ในชีวิตของผม....ผมจะไม่มีวันลืมเลือนพวกเขาเลย ไม่ว่าวันนี้หรือวันไหนๆ ผมจะคิดถึงพวกเขาเสมอ และพวกเขาจะดำรงอยู่ในความทรงจำของผมเสมอ....ตราบนิรันดร์

 

เรื่องเล่าริมทาง :

เขาอยู่ในความทรงจำของผมเสมอ

 

 

 

 

 

                เป็นเวลาเกือบหนึ่งปีแล้ว ที่ผมได้ตัดสินใจเลิกทำงานเกี่ยวกับการขนส่งสินค้า เนื่องมาจากมีปัญหาทางด้านสุขภาพและสายตา หลังจากที่ได้ทำงานด้านนี้มาเกือบ 4 ปีเต็ม

                ในช่วงที่ผมยังทำงานขนส่งสินค้าอยู่นั้น ผมมีโอกาสได้พบเห็นเรื่องราวมากมายหลายอย่างที่เกิดขึ้นบนเส้นทางที่ผมได้สัญจรไปมาในเขต 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน  ซึ่งมีหลากหลายรสชาติ ทั้งสุข เศร้า เหงา กลัว และประทับใจ

                เรื่องราวที่เกิดขึ้นบนเส้นทางเหล่านั้น  มีหลายเรื่องที่เกิดขึ้นกับผมโดยตรง และเป็นความทรงจำที่ดีและงดงามที่ประทับอยู่ในความทรงจำของผมไปตราบนิจนิรันดร์  เหมือนกับที่ผมจะเล่าต่อไปนี้.....

                วันหนึ่ง.....ผมได้รับมอบหมายให้นำสินค้าไปส่งให้กับเซลล์แมนของบริษัทจำหน่ายสินค้าที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งวันนั้นผมได้เดินทางออกจากบ้านแม่ตาดตอนเวลาตี 1 โดยใช้เส้นทางเชียงใหม่-ปาย-แม่ฮ่องสอน ถึงแม้ว่าเส้นทางสายนี้อาจจะลดเลี้ยวเคี้ยวคดและโหดมากหน่อย แต่ก็มีระยะทางที่ใกล้กว่าเส้นทางสายเชียงใหม่-แม่สะเรียง-แม่ฮ่องสอน ประมาณ 100 กิโลเมตร ซึ่งจะทำให้ประหยัดได้ทั้งน้ำมันและระยะเวลาในการเดินทาง

                แม้จะรู้ว่าเส้นทางสายแม่ฮ่องสอนจะสุดแสนอันตรายเพียงใดก็ตาม  แต่ผมก็ชอบไปมากกว่าสายอื่นๆ เนื่องจากมีความสนุก ท้าทาย   ตื่นเต้น  เงียบสงบ  ได้สัมผัสกับธรรมชาติมากมาย ส่งของง่าย และได้ค่าขนส่งแพงกว่าเส้นทางสายอื่นๆ  อีกด้วย 

                วันนั้นดูเหมือนว่าผมจะขับรถด้วยความประมาทมากไปหน่อย อันเนื่องมาจากความเคยชินส่วนตัว กล่าวคือ ส่วนใหญ่แล้วผมจะขับรถโดยใช้เกียร์ 2 ตลอด ไม่ว่าจะขึ้นหรือลงเขาก็ตาม

