มะเร็งเหมือนเป็นสิ่งมาเตือนว่าต้องเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ซึ่งหากเข้าใจ ดูแลตนเองได้ดี ก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้แบบ กายป่วย แต่ใจไม่ป่วย

เมื่อปลายๆเดือนมิถุนายน(๒๕๕๕)นี้ ได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้นานแล้วกับคุณหมอรุจิรา มังคละศิริ – คุณหมอตุ๊ แห่ง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา ที่จะเชิญคุณหมอใช้สถานที่อยุธยาบุรีเทวี หรือ อยุธยาศึกษาเพื่อการออกแบบและพัฒนาเอกลักษณ์เมือง (ซึ่งคนข้างกายทำไว้สวยงาม ไม่ควรใช้กันอยู่แค่คนไม่กี่คน)จัดงานเสวนาคนทำงานด้านสุขภาพ หากไม่รังเกียจว่าไม่มีคนบริการแบบโรงแรม ไม่มีห้องปรับอากาศรับทั้งคณะ มีแต่ความโปร่งตา อาคารสถานที่สวยงามอย่างไทย แวดล้อมด้วยต้นไม้และสายน้ำป่าสัก มีลมพัดโชยเป็นระยะๆให้ได้ร้อนบ้างเย็นบ้างตามธรรมชาติ และที่จัดให้ได้ชนะโรงแรมแน่ๆคือความใส่ใจในการเตรียมอาหารและเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพ และมีรสชาติที่จะหาทานได้ยากในยุคนี้

ดอกพุทธชาด

จึงเป็นที่มาของการที่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักบริหารทรัพยากรบุคคลและการเปลี่ยนแปลง โดยคุณเป้า-พนิต มโนการ ผู้ช่วยผู้อำนวยการของสำนักฯดังกล่าวเป็นผู้ผลักดัน เป็นเจ้าของเรื่องมาจัด กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มิตรภาพบำบัด เพื่อนช่วยเพื่อน “เรียนรู้ เสริมพลัง สร้างกำลังใจ” เป็นเวลาวันครึ่งที่อยุธยา โดยมีคุณหมอตุ๊ ซึ่งมีประสบการณ์ตรงที่เต็มเปี่ยมจากการมีมะเร็งแล้วรักษาใจ รักษากายตนได้ และได้ขยายสู่การช่วยผู้ป่วยในแนวทางที่คุณหมอเองได้ดำเนินมาถึงวันนี้จนเป็นตัวอย่างที่น่าชื่นชม และคุณพยาบาลเป้า-สิริกุล ปุสุรินท์คำมาคู่กันเป็นคุณอำนวยและวิทยากรตลอดงาน

วงนี้เน้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของคนในสังกัดสปสช.เองซึ่งมาจากหลายหน่วย หลายจังหวัด ส่วนใหญ่เป็นผู้มีมะเร็งมาเยี่ยมเยียนแล้วสามารถบริหารจัดการชีวิตได้อย่างดีเยี่ยม หากไม่บอกว่าท่านเหล่านั้นมีมะเร็งหรือเคยมีมะเร็งในความรุนแรงระดับขั้นต่างๆจะดูไม่ออกเลย เพราะทุกท่านดูสดใส สดชื่นเบิกบานเป็นปกติ

ดอกมะขาม

สปสช.ต้องการจัดกิจกรรมนี้เพื่อเรียนรู้จากคนที่สามารถข้ามพ้นวิกฤตครั้งหนึ่งในชีวิตจากมะเร็งมาได้อย่างน่าน้อมรับเป็นตัวอย่าง เป็นการเสริมพลังให้กับคนทำงานทั้งวัยอาวุโส และรุ่นวัยหนุ่มสาวที่ก็กำลังหาวิธีการจัดการกับการมีมะเร็งเข้ามาในชีวิตแบบไม่ทันได้รู้ตัว หรือเตรียมใจมาก่อน

ผู้มาเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มไม่ใหญ่นัก ราวยี่สิบคน มีทั้งผู้ไม่มีและมีมะเร็งมาเยี่ยมแล้ว จำนวนครึ่งต่อครึ่งกัน ผู้เขียนได้รับความไว้วางใจและให้ร่วมกุศลในการถอดบทเรียนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

ครั้งนี้เวลาน้อยไปหน่อย คิดว่าเป็นการจัดเพื่อหา-กำหนดหัวปลา(วิสัยทัศน์ร่วม-เป้าหมาย)ให้ชัดเจน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้คงต้องจัดอีกสักสองครั้งเป็นอย่างน้อย จึงจะได้ข้อมูลที่รอบด้านมากพอที่จะถอดบทเรียนสำคัญ ถือว่าเป็นการมาทำความรู้จักคุ้นเคยกันกันเพื่อสร้างชุมชนนักปฏิบัติ(Community of Practice) แบบกันเองสบายๆในแนวทางเพื่อนช่วยเพื่อน เสริมพลัง สร้างกำลังใจแก่กันต่อไปให้เข้มแข็ง

