ระหว่างดูแลตัวเราให้แข็งแรงเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค กับ เปลี่ยนที่ทำงาน เลือกที่ทำงานที่สะอาด ปลอดเชื้อ อันไหนทำง่ายกว่ากัน"

บันทึกห้องพยาบาล เริ่มต้นที่ "เรา" 

            "ระหว่างดูแลตัวเราให้แข็งแรงเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค กับ เปลี่ยนที่ทำงาน เลือกที่ทำงานที่สะอาด ปลอดเชื้อ อันไหนทำง่ายกว่ากัน"

            ฉันมารับเวรที่ห้องพยาบาลตอนเช้า  น้องพยาบาลที่อยู่เวรดึกส่งเวรว่า

            "มีพนักงานนอนอยู่คนหนึ่งพี่ภัส  มาด้วยอาการเจ็บหน้าอก  ตรวจดูแล้วคิดว่าน่าจะไม่เป็นอะไรมาก  อาจจะเป็นกล้ามเนื้ออักเสบ  จะให้ยากินแต่พนักงานปฏิเสธ  ต้องการจะไปพบแพทย์  ปรึกษาหัวหน้างานแล้ว  หัวหน้างานขอให้นอนพักดูอาการก่อน"

           พนักงานหญิงอายุประมาณ ๒๐ ปีเศษ นอนหลับอยู่บนเตียง  ไม่มีทีท่าว่าจะมีอาการผิดปกติอะไร  หลังจากตรวจดูความเรียบร้อยในห้องนอนพักแล้ว  ก็เลยเดินออกมาทำงานด้านนอก   จนเวลาผ่านไปประมาณ ๒ ชม. จึงได้เข้าไปดูพนักงานในห้องนอนพักอีกครั้ง  ก็เห็นยังนอนหลับ  จึงได้ปลุกขึ้นเพื่อตรวจและซักถามอาการ

            "ยังเจ็บหน้าอกอยู่เลยค่ะ  คิดว่าอยากไปหาหมอน่ะ"  พนักงานตอบด้วยใบหน้าวิตกกังวล 

            จากประวัติที่น้องพยาบาลส่งเวรให้ฟัง รวมกับคำพูดของเธอทำให้ฉันคาดเดาอะไรได้รางๆ 

            "อาการเจ็บหน้าอกเนี่ย  ถ้าจะสอดคล้องกับการเป็นโรคหัวใจน่ะ มันไม่ได้มีแค่อาการเจ็บหน้าอกอย่างเดียว" ฉันพูดขึ้นลอยๆ

           "ใช่ค้ะ ต้องมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก  แล้วก็ ..."  พนักงานตอบแทบจะทันที  ฟังจากคำตอบของเธอทำให้พอจะเดาได้ว่า เธอคงกังวลกับอาการของเธอ  แล้วก็คงไปค้นหาข้อมูลใน internet ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีที่เธอใส่ใจกับสุขภาพ   แต่ ...

             สนใจ อ่าน ค้น แล้วสงสัยว่าจะเป็นมั้ย  แล้วก็มาตรวจกับแพทย์ ฟังความเห็นของแพทย์เพื่อสรุปให้แน่ชัดอีกครั้ง  หากไม่พบว่าเป็น แต่ยังติดใจในอาการ  ก็ควรสังเกตอาการไปเรื่อยๆ พร้อมกับทำตามที่คุณหมอแนะนำ   หากพบอาการเปลี่ยนแปลงก็ไปตรวจซ้ำ  แต่ถ้าไม่พบการเปลี่ยนแปลง เราไม่ได้เป็นโรคหัวใจอย่างที่กังวล  ยังไงเสียการดูแลตัวเองก็ไม่ถือว่าเสียเปล่า เพราะจะได้สุขภาพดีเป็นของแถมแน่นอน   