                ประมาณ 7 โมงเช้าของวันนั้น เมื่อผมขับรถผ่านไปถึงเขตอำเภอปางมะผ้า บริเวณทางขึ้น “ดอยกิ่วลม” ซึ่งช่วงหนึ่งเป็นทางโค้งหักศอกที่มีความลาดชันสูง ถึง  45 องศา   ผมพยายามขับรถขึ้นเขาตรงจุดนั้นด้วยเกียร์ 2 ตามปกติ โดยลืมไปว่าสิ่งของที่บรรทุกอยู่ด้านหลังรถนั้นหนักกว่าปกติหลายร้อยกิโลกรัม ทำให้รถไม่สามารถปีนขึ้นเขาสูงได้เหมือนเช่นเคย และผมก็เปลี่ยนเข้าเกียร์ 1 ไม่ทัน ทำให้เครื่องยนต์ดับและรถไหลถอยกลับลงมา  แม้ว่าผมจะดึงเบรคมือไว้และพยายามเหยียบเบรคอย่างเต็มที่แล้ว  แต่รถก็ยังไหลถอยหลังลงมาเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงแต่อย่างใด

                พอผมชะโงกมองไปทางด้านขวามือ ผมเห็นเต็มๆ ตาเลยว่ารถผมอยู่ห่างจากขอบเหวเพียงแค่ 3 เมตรเท่านั้นเอง แถมตรงนั้นยังเป็นช่วงโค้งหักศอกอีกด้วย ผมเลยพยายามหมุนพวงมาลัยเพื่อบังคับให้ล้อรถหมุนมาทางด้านซ้าย ซึ่งก็ได้ผลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

                ในช่วงเวลานั้น ผมเกิดความรู้สึกหวาดกลัวสุดขีด คิดว่าวันนี้คงไม่รอดแน่ๆ  จะลงจากรถก็ลงไม่ได้ ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ก็เลยได้แต่พยายามบังคับรถให้ไหลลงช้ามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และได้แต่สวดมนต์ภาวนาอยู่ในใจตลอดเวลา เพื่อขอให้เจ้าป่าเจ้าเขาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายได้โปรดช่วยคุ้มครองให้ผมมีชีวิตรอดและปลอดภัย

                “สาธุ! ข้าแต่เจ้าป่า เจ้าเขา เทวดาอารักษ์ พ่อแก้ว แม่แก้ว และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ขอให้ท่านได้โปรดคุ้มครองให้ข้าพเจ้าได้มีชีวิตรอดจากวิกฤติการณ์ครั้งนี้ด้วยเถิด สาธุ! สาธุ! สาธุ!”

                ทันทีที่ผมภาวนาและอธิษฐานเสร็จ  รถกระบะเก่าๆ คันหนึ่งก็วิ่งสวนลงมาจากยอดเขา ครั้นเมื่อเขามองเห็นว่ารถของผมกำลังไหลถอยลงมาเรื่อยๆ อย่างนั้น  ชายชาวดอยที่เป็นคนเขารถคันนั้น ก็รีบจอดรถไว้ข้างทาง ในขณะที่เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ที่กระบะด้านหลังก็กระโดดลงจากรถทันที และรีบอุ้มก้อนหินก้อนใหญ่นำมาหนุนล้อรถของผมไว้  เพื่อให้รถของผมหยุดไหลและไม่ตกเหว ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงแค่ 1 เมตรเท่านั้นเอง

                 จากนั้นผมได้ลองสตาร์ทรถใหม่ ซึ่งรถก็ติดตามปกติ  แต่ครั้นเมื่อผมเปิดกระจกรถเพื่อจะกล่าวขอบคุณชาวดอยนิรนมผู้ใจดีทั้งสองคนนั้น ผมกลับเห็นพวกเขาขับรถออกไปไกลจนเกือบลับตา โดยมองเห็นเพียงเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ที่กระบะหลังซึ่งยังคงมองมาที่รถของผมด้วยความห่วงใยตลอดเวลา

                 หลังจากนั้นผมก็ค่อยๆ ขับรถขึ้นเขาอีกครั้ง เพื่อเดินทางต่อไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง โดยใช้เกียร์ 1 สลับกับเกียร์ 2  ตลอด เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำอีก

                 เมื่อผมนำรถขึ้นมาถึงจุดชมวิวบนยอดดอยกิ่วลมแล้ว  ผมได้จอดพักรถตรงจุดนั้น แล้วผมก็รีบเดินไปยืนตