ครูฟา..เข้าสาระวิชาภาษาไทย (ไม่ได้)
ก่อนถึงวันวันภาษาไทย โรงเรียนขนาดใหญ่ทั้งหลายจะมีการเตรียมตัวเพื่อทำกิจกรรมวันวิชาภาษาไทย ไม่ว่าจะเป็นการจัดนิทรรศการ การประกวดต่างๆ การทำค่าย ฯลฯ เพื่อไว้ใช้อ้างอิงทำผลงานในวันภาษาไทยของทุกปี หรือบางโรงเรียนจัดทำเพื่อแสดงผลงานเมื่อมีผู้ใหญ่มาตรวจเยี่ยมโรงเรียน
แล้วมีกี่โรงเรียนที่ทำกิจกรรมด้วยจุดประสงค์หลักที่เด็กก่อน?
ปีนี้มีโรงเรียนขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ติดต่อให้ครูฟาจังหวัดตราดของโรงเรียนนั้นช่วยออกแบบกระบวนการเรียนรู้เพื่อเข้าสู่สาระวิชาภาษาไทย โดยจัดเป็นค่ายกิจกรมการเรียนรู้หนึ่งวันเพื่อใช้แสดงผลงานในวันภาษาไทยแห่งชาติที่ 29 กรกฎาคม กำลังมาถึงนี้ เพราะเห็นว่าทีมครูฟาประสบความสำเร็จในการทำค่ายคุณธรรม “สานฝันปั้นเด็กดี” ให้กับโรงเรียนมาแล้วและยังเป็นข่าวระดับจังหวัด
ทีมครูฟาตอบตกลง เพราะนี่เป็นโอกาสดีที่จะได้ขยายการเรียนรู้แบบ project base learningเข้าไปในสาระวิชาหลัก
ทุกครั้งก่อนการทำงานพวกเราทีมครูฟา ซึ่งประกอบด้วยครูฟาชุดผู้นำ และโค้ชจะมีการนัดประชุมทีมงานเพื่ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับระดับชั้นการศึกษาของนักเรียนที่มาร่วมกิจกรรม และระบุจำนวนนักเรียนที่สามารถรองรับได้ในการทำกิจกรรมกลุ่มของแต่ละสถานีการเรียนรู้ เพราะในการทำค่ายแต่ละครั้งเราจะประกาศเชิญให้โรงเรียนในศูนย์หรือไม่ก็โรงเรียนของสมาชิกครูฟาที่สนใจส่งนักเรียนมาเข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดี
การที่โรงเรียนขนาดใหญ่จัดกิจกรรม แล้วเชิญชวนนักเรียนจากโรงเรียนขนาดเล็กที่บางโรงเรียนมีครูทั้งโรงเรียนไม่ถึงมาเข้าร่วมกิจกรรมนั้น เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ทั้งต่อครูและเด็กนักเรียน เพราะเด็กๆ ได้มาเปิดหู เปิดตา เปิดโลก และสร้างภาพลักษณ์ของตนผ่านการเรียนรู้และรับข้อมูลจากสิ่งแวดล้อมที่กว้างใหญ่ขึ้น ไม่ใช่มีแค่เพื่อนจำนวนหยิบมือกับครูอีก 3-4 คน ส่วนครูเองก็ได้มาเรียนรู้กระบวนการสอนในแบบที่ต่างออกไปจากที่เคยปฏิบัติกันมา
ขั้นตอนการทำงานสำหรับเข้าสาระวิชาภาษาไทยนี้ ถูกกำหนดเป็นขั้นตอนการเตรียมงาน 3 ขั้นอย่างชัดเจน ก่อนวันงานจริงจะเริ่มขึ้น ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 ประชุมทีม ซึ่งประกอบด้วย ครูเจ้าของโครงการ (ที่อาจจะผ่านหรือยังไม่ได้ผ่านหลักสูตรพัฒนาครูฟามาก่อน) กับครูฟาชุดผู้นำกิจกรรม และโค้ชปุ้ย เพื่ออกแบบกระบวนเรียนรู้ให้เข้ากับยุคสมัย
ขั้นตอนที่ 2 ประชุมครูที่รับผิดชอบการจัดกิจกรรมทุกฝ่ายของโครงการ เพื่อเล่าจุดหมายและขั้นตอนการทำงาน ในรายละเอียด ซึ่งการประชุมครั้งนี้ทีมครูฟาได้ติดต่อขอนุเคราะห์ใช้ห้องประชุมเสมารักษ์ ในสำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษาตราด ไว้เป็นที่เรียบร้อย (สพป. ตราด เอื้อเฟื้อสถานที่ เพราะเห็นความสำเร็จจากค่ายคุณธรรม “สานฝันปั้นเด็กดี” ของทีมครูฟามาแล้ว จึงอยากสนับสนุน)