ดอกนมแมว

ความรู้ที่ได้จากประสบการณ์แต่ละท่านซึ่งหลากหลายมากจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในอันที่จะช่วยให้ผู้ที่กำลังมีมะเร็งมาเยือนได้นำไปปรับใช้ รวมทั้งผู้ที่ยังไม่มีหรือไม่ทราบก็จะได้เรียนรู้ด้วย เช่น วิธี “ฟังเสียงร่างกายตนเอง” ว่ามีอะไรที่ผิดปกติไปจากเดิมซึ่งเป็นสิ่งมาเตือนว่าคุณมะเร็งกำลังขอมาอยู่ด้วย และประเด็นสำคัญของวิธีการรักษาโดยยาและสมุนไพรตัวโน้นตัวนี้ที่เหล่าญาติมิตรผู้ปรารถนาดีหามาให้ ควรจะทำอย่างไร เชื่อใครดี อะไรที่ได้ผล

เนื่องจากผู้เข้าร่วมเสวนามีคุณหมอและพยาบาลหลายท่าน ซึ่งมีมะเร็งด้วย ไม่มีข้อยกเว้น (ผู้เยียวยาก็ต้องการการเยียวยาเช่นกัน) มีประเด็นหนึ่งผู้เขียนรู้สึกว่าโดนใจ คือมีการยกประเด็นจากประสบการณ์ของอาจารย์พยาบาลท่านหนึ่งว่าโรงพยาบาลควรจะมีหน่วยที่ดูแลให้คำแนะนำผู้ที่เพิ่งทราบจากผลวินิจฉัยจากแพทย์เป็นครั้งแรกว่ามะเร็งมาเยือนแล้ว ว่าควรจัดการกับจิตใจอย่างไร ขั้นตอนการรักษาเป็นอย่างไรในบรรยากาศที่เป็นมิตร ไม่ใช่ปล่อยผู้ป่วยให้ตกใจกระเจิดกระเจิงกลับบ้านไปพร้อมกับความรู้สึกว่าชีวิตถึงทางสิ้นสุดเหมือนที่ท่านรู้สึกเมื่อได้ฟังคำวินิจฉัยครั้งแรก ขนาดว่าก็มีประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยมะเร็ง มีความรู้เรื่องโรคมะเร็งดี ก็อดจะจิตกระเจิงไม่ได้ หากเป็นคนธรรมดา เป็นชาวบ้านเล่าคงทุกข์ใจสาหัส ผู้เขียนฟังแล้วนึกไม่ถึงว่าระบบสุขภาพเมืองไทยยังมีจุดอ่อนอยู่มากมาย เพราะนึกว่าหน่วยแบบนี้น่าจะมีอยู่แล้วทุกโรงพยาบาล

ได้สนทนากับผู้เข้าร่วมเสวนาพบว่าหลายคนพูดตรงกันว่า อารมณ์-ความเครียดจากงานที่รีบเร่งบีบคั้นมีผลต่อการที่มะเร็งมาเรียกหา อาหารการกินก็สำคัญมากน้องคนหนึ่งในกลุ่มที่มีมะเร็งเล่าว่าเธอมั่นใจว่าการโปรดปรานถึงขั้นกินไก่ทอดยี่ห้อดัง-ของทอดทุกวันของเธอนั้นพาให้มะเร็งมาเยือน

ดอกอเมซอน

อาหารที่ผู้เขียนจัดให้คณะฯจึงเน้นเรื่องการกินอย่างมีสติ กินอย่างพอเพียง ได้กินผัก พืชสมุนไพร หากต้องปรุงด้วยการทอด(มีน้ำพริกมะม่วง-ปลาทู) ก็ใช้น้ำมันชนิดดี คุณภาพดีเช่นน้ำมันรำข้าว ขอยกตัวอย่างเมนูค่ะ

  • วันแรกมีข้าวกล้องหอมมะลิหุงตะไคร้-ไก่/ปลาหมักสมุนไพรจี่ แกงเลียง ผัดไทยซึ่งมาผัดกันแบบถึงเครื่องให้ทานกันร้อนๆ
  • อีกวันมีข้าวดอกโสนใช้ข้าวกล้องสามกษัตริย์ น้ำพริกมะม่วง-ปลาทูทอด ผักสด/ผักลวก ไข่พะโล้ ต้มยำเห็ดสามอย่าง

