อนาคตของเด็กไทยเริ่มต้นจากการศึกษา

          การศึกษาของเด็กไทยจะเริ่มต้นจาก ครอบครัว ซึ่งถือเป็นสถาบันแห่งแรกของเด็กเป็นเหมือนโรงเรียนแห่งแรกของเด็ก ครอบครัวจะทำให้เด็กได้รับความรักความอบอุ่นและความรู้ตั้งแต่ยังเบเบาะ ปู่ย่าตายาย พ่อแม่ และญาติพี่น้องเปรียบเสมือนเป็นครูคนแรกของด็ก เป็นผู้เลี้ยงดูและอบรมสั่งสอน ให้ความปลอดภัย หาอาหาร ดูแลเด็กยามเด็กเจ็บป่วย พอเด็กเริ่มถึงเกณฑ์เข้าโรงเรียนผู้ปกครองก็จะนำเด็กไปเข้าโรงเรียนโดยเริ่มจากชั้นอนุบาล → ประถมศึกษา → มัธยมศึกษาตอนต้น → มัธยมศึกษาตอนปลาย → อุดมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้นเป็นการศึกษาภาคบังคับตามที่ภาครัฐกำหนด ถ้าเด็กไม่เลือกที่จะเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายก็อาจจะเลือกต่อสายอาชีพ ตามความถนัดและรักในงานอาชีพ อาชีวศึกษา ส่วนเด็กที่ตั้งเป้าหมายจะเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษา ต้องจบมัธยมศึษาปีที่ 6 และผ่านการสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัย

          นอกเหนือจากการศึกษาที่ได้กล่าวมาข้างต้นเด็กส่วนใหญ่จะอยู่ในระบบการศึกษา แต่ยังมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้รับการศึกษา แต่ภาครัฐ เอกชนและองค์กรพัฒนาเอกชนได้ร่วมมือกันดูแลให้เด็กได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงเช่น กลุ่มเด็กพิการ ตาบอด หูหนวก พิการทางสมอง พิการซ้ำซ้อน เด็กออทิสติก การศึกษาพิเศษเหล่านี้นับรวมถึงระบบการศึกษานอกโรงเรียน การศึกษาผู้ใหญ่ การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม การจัดให้มีห้องสมุดชุมชนเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง รวมถึงการเรียนรู้ในชุมชนด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วย

         เหนือสิ่งอื่นใด การศึกษา น่าจะเป็นที่จะช่วยทำให้คนเป็น คนที่มีคุณภาพ เพราะการศึกษาเป็นขบวนการทำให้คนมีความรู้และคุณสมบัติต่างๆ ที่จะช่วยให้คนคนนั้นสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้

แนวทางการศึกษาที่อยากจะให้เป็นตามความคิดเห็นขอผู้เขียน

 1.เน้นสร้างคน เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในด้านต่างๆ ควบคู่ไปกับการมีคุณธรรมและจริยธรรมซึ่งเป็นคุณสมบัติของคนดี

2.เน้นผู้เรียน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รู้จักความถนัดของตนและความสนใจเรียนอย่างสนุก ไม่เครียดในการเรียนมากจนเกินไป มีกิจกรรมทำร่วมกับการเรียน โดยครูผู้สอนยึดผู้เรียนเป็นหลัก

3.เน้นคุณภาพ เด็กสามารถคิดวิเคราะห์ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เกิดความเชื่อมั่นในตนเองและมีความสุขกับการทำงาน

          การศึกษาเป็นสิ่งที่จำเป็นมากเพราะจะทำให้ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ การศึกษาทำให้เราเกิดการพัฒนาตนเองเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จที่เราได้ตั้งเป้าหมายไว้ 

 ขอขอบคุณที่มาจาก http://sinothai.youth.cn/jyzd/tg/200709/t20070921 59386.htm