ทุกท่านที่ศึกษาพระสมเด็จ จะได้ยินคำที่พูดถึงกันบ่อยๆมาก ก็คือ น้ำมันตังอิ้ว

ตามตำนานพระสมเด็จ ได้กล่าวว่า

การใช้น้ำมันตังอิ้วนั้น มีในพระการสร้างพระสมเด็จยุคปลาย

เพื่อแก้ไขปัญหาการแตกหักของพระสมเด็จที่สร้างขึ้นมาใหม่ๆ

ที่แต่เดิมใช้พวกน้ำอ้อยเคี่ยว (น่าจะแบบตังเมเหนียวๆ) ยางไม้ ผลไม้ที่มีความเหนียว (เช่น กล้วย) และแป้งจากข้าว ที่ได้ผลบ้างไม่ได้บ้าง พระจึงเสียหายไปมากพอสมควร

แต่มาในยุคหลังที่มีท่านหลวงวิจารณ์เจียรนัย เป็นหัวเรือใหญ่ของการแกะพิมพ์

ได้มีการใช้น้ำมันตังอิ้วเป็นส่วนผสมสำคัญ

ที่กลายมาเป็นสัญญลักษณ์ของพระสมเด็จยุคปลาย

ที่คงทน สวยงาม ไม่แตกร้าว และเป็นที่นิยมสูงสุดมาถึงปัจจุบัน

จากการวิเคราะห์ตามหลักการทางเคมีอินทรีย์

  • น้ำมันตังอิ้ว คือ น้ำมันข้นเหนียว แบบเดียวกับน้ำว่าน จะไม่ค่อยเข้ากับน้ำอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน
  • อย่างมากก็เป็นแบบ emulsion
  • แต่ช่วยรักษาเนื้อพระผงที่กำลังแห้งตัว ให้ทนทานพอสมควร
  • โดยทำให้เนื้อพระมีความหยุ่นตัว เหนียวแกร่ง ไม่แตกหักง่าย
  • เกาะยึดเนื้อปูนที่กำลังแห้ง
  • โดยเฉพาะในระยะแรกๆ ประมาณ 20-30 ปี ที่ยังไม่มีเนื้อปูนดิบมางอกคลุมรักษาเนื้อพระ

และ

  • ตังอิ้วน่าจะถูกเก็บกักไว้ในเนื้อพระโดยการปิดล้อมของความชื้น (ไม่เข้ากับน้ำ) และ
  • การหุ้มห่อของผิวปูนดิบที่ผิวพระ

และ

  • ตังอิ้วจะเริ่มซึมออกมา ตาม
    • รูเปิด (รูน้ำตา) ทางไหลระบายความชื้นของน้ำปูนเดิมของผิวพระ และ
    • รอยปริ รอยระแหง เมื่อเนื้อพระเริ่มแห้ง
  • และหรือ โดนความร้อนบ่อยๆ (เช่นการแขวนพระไว้กับตัวบ่อยๆ)
  • หรือโดนความร้อนจากการแช่น้ำร้อน

ที่ทำให้ผิวพระสมเด็จเนื้อปูนดิบ ที่ "ผ่านการใช้"

  • มีความหนึกนุ่ม
  • ไม่แห้งผาก 
  • ไม่แตกร้าว ทนทาน 
  • เหนียวจากด้านใน แกร่งจากผิวปูนด้านนอก
  • จึงแข็งประดุจหินอ่อน
  • มีคราบตังอิ้วประปราย

ถ้าเข้าใจหลักการทางเคมีนี้แล้ว จะทำให้สามารถเข้าใจ และดูพระสมเด็จเนื้อผงปูนดิบที่มีตังอิ้วได้โดยเข้าใจง่ายขึ้น และเร็วขึ้นครับ