ขั้นตอนที่ 3 ดำเนินการตามแผนงานและหน้าที่ของครูแต่ละคนในโรงเรียน ซึ่งตรงนี้ต้องได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่ายในโรงเรียนเป็นอย่างมาก งานจึงจะสำเร็จลุล่วงได้
เราประชุมทีมผ่านขั้นตอนที่หนึ่ง ได้ข้อสรุปของกระบวนการเรียนรู้ออกมาเป็นสถานีกิจกรรมเรียบร้อย และเข้าหลักตามสาระวิชาภาษาไทยอย่างเข้มข้น ชัดเจน มีจุดมุ่งหมาย และได้ประโยชน์กับเด็กยุคดิจิตอล โดยมีสถานีการเรียนรู้ คือ
สถานีฟัง, สถานีพูด, สถานีอ่าน, สถานีเขียน, สถานีคิด และสถานีขับร้อง
กิจกรรมได้ถูกออกแบบมาอย่างสอดคล้อง กลมกลืม เข้ากับยุคสมัยและได้หัวใจที่เป็นสาระของการเรียนรู้แบบเด็กเป็นศูนย์กลาง แต่น่าเสียดายที่เราไปต่อไม่ได้ เราทำจบกระบวนการที่ขั้นตอนหนึ่งเท่านั้น เพราะเจ้าของโครงการเกิดเปลี่ยนใจ ไม่สามารถผ่านด่านกำแพงการเมืองในโรงเรียนไปได้ อีกทั้งความกลัวการไม่ยอมรับจากเพื่อนร่วมงานเพื่อไปต่อในขั้นที่สองและสามมีมากกว่าความปรารถนาที่อยากให้ประโยชน์กับเด็ก ครูเจ้าของโครงการ(ซึ่งยังไม่เคยผ่านหลักสูตรการพัฒนาครูฟา) แจ้งเรามาว่า
“ไม่เป็นไร! ทำแบบเดิมที่ทำทุกปีดีแล้ว” .. บร๊ะ!!

เรื่องนี้คือข้อเท็จจริงที่กำลังบอกเราว่า แม้โรงเรียนนี้จะมีผู้อำนวยการ 3.0 ซึ่งสนับสนุนอยากให้มีโครงการเปลี่ยนรูปแบบใหม่มากกว่าที่จะเป็นเหมือนเดิม แบบเดิมอย่างที่เคยปฏิบัติกันมาทุกปีเป็นสิบๆ ปีผ่านมาแล้วก็ตาม แต่บรรดาครูที่มีอยู่ในโรงเรียนบางท่านยังเป็นครูยุค 1.0 มันก็เป็นธรรมดาที่การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องกระอักกระอ่วนใจ และที่น่าสนใจคือว่า ครูบางท่านจบปริญญาโท เรียนต่อปริญญาเอก แต่ความรู้และปริญญาของท่านเหล่านั้นไม่ได้ช่วยให้ท่านยกระดับขึ้นมาเป็นครูยุค 3.0 หรือครูในศตวรรษที่ 21 ได้เลย
แล้วคุณคิดว่า เด็กที่เป็นผลผลิตจากครูยุค 1.0 มีแนวโน้มจะออกสู่สังคมในรูปแบบไหน?
พวกเค้าจะก้าวทันโลกยุคใหม่ได้หรือไม่?
แล้วอนาคตของชาติเราจะเป็นอย่างไร?
นี่มันศตวรรษที่ 21 แล้วนะท่าน!!
น่าเสียดายจังค่ะ
ที่โรงเรียนจัดค่ายภาษาอังกฤษ เด็กกลัวมากเลย(ม.3) ไม่อยากมา แต่ต้องมาเพราะครูบังคับ พอเลิกค่าย(เราจัด1 วัน) พวกเขาเดินมาหาครู แล้วบอกว่า คุณครู ขา จัดอีกนะค่ะ พวกหนูชอบ ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด สนุกค่ะ แล้วพวกเขาก็อวดประโยคสั้นๆ ที่เขาประทับใจ
น่าเสียดายจังค่ะ
ขอเป็นกำลังใจค่ะ สักวันเร็วๆนี้ ..ควรบรรจุในหลักสูตรอบรมพัฒนาครู ผู้บริหารในครั้งต่อไปค่ะ
ขอบคุณครูเพ็ญศรีและทุกท่านสำหรับกำลังใจค่ะ D
@ ครูชลคะ รอติดตามบทความเกี่ยวกับกิจกรรมสำหรับทำค่ายคุณธรรมนะคะ
@ Krutoom คะ ปุ้ยก็คาดหวังอยากให้มีการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาและอัพเกรดครู
จากครูยุค 1.0 มาเป็นยุค 3.0 เหมือนกันคะ จะได้เข้ากับยุคสมัยหน่อย