             ไม่ใช่ สนใจ อ่าน ค้น แล้วสรุปว่าเราเป็น  ไปหาแพทย์ตรวจกี่คนบอกว่าไม่เป็น ก็ไม่เชื่อ ปักใจว่าเป็น ต้องเป็นสิ

             เธอเล่าต่อว่า ตั้งแต่มาเข้าทำงานที่นี่ (ที่คลังสินค้า เป็นพนักงานต้องอยู่กะเช้า บ่าย ดึก) เจ็บป่วยบ่อยมาก เดี๋ยวเป็นโน่น เดี๋ยวเป็นนี่   อยากจะลาออกไปทำงานที่อื่น

             "ระหว่างดูแลตัวเราให้แข็งแรงเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค กับ เปลี่ยนที่ทำงาน เลือกที่ทำงานที่สะอาด ปลอดเชื้อ อันไหนทำง่ายกว่ากัน"  สิ้นคำถามของฉัน พนักงานหันมามองสบตา

             "เพิ่งมาทำงานใหม่ๆ  ที่ทำงานเป็นคลังสินค้า ต้องอยู่กะ เช้า บ่าย ดึก  คนไม่เคยอดนอน ต้องปรับตัว ก็ต้องเจ็บป่วยบ้างเป็นธรรมดา   พี่เป็นพยาบาล  ตั้งแต่สมัยเรียนก็ต้องเข้ากะเหมือนกัน" ฉันพูดพลางหัวเราะ เห็นเธอฟังตามเงียบๆ

             "ตอนเรียนปี ๒ น่ะอยู่แต่เวรเช้า  พอขึ้นปี ๓ เริ่มภาคเรียนแรกด้วยเวรดึก  เป็นไงรู้มั้ย  ต้องขึ้นเวรดึก เข้าเวรห้าทุ่มออกเจ็ดโมงเช้า  เข้าเวรห้าทุ่มน่ะต้องถึง ward ตอนสี่ทุ่มครึ่งนะ  ลงเวรเจ็ดโมงเช้าน่ะกว่าจะลงเวรจริงก็เฉียดแปดโมงแหละ  แล้วตลอดทั้งคืนอย่าว่าแต่ได้นอนเลย ไม่กล้าจะนั่งด้วยซ้ำไป   แถมลงเวรไปต้องรีบทำเวลานอน เพราะต้องตื่นตั้งแต่ ๑๑ โมงจะได้ทันรถของคณะฯ เพื่อมาเรียนตอนบ่ายโมง  ถ้าตื่นสายก็ต้องไปเอง แล้วถ้าไปถึงห้องเรียนไม่ทันเวลาเหรอ  อาจารย์บางท่านก็ล็อคประตูห้องเฉยเลย  ไม่ให้เข้าห้องซะอย่างใครจะทำไม" ภาพสมัยเรียนที่ฉันไปยืนเกาะประตูห้องเรียน  อาจารย์แพทย์แค่หันมาดูแวบหนึ่งแล้วก็สอนต่อ  ผุดขึ้นมา ทำให้ฉันอดหัวเราะไม่ได้ 

             "ตอนนี้มาทำงานที่นี่ ถึงงานจะไม่หนักเหมือนที่โรงพยาบาล  อยู่กะดึกถึงจะได้นอนแต่เอาเข้าจริงก็ไม่หลับหรอก  มันเคยแล้วน่ะ  ขืนหลับเดี๋ยวไม่ตื่น    งานไม่หนักเท่าเรา  ฝุ่นไม่เยอะเท่าในคลัง  แต่คนที่อยู่กับพี่ในห้องพยาบาลนี่น่ะคนไข้ เชื้อโรคทั้งนั้นเลยนะ  ใครเสี่ยงกว่ากัน" ฉันถามขึ้น  พนักงานยังคงนิ่งเงียบ

            "ถ้ามือไม่มีแผล  ต่อให้จุ่มในยาพิษก็ไม่อันตรายหรอก"

