ผมสงสัยมานานแล้ว ว่าทำไมนักการเมืองท้องถิ่นไม่หยิบยกเอาเรื่องคุณภาพการศึกษามาเป็นเรื่องผูกใจประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ มาเห็นว่าจริงๆ แล้วมีนักการเมืองท้องถิ่นจำนวนหนึ่งทำอย่างที่ผมคิด ดังกรณี ๒ เทศบาลนครในภาคใต้ คือเทศบาลนครภูเก็ต และเทศบาลนครยะลา นายกเทศมนตรีของทั้ง ๒ เทศบาล ใช้ผลงานด้านการศึกษาสร้างความพึงพอใจแก่ผู้เลือกตั้งในพื้นที่ โดยชักชวนคนในพื้นที่ร่วมกันตั้งเป้าหมายพัฒนาคุณภาพของโรงเรียน แล้วชักชวนผู้ปกครองช่วยกัน “ลงขัน” เพื่อเอามาเป็นค่าใช้จ่ายดำเนินการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ตามเป้าหมายนั้น ผมฟังเรื่องนี้เมื่อบ่ายวันที่ ๕ มิ.ย. ๕๕ ในเวทีปฏิรูปการเรียนรู้สู่การศึกษาเพื่อคนทั้งมวล ครั้งที่ ๕ของ สสค. ฟังแล้วผมบอกตัวเองว่า อปท. ในยุคปัจจุบันและอนาคตต้องมุ่ง “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ของประชาชนในเขตพื้นที่ของตน โดยตีความเรื่อง ทุกข์-สุข ให้ตรงตามสภาพสังคมที่เป็นอยู่ หรือให้ตรงใจของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และแน่นอนที่สุดว่า การศึกษาและอนาคตของลูกเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งของคนทั่วไป นายกเทศมนตรีที่ฉลาดอย่างทั้งสองท่านที่มาเล่าเรื่องราวการจัดการศึกษาของตน สามารถใช้การจัดการเป็นเครื่องมือ และจัดการตามหลักการที่กำหนดไว้ใน พรบ. การศึกษาแห่งชาตินั้นเอง คือหลักการ All for education เปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีลูกที่ต้องการเข้าโรงเรียนดีๆ) มาช่วยกันสร้างโรงเรียนที่มีคุณภาพดี เมื่อวันที่ ๒ ก.ค. ๕๕ อาจารย์จาก มรภ. สุราษฎร์ธานีเล่าว่า เทศบาลเกาะสมุย เปิดประมูลว่าจ้างพัฒนาคุณภาพครูและนักเรียนใน ๔ โรงเรียนในเกาะสมุย และ มรภ. สุราษฎร์ฯ ประมูลได้ในราคา ๔ ล้านบาท ใช้เวลา ๑ ปี แสดงว่า มี อปท. จำนวนมากขึ้นที่เห็นความสำคัญของคุณภาพการศึกษา ว่า อปท. ต้องมีส่วนเข้าไปเกื้อหนุน นี่คือแสงสว่างจากมุมหนึ่งของสังคมไทย ที่ส่องไปยังระบบการศึกษาของประเทศ วิจารณ์ พานิช ๓ ก.ค. ๕๕