ไม่มีการเสิร์ฟน้ำชา-กาแฟ มีน้ำเปล่าและน้ำสมุนไพร เช่น น้ำอัญชัน-มะนาว น้ำย่านาง-ใบเตย น้ำใบเตย-วุ้น น้ำฟักเขียว พวกนี้ทำหวานน้อยๆใส่น้ำแข็งดื่มชื่นใจ หากใครต้องการดื่มของร้อน ก็มี ชาเกสรทั้งห้า ไว้ให้ค่ะ (วันหลังจะเล่าเรื่องชาเกสรทั้งห้านะคะ)

ดอกมะแว้ง

ท่านผู้อ่านโปรดสังเกตว่าผู้เขียนใช้คำว่า “มีมะเร็ง” แทนคำว่า “เป็นมะเร็ง” ด้วยผู้เข้าร่วมเสวนาเกือบทุกท่านที่มีมะเร็งกล่าวเองว่าท่านก้าวข้ามความทุกข์จากการ เข้าไปเป็นมะเร็ง การที่มะเร็งมาเยือนทำให้ได้เรียนรู้แง่งามต่างๆของชีวิตมากขึ้น มะเร็งเหมือนเป็นสิ่งมาเตือนว่าต้องเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ซึ่งหากเข้าใจ ดูแลตนเองได้ดี ก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้แบบ กายป่วย แต่ใจไม่ป่วย เมื่อใจไม่ป่วยก็พาให้มีกำลังใจ มีภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้นคุณหมอตุ๊จึงแนะว่าควรใช้คำว่า มีมะเร็ง เหมาะสมกว่าคำว่า เป็นมะเร็ง - มะเร็งไม่ใช่ทั้งหมดของตัวเรา และ ไม่ได้เป็นตัวเรา มะเร็งเพียงเข้ามาสู่ชีวิตเรา เป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ที่จะดูแลรักษาร่างกาย-จิตใจอย่างเหมาะสมให้ดีที่สุด

 

ดอกกระทุ่มเขว้า

ได้อ่านข่าวสารเรื่องโรคมะเร็ง ซึ่งชี้ว่ามะเร็งเป็นโรคที่คุกคามประชากรโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แสดงว่ามันอยู่ใกล้เรามากอย่างที่เราไม่ควรนึกว่าไกลตัวหรือไม่ใช่เรื่องของเรา

สำนักงานเพื่อค้นคว้าวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ (International Agency for Research on Cancer - IARC) หน่วยงานในสังกัด องค์การอนามัยโลก เปิดเผยเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี้เองว่า ภายในปี พ.ศ. ๒๕๗๓ หรืออีก ๑๘ ปีข้างหน้า จะมีประชากรทั่วโลกป่วยด้วยมะเร็งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่า ๗๕ % โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศยากจนและประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากเลียนแบบพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ดีต่อสุขภาพของชาวตะวันตก

(ที่มาข้อมูล: จดหมายข่าว เพื่อนสุขภาพ Lemon Farm อ้างถึงจากหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันเสาร์ที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๕  )

 

 

ผลต้นครอบจักรวาล

 

ดูๆโรคสมัยนี้ส่วนใหญ่มาจากวิถีการใช้ชีวิต หากต้องการมีสุขภาพดี ห่างไกลโรคยุคพัฒนาเช่น มะเร็ง เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง ฯลฯ เราต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตที่รีบเร่งจนไม่สามารถพิจารณาอะไรได้ มาเป็นการพยายามมีสติ กิน-อยู่แนวพอเพียง สอดคล้องกับธรรมชาติ และผดุงกายและใจให้สมดุลเกิดสุขภาวะ มีความสุขแบบเรียบง่ายเป็น ซึ่งทุกคนคงบอกว่าทราบดีแต่ทำยากมากแม้ว่าจะช่วยประหยัดเงินได้ด้วยซ้ำ แต่เราคงต้องพยายามขัดเกลากิเลสตนกันต่อไปหากไม่อยากป่วย ด้วยการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงของผู้ที่นำเรื่องของตนเองมาแบ่งปันเพื่อการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอย่างชาญฉลาด ห่างไกลมะเร็ง ร่วมสร้างสุขภาวะของสังคมไทยกันค่ะ

ผู้เขียนคงจะต้องติดตามวงเสวนาในรอบต่อๆไปเพื่อ เก็บ ย่อย สกัด จัดประเด็นต่างๆเพื่อใช้ในการถอดบทเรียนแล้วจะนำมาบอกเล่ากันต่อไปนะคะ