วันอังคาร ที่ 17 เดือน กรกฎาคม 2555

กราบสวัสดีค่ะครู

                วันนี้รู้สึกหนักหน่วงกับตนเองมาก ตื่นมาสวดมนต์แล้วออกไปวิ่ง กลับมานั่งทำงาน แล้วครูก็โทรมาให้กำลังใจ รู้สึกว่าวันทั้งวันต้องอยู่กับ

“แรงบีบคั้นในใจ”

ด้วยความไม่ยอมรับ ไม่กล้า วันนี้มีประชุมที่โรงแรมเซนทาร่า แทบไม่อยากออกจากบ้าน เป็นงานขับเคลื่อนกิจกรรมคุ้มครองผู้บริโภคระดับจังหวัด เจอพี่ ๆ เพื่อน ๆ ในสายงานเภสัชเยอะทีเดียวค่ะงานนี้ ทักทายกันสนุกสนาน ได้ฟังเรื่องราวในมุมต่าง ๆ ของการคุ้นครองผู้บริโภค แต่ในใจก็รู้สึกหนักหน่วงกับตนเองที่งานไม่เสร็จ บันทึกก็ยังไม่ได้เคลียร์ตามที่รับปากครูไว้ ตัดสินใจประมาณบ่าย ๆ ว่าซื้อชั่วโมงอินเตอร์เน็ตผ่านมือถือเอาไว้ทำงาน

บ่ายคล้อยพี่ที่ทำงานไม่สบาย จะเป็นลมมาขอให้พากลับบ้าน สังเกตจากสีหน้าและท่ายืน จึงชวนท่านไปโรงพยาบาลศรีนครินทร์ บอกกับตนเองว่า

“ทุกข์ตนเองเอาไว้ก่อน”

ชวนคุยสบาย ๆ ทำให้ทราบว่า ช่วงนี้ท่านเครียดมาก ทำงานไม่ทัน มีหัวหน้าหลายคนสั่ง เริ่มจะหาทางออกโดยการวางแผนลาออก ไปสอบที่อื่นหรือไม่ก็กลับไปสืบทอดกิจการค้าขายที่บ้าน ด้วยตำแหน่งของลูกจ้างมีความมั่นคงน้อยด้วย เรื่องราวเหล่านี้คงเป็นปัจจัยให้เครียดและป่วยผนวกกับเป็นประจำเดือน ค่ะครู พาพี่ไปโรงพยาบาลก็มานึกย้อนกับตนเองว่า

“หนูทุกข์นะทุกข์มากด้วย”

แต่พอหันมองคนอื่นเขาทุกข์มากกว่าอีกแบบไม่มีทางออก หนูทุกข์เพราะหนูไม่เข้าใจตนเองและอยากเข้าใจตนเอง แต่ดูเหมือนพี่ ๆทุกข์เพราะถูกบีบคั้นจริง ๆ การเดินเข้าห้องยาก็เต็มไปด้วยพี่เพื่อนและอาจารย์เป็นบรรยากาศที่อบอุ่น คุ้นเคย ถูกแซวด้วยค่ะว่า

“เหมือนอาจารย์ท่านหนึ่งที่สอนเคมีวิเคราะห์ที่คณะ”

มานึกย้อนก็ได้ยิ้มกับตนเองเพราะเริ่มถูกทักหนาหูขึ้นเรื่อย ๆ จึงตอบไปว่า

 “หนูกำลังเจริญรอยตามค่ะ”

พอพี่อาการดีขึ้นจากยาที่ฉีดออกฤทธิ์ จึงพากลับมาพักที่บ้าน เปิดกระเป๋าเห็นครูโทรมาจึงโทรกลับ แล้วก็นั่งทำงานไปเรื่อย ๆ

พอครูโทรกลับมาเหมือนครูพยายามพาทำโจทย์และชี้ให้เห็นใจที่ชั่ว ข้างในหนูเหมือนถูกทุบๆๆและทุบ รับรู้ว่าครูเมตตาใจก็ไม่ปรารถนาให้ครูเจ็บ