ไม่ทราบชื่อผู้เขียน

            "รู้ว่าต้องมาทำงานในที่ๆ เสี่ยง  มีฝุ่นเยอะ  ต้องเข้ากะ ก็ต้องดูแลตัวเองให้มากขึ้น  เข้มงวดกับการใช้ผ้าปิดปากปิดจมูกสิ  มีของตัวเองไว้ประจำสักผืน  ถ้ามันแฉะก็มาขอของที่ทำงานเปลี่ยน  ดื่มน้ำให้บ่อยขึ้น จะได้ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนให้ทำงานดี จะได้ขับไล่เชื้อโรคได้ทัน   เวลากินอาหารก็เลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ  กินผักสด ผลไม้สดให้มากขึ้น กลับถึงบ้านก็ออกกำลังกายซะบ้าง ยืดคลายกล้ามเนื้อ จะได้หลับได้ลึกขึ้น  แล้วถ้ามีเวลามากขึ้นหรือว่าวันไหนรู้สึกไม่ค่อยดี จาม มีน้ำมูก ก็ล้างจมูกสิ  จะใช้หลอดฉีดยาดูดน้ำฉีดเข้าในจมูกก็ได้  หรือว่าจะใช้อบไอน้ำหน้าก็ได้  ก็แค่เอาน้ำเดือดใส่อ่าง  หาผ้ามาครอบเป็นโปง  ซุกหน้าเข้าไปในโปงผ้า  ให้ไอน้ำปะทะหน้า  หายใจเข้าออกลึกๆ  น้ำร้อนจะกระตุ้นให้เยื่อบุจมูกหลั่งน้ำมูกซึ่งมันก็จะช่วยพาเชื้อโรคออกมาด้วย   หาเวลาว่างสักอาทิตย์ละวัน ออกกำลังกายเป็นเรื่องเป็นราวเพื่อให้ร่างกายขับสารพิษทั้งหลายออกมาให้หมด  อย่างนี้ง่ายกว่ามั้ง   ถ้าไปหาที่ทำงานใหม่ รู้ได้ยังไงล่ะว่าที่ทำงานใหม่น่ะจะดี สะอาด ปลอดพิษจริงๆ"

            พนักงานยังคงนิ่ง  แต่ดูจากสีหน้าคิดว่าเธอคงรู้สึกดีขึ้น

            "อาการเจ็บหน้าอกลักษณะนี้น่ะ น่าจะเป็นจากกล้ามเนื้ออักเสบมากกว่านะ" ฉันพูดหลังจากได้ลองจับชีพจร  และตรวจประเมินอาการเบื้องต้นแล้ว

            "บางทีก็พบในคนไข้โรคทางเดินหายใจ ที่มีการติดเชื้อที่ปอดบ้าง  แต่พบน้อยกว่า  ปกติถ้าไปพบแพทย์ แพทย์ก็มักจะให้การรักษาเบื้องต้นด้วยยาแก้ปวด อักเสบกล้ามเนื้อมากินก่อน  ถ้าไม่ดีขึ้นค่อยตรวจเพิ่มเติม  วันนี้ลองเอายาไปกินก่อนดีมั้ย  ถ้าไม่แน่ใจยังไง อาการไม่ดีขึ้นค่อยไปพบแพทย์" เธอพยักหน้ารับคำ  ฉันจึงให้เธอไปรอข้างนอกก่อน 

            "มือไม่มีแผล  แช่ในยาพิษก็ไม่อันตรายหรอกน่ะ จริงมั้ย" ฉันพูดพร้อมกับยื่นยาให้  เธอยื่นมือมารับยาด้วยรอยยิ้ม แล้วยกมือไหว้ฉันก่อนจะเดินออกจากห้องพยาบาลไป

 

