"การอ่านหนังสือ ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน"
การศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศให้เท่าเทียมกับนานาชาติ เด็กไทยได้รับการศึกษาในระดับอนุบาลจนถึงปริญญาเอกตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 จวบจนถึงปัจจุบันที่ปรับเพิ่มขึ้นในระดับก่อนเตรียมอนุบาลถึงการศึกษาหลังปริญญาเอก รวมถึงมีการต่อยอดเรียนรู้นอกห้องเรียนหรือการเรียนรู้ตลอดชีวิต คงจะไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า หนังสือเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา เป็นแหล่งรวบรวมความรู้ที่นำหรือพกพาไปได้ทุกที่ อ่านได้เนื้อหาสาระที่ถ่ายทอดโดยผู้เขียนอย่างตั้งใจ ไม่เข้าใจบทใดสามารถย้อนกลับไปอ่านได้ ขีดเขียนได้ จดบันทึกได้ แต่พบว่าปัจจุบัน เทคโนโลยีเริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน สามารถพกพาหนังสือไปในที่ต่าง ๆ ได้มากมายจนนับไม่ถ้วน หนังสือเป็นตัวอย่างหนึ่งของสิ่งที่กำลังถูกเปลี่ยนแปลง จากสิ่งที่เรียกว่าคอมพิวเตอร์พกพาได้มีหลายยี่ห้อ หลายขนาด ความทันสมัย ราคา ซึ่งผลกระทบที่จะติดตามมาคือ ผู้ผลิตหนังสือ ผู้เขียนหนังสือ ผู้อ่านหนังสือ ผู้ขายหนังสือ และอื่น ๆที่เป็นธุรกิจหนังสือ จะต้องปรับเปลี่ยนการประกอบอาชีพอย่างไร ดังนั้นเมื่อย้อนกลับไปกล่าวถึงการศึกษาของปลายศตวรรษที่ 19 จนถึง ต้นศตวรรษที่ 20 เกี่ยวกับการศึกษาที่ปรับเปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัดภายในระยะเวลาเพียง 40 ปี ดังนี้
1. ประมาณก่อนปี 1980 ช่วงนั้นการเรียนการสอนในแต่ละชั้นเรียนมีคุณครู 1 คน กับนักเรียน 1 ห้อง (ประมาณไม่เกิน 40 คน) คุณครูใช้เสียงตนเองเป็นหลักไม่มีการใช้เครื่องขยายเสียง ห้อง Sound lab ยังไม่ได้ถูกสร้างขึ้น นักเรียนจะเรียนใกล้บ้าน หรือบางครั้งนั่งรถโรงเรียน หรือพ่อแม่มารับมาส่ง นักเรียนจะมาด้วยกระเป๋าที่ข้างในมีหนังสือสำหรับเรียนวันละประมาณ 5-6 วิชา วิชาหนึ่งจะประกอบไปด้วยตำรา 1 เล่ม แบบฝึกหัด 1 เล่ม สมุด 1 เล่ม และอุปกรณ์การเขียน ทุกเช้าอาจารย์จะมาพูดหน้าเสาธงเพื่อตักเตือน-ประชาสัมพันธ์ให้นักเรียนได้รับทราบข้อมูลต่าง ๆ ส่วนเวลาพักนักเรียนวิ่งไล่จับกันบนสนามหญ้า สนามฟุตบอล เมื่อมีเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น ญาติหรือบุคคลที่เป็นที่รักจากไปผู้ปกครองจะโทรศัพท์เข้ามาที่โรงเรียนหรือมาแจ้งข่าวและรับนักเรียนกลับบ้านด้วยตนเอง อาหารที่ผลิตขึ้นในโรงเรียนเป็นอาหารที่ส่วนใหญ่โรงเรียนจะทำเอง ซึ่งจะถูกเลือกสรรมาให้ปลอดภัย มีขนมให้เลือกไม่กี่ชนิดให้เลือกรับประทาน กิจกรรมในโรงเรียนจะเน้นให้นักเรียนสามารถที่จะนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เช่น การปลูกผัก การทำอาหาร การทำความสะอาดห้องเรียน การฝีมือ-เย็บปักถักร้อย ฯลฯ ข่าวสารที่ได้รับ เช่น หนังสือพิมพ์(มีเพียง 2-3 ฉบับ) ห้องสมุดเป็นที่อ่านหนังสือเท่านั้น(เงียบและสงบ) เวลาหาหนังสือต้องไปดูจากดรรชนี โดยหนังสือเรียงตามอักษร ฯลฯ คุณครูหาสื่อการสอนจากในตำราเดียวกับนักเรียนหรือจากห้องสมุดหรือจากตำราที่คุณครูร่ำเรียนมา บางครั้งก็มีสื่อที่คุณครูทำขึ้นจากกระดาษ-รูปภาพ-คำอธิบาย หรือ หาจากวัสดุที่พอหาได้ ความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนและคุณครูใกล้ชิดกัน คุณครูรู้จักพ่อ-แม่นักเรียนทุกคน มีการประชุมผู้ปกครองมีพ่อแม่มากันแทบทุกคนไม่ได้ส่งตัวแทนมา ทั้งนี้เพราะให้ความสำคัญกันนักเรียน อยากจะมาฟังนโยบายของโรงเรียนสำหรับไปดูแลบุตรของตนขณะอยู่ที่บ้านได้ในแนวทางเดียวกัน ความสัมพันธ์ของนักเรียนกับนักเรียนด้วยกัน ส่วนใหญ่พูดจากันอย่างเด็กไทยที่เอื้ออาทร-รักกัน-สามัคคี-ปรองดอง-ไม่ใช้กำลัง-ช่วยเหลือ-แบ่งปัน-ให้อภัยกันเสมอ ในวิชาศาสนาทุกโรงเรียนได้ให้ความสำคัญนำพระมาเทศน์ นำนักเรียนไปทำกิจกรรมที่วัดเพื่อสร้างความเลื่อมใสในศาสนา ทุกวันมีการสวดมนต์ บนบอร์ดจะมีวันสำคัญทางศาสนาหรือใช้ประชาสัมพันธ์ความรู้ที่คัดสรรมาจากคุณครูแล้ว ไม่ได้ประชาสัมพันธ์มากมายเกลื่อนที่มาลุมสุ่มให้นักเรียนจนไม่น่าสนใจ ก่อนกลับบ้านนักเรียนจะร่่ำลากันหรือบางครั้งนั่งทำการบ้านก่อนที่พ่อแม่จะมารับ เมื่อถึงบ้านที่บ้านจะมีผู้ใหญ่ดูแลเรื่องของการทานข้าว ดูโทรทัศน์ที่เหมาะสมกับอายุของเด็กไทย และทำการบ้านที่คุณครูให้ก่อนจะเข้านอนซึ่งพ่อแม่ช่วยดูแลอย่างตั้งใจสอนลูก ๆ ในบ้านโทรศัพท์จะไม่มีให้ใช้ทุกบ้าน เพราะการขอโทรศัพท์จะใช้ระยะเวลานานกว่าจะได้ รวมถึงราคาค่อนข้างแพง ซึ่งการจะสื่อสารกันระหว่างญาติที่อยู่ห่างไกลหรือเพื่อนส่วนใหญ่จะต้องได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านที่มีโทรศัพท์ หรือตู้โทรศัพท์หยอดเหรียญ หรือต้องเดินทางมาเยี่ยมกันยามเมื่อมีธุระหรือคิดถึง
ดังนั้นในช่วงก่อน 1980 การสื่อสารต่าง ๆ จะค่อนข้างน้อย มีการใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวันโดยเฉพาะการศึกษาค่อนข้างน้อยมาก ส่วนใหญ่ใช้เทคโนโลยที่ต้องให้ร่วมกันไม่ใช่การใช้ส่วนบุคคลนัก ทำให้เด็กไทยมีสมาธิจากการรับสื่อที่น้อย พบปะผู้คนเพียงคนในครอบครัว โรงเรียน เพื่อนบ้านเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ปัญหาเกี่ยวกับความรุนแรง-ความโลภ-การแก่งแย่ง-การเอาปรียบ ฯลฯ พบได้น้อยมากซึ่งผู้เขียนคิดว่า
"คนไทยมีธรรมะประจำใจ สำหรับยึดเหนี่ยวจิตใจตน"
ปล. โปรดติดตามอ่านตอนต่อไป
....ติดตามอ่านต่อครับ น่าสนใจเพราะมชอบอ่านหนังสือมากกว่า อ่านในคอมฯ เพราะหนังสือเก่า หอมมาก หอมกลิ่นหนังสือ
โอ๊ะ มีการติดตามอ่านต่อไปด้วยครับ ;)...