 แต่หนูก็หลอกตนเองไม่ได้

"ทุกข์มาก อยากจะเข้าใจ"

เย็นนี้หนูออกไปวิ่ง วิ่งไปร้องไห้ไป อยากจะเข้าใจ ท้อแท้ใจกับความโง่และการไม่ยอมรับกับตนเอง เหมือนข้างในร่ำร้องหาเพื่อน วิ่งไปสักพัก ปรากฏเห็นภาพตนเองสมัยเด็ก

“ใส่เสื้อแขนกุดสีฟ้าลายกระต่าย กางเกงสีฟ้ารองเท้าผ้าใบสีขาวรูปร่างจั้มม่ำ"

 รู้สึกเหมือนตนเองมีเพื่อนขึ้นมา อย่างน้อยเด็กผู้หญิงคนนี้ก็วิ่งอยู่ข้างในเป็นเพื่อนค่ะครู  แต่แล้วอยู่ดีๆหัวเธอก็เละ

"มีแต่หนอนไต่ยั๊วเยี๊ยวเต็มสมองเธอไปหมด"

หนูร้องอยู่ข้างใน “อะไรกันเนี๊ยะ”

ความรู้สึกสลดใจถาโถมเข้ามา แค่เพื่อนที่ปรากฏอยู่ภายในก็ไม่มีอยู่จริง รู้สึกเหมือนตนเองกำลังจะบ้า วิ่ง ๆ ไปน้ำตาเลิกไหล ภาพข้างในเปลี่ยนเป็นตัวหนูเองที่โตขึ้น น่าจะราวๆปีสาม ผมหยิกยาว แล้วภาพอื่น ๆ ในชุดราตรีแบบต่าง ๆ ก็ปรากฏขึ้นมา แล้วก็มีเสียงถามข้างใน แล้วคนไหนหนูกันแน่เนี๊ย ไม่ได้รู้สึกว่า ภาพที่ปรากฏของข้างจะใช่หนูสักคน

แล้วก็เหมือนเห็นตนเองวิ่งแบบหัวสั่นหัวคลอน แล้วก็มีเสียงว่า

"นี่ไงที่วิ่งหัวสั่นหัวคลอนอยู่นี่ไง มันก็มีอยู่แค่ตอนนี้ที่ปัจจุบัน มันจะคนไหนก็ช่าง"

แล้วก็เหมือนความรู้สึกบีบคั้นหายไปหนูจึงหยุดวิ่งแล้วพิจารณา อะไรกันเนี๊ย ก่อนวิ่งทุกข์จะแย่ แทบจะอยากตาย แต่อยู่ดีๆก็หายไปซะเฉย ๆ แล้วหนูก็ล้มตัวลงนอน สังเกตร่างกายมันหายใจ มันยกขึ้นยกลง ครูค่ะหนูไม่รู้ว่ากำลังเผชิญอะไรอยู่ รู้สึกว่า ข้างในตนเองเหี้ยมโหดขึ้น แทบอยากจับตนเองขังไว้ รึว่า หนูกำลังจะเป็นบ้า แต่มาคิดอีกที จะเป็นอะไรก็คงเป็นกรรมที่หนูทำมาเองแหละ คร่ำครวญไปก็เสียเวลากับตนเอง เลยเข้ามาบ้านเจ้าค่ะ หลับไปทั้งเหงื่อเหมือนใจอ่อนล้า ตื่นขึ้นมาทำวัตรเย็นและเขียนบันทึก ทำงานหลังเที่ยงคืนเจ้าค่ะ หนูเกิดความรู้สึกกับตนเองจากใจที่ขี้ขลาดว่า

“หนูจะอดทนพอไหม หนูจะไหวรึเปล่า”

 ได้แต่ปลอบตนเองว่า “สิ่งที่ปรารถนาไม่เคยมีผู้ใดได้มาง่ายๆก็ต้องอดเอา”

กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