บันทึกผู้เขียน

     ไม่ได้หมายความว่า ให้ทนทำงานในที่เสี่ยง  หากเป็นสถานที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อจริงๆ  แล้วทางบริษัทฯ ไม่มีมาตรการดูแลความปลอดภัยของคนทำงานดีพอ  เราก็ควรจะเลือกสุขภาพของตัวเองเป็นหลัก (หากสามารถเลือกได้)  แต่ไม่ว่าทางเลือกจะเป็นอย่างไร  ไม่ว่าที่ทำงานจะดี สะอาด ได้มาตรฐานขนาดไหน  ถ้าเราไม่ดูแลตัวเองให้ดี  ยังไงเราก็ต้องป่วยอยู่ดี 

        จะดีกว่ามั้ย ถ้าเราจะลองปรับสภาพร่างกายของเราให้เข้ากับงานเสียก่อน

        การอยู่กับความวิตกกังวล  โดยไม่ได้หาทางแก้ไข ปรับเปลี่ยนในส่วนของตัวเราเลย  คิดแต่จะเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม เปลี่ยนที่ทำงาน เปลี่ยนคนร่วมงาน เปลี่ยน... เพื่อให้ทุกอย่างได้ดังใจเราน่ะ

ทำได้ ... จริงหรือเปล่า

ส่งท้าย

          เมื่อแรกจบพยาบาล ถูกเลือกให้ทำงานหอผู้ป่วยเคมีบำบัดสำหรับผู้ป่วยมะเร็งนรีเวชฯ ไม่ได้กลัว ไม่ได้ไม่ชอบ เฉยๆ มากกว่า แต่หลายๆ คนกลัว กลัวเพราะต้องผสมยาเคมีบำบัดเอง (ตอนนั้นให้พยาบาลผสมที่ตึก) กลัวจะได้รับยาเคมีบำบัด แล้วมันก็จริง พยาบาลที่หน่วยเกือบทุกคนผมร่วงมากกว่าปกติ แม้จะไม่มากเท่าคนไข้ก็เถอะ มารู้ตัวกันจริงจังก็ตอนลาออกมาเพราะผมกลับมาร่วงตามปกติ

          ตอนเปิดหอผู้ป่วยโรคเอดส์ใหม่ๆ หลายๆคนต่างก็กลัวที่จะต้องถูกเลือกให้ไปที่นั่น ตัวเองกลับคิดอยากไปอยู่ที่นั่น (แต่เราไม่ใช่ตัวเลือกเพราะไม่ได้อยู่ในแผนกอายุรกรรม)  การอยู่ในที่ๆ เสี่ยง อาจดูอันตราย แต่ความจริงเพราะมันเป็นหอผู้ป่วยที่เสี่ยง มาตรการในการป้องกันเจ้าหน้าที่จะค่อนข้างเข้มแข็ง (รวมถึงญาติผู้ป่วยด้วย) และเจ้าหน้าที่รวมถึงญาติก็จะค่อนข้างระวังตัวกันเป็นอย่างดี ตรงข้ามกับในหอผู้ป่วยที่เสี่ยงน้อย หลายๆครั้งเจ้าหน้าที่กลับติดโรคมาได้ ไม่ต้องดูอื่นไกล เพื่อนพยาบาลรุ่นเดียวกันทำงานหอผู้ป่วยทารกแรกเกิดก่อนกำหนด ยังติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีจากเด็ก ตาเหลือง ตัวเหลือง ตับอักเสบ ค่าเลือดตับขึ้นเป็นเฉียดพัน ต้องนอน ICU อยู่เป็นอาทิตย์เลย

          สำคัญอยู่ที่ "เรา" ไม่ใช่สิ่งแวดล้อม ใช้ได้กับทุกเหตุการณ์ แม้แต่ในเรื่องการทำงาน การมีปฏิสัมพันธ์กับคน หรือเรื่องอื่นๆ จริงๆ ค่ะ   ดูอย่างญี่ปุ่นสิคะ เพราะเขาอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อสาธารณภัย มาตรการตั้งรับของเขาถึงเข้มแข็ง รวมถึงการฝึกคนของเขาด้วย จริงมั้ยเอ่ย