึ้นได้ยาก อาทิเช่น เศรษฐกิจไม่ดี ผลผลิตไม่ดี ต้องนำเข้าจากประเทศอื่นมากเกินไป ทำให้ประสบปัญหา ติดหนี้อย่างท่วมท้น และอีกสารพันปัญหา และปัญหาที่จะกล่าวถึงคือ ปัญหาทางเทคโนโลยีการศึกษา

      การศึกษาเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากสำหรับชนทุกชั้นในสังคม ไม่ว่าจะถิ่นใด หากไร้ซึ่งการศึกษาแล้ว ที่แห่งนั้นก็ยากที่จะเจริญได้ สำหรับประเทศไทย เทคโนโลยีทางด้านการศึกษายังเป็นปัญหาอยู่มาก คือ การไม่เท่าเทียมกันในสังคม ในแต่ละภูมิภาคของไทยเรา การเดินทาง การติดต่อสื่อสารกัน ในบางที่ยังไม่สะดวกและรวดเร็วพอ ในบางโรงเรียนแค่อินเทอร์เน็ตยังไม่มีให้ใช้ โรงเรียนบางแห่งที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร อาจจะมีคอมพิวเตอร์ให้ได้เรียน แต่ก็ไม่ทั่วถึง บางที่นั้นทั้งโรงเรียน สามสิบเครื่องก็ยังไม่ถึง นักเรียนแต่ละห้องก็มีมากกว่าจำนวนคอมฯที่มีอยู่ ต้องเรียนด้วยกันสองคนต่อเครื่องบ้าง สามบ้าง แล้วแต่ว่าจำนวนนักเรียนกับคอมฯนั้นมันต่างกันแค่ไหน ยิ่งบางที่ที่อยู่ห่างไกลจากตัวเมือง มีโรงเรียนเพียงโรงเรียนเดียวที่อยู่ใกล้บ้าน เลยมีจำนวนนักเรียนเยอะ เพราะผู้ปกครองก็ไม่อยากให้บุตรของตนต้องเดินทางไกล ตัวผู้เขียนเองก็ไม่ได้เป็นคนในตัวเมือง เรียนอยู่บ้านนอกเหมือนกัน ก็รู้ดีอยู่แล้วว่า การที่เราเป็นเด็กที่คล้ายกับว่า "นอกสังกัด" นั้นมันเป็นอย่างไร สำหรับการเดินทางไปโรงเรียนนั้น รถโดยสารประจำทางไม่มี รถยนต์ส่วนตัวไม่มี รถรับส่งแต่ก่อนก็ไม่มี มีแค่จักรยานที่ทางรัฐบาลแจกเท่านั้น ที่เป็นพาหนะ ถ้าเกิดวันไหนมันดื้อหรือขี้เกียจทำงานขึ้นมา วันนั้นก็ต้องเดินไปโรงเรียน ไม่ไกลมาก แค่สามกิโลเอง แต่ก่อนที่โรงเรียนมีห้องคอมฯแค่ห้องเดียว เรียนกันทั้งโรงเรียน มีประมาณยี่สิบเครื่อง แต่ใช้ได้อยู่ไม่ถึงครึ่ง แต่ตอนนั้นเราก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรกับมันมาก เพราะเรายังไม่โตพอ แต่ทุกวันนี้เทคโนโลยีมันพัฒนาขึ้นมาก การศึกษาเราควรก้าวหน้าขึ้นมากกว่านี้ อยากให้โรงเรียนในแต่ละที่ ในทุกภูมิภาคนั้นมีการศึกษาที่เท่าเทียมกัน ไม่ใช่ว่าโรงเรียนไหนค่าเทอมแพงเท่านั้นที่เจริญที่สุด ไม่งั้นเด็กที่เขาต้องการเรียน เด็กที่เขาเก่งๆ ที่เขาอยู่ในที่ที่ไม่ได้เจริญอะไรเลย ก็คงไร้ประโยชน์หากความรู้ที่เขามีอยู่ไม่ได้รับการพัฒนา ไม่อยากให้เด็กที่เกิดในยุคที่ทันสมัยอย่างทุกวันนี้ ยังได้มาเรียนแค่เทคโนโลยีที่ถึงบ้าง ไม่ถึงบ้างอย่างเราๆ เราควรพัฒนาให้มากกว่านี้ นักเรียนทั่วทั้งประเทศควรได้รับเท่าเทียมกัน เช่น ถ้าเราได้นำเข้าเทคโนโลยีใหม่ อย่างแท็ปเล็ต เราอาจจะนำเข้าได้ไม่มาก ไม่สามารถแจกให้กับทุกโรงเรียนอย่างทั่วถึงได้ เราก็น่าจะมีโครงการ ที่ให้แต่ละโรงเรียนนำเสนอความคิดส่งมาให้เราประเมินว่า อยากได้แท็ปแลตไปทำอะไร เพื่อประโยชน์ด้านใดบ้าง ให้กับนักเรียนระดับไหน หรืออื่นๆ แล้วเราค่อยมาพิจารณาว่า โรงเรียนใด จำเป็นต้องใช้ที่สุด เห็นคุณค่าแท็ปแล็ตที่เรามีแค่ไม่กี่เครื่องที่สุด ไม่ใช่ว่า ให้โรงเรียนที่อยู่ใกล้ก่อน เพราะเดินทางสะดวก หรืออื่นๆ และอีกด้านคือ การเรียนออนไลน์ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น ผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ดาวเทียม โทรทัศน์ วิทยุ ฯลฯ ยังไม่ทั่วถึงพอในบางพื้นที่ โรงเรียนบางแห่งยังไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้ด้วยซ้ำ ยิ่งถ้าเป็นโรงเรียนที่มีครูอยู่น้อยกว่านักเรียน การเรียนการสอนยิ่งไม่ทั่วถึง ครูก็ทุ่มเทแล้ว เต็มที่แล้ว แต่จะให้ทำไง ถ้าทั้งโรงเรียนมีแค่ ผู้อำนวยการโรงเรียนหนึ่งคน ครูสองคน ภารโรงหนึ่งคน แล้วไม่รู้ว่าจะมีแม่ครัวหรือปล่าว แล้วการศึกษาจะเต็มที่ได้อย่างไร ถ้านักเรียนเหล่านั้น มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย เข้ามาช่วยให้เขาได้เรียนรู้เองจากสื่อการเรียนการสอนอื่นๆ ก็คงไม่มีคำพูดว่า " เด็กบ้านนอก" แต่เด็กเหล่านั้นก็ยังโชคดีที่มีครูอีกหลายต่อหลายคน ที่เสียสละความสะดวกสบายส่วนตัว มาเป็น "ครูบ้านนอก" ผู้อุทิศกาย และใจ สอนเด็กนักเรียนตาดำๆที่อยากเรียนแต่ทุนน้อยเหล่านั้น

       ทุกวันนี้การศึกษาอาจไม่ได้ทำให้คนเก่งเป็นคนดี แต่ก็คงสามารถทำให้คนที่เรียนไม่ดี อยากมี อยากเรียน อยากได้ อย่างเขาบ้าง เราก็คงช่วยอะไรไม่ได้มาก ถึงจะอยากให้การศึกษาก้าวหน้าไปเพียงใด แต่ถ้าคนไทย ในทุกชนชั้น หรือในแต่ละหน่วยงานไม่ช่วยกันก็คงไม่เกิดประโยชน์อะไร ถ้าเราร่วมมือ ร่วมใจ กันแล้ว เราทำการใดก็คงจะสำเร็จ เพราะเทคโนโลยีนั้น คนไทยก็สามารถคิดค้นขึ้นมาเองได้ ขอเพียงแค่เราตั้งใจทำ และคนที่นำเทคโนโลยีเหล่านั้นไปใช้นั้น เห็นคุณค่าของสิ่งที่เขาคิดค้น เขาประดิษฐ์ขึ้นมา เพียงเท่านี้คนที่สร้างขึ้นมาก็คงภูมิใจที่ได้เห็นรอยยิ้มของคนที่ได้ใช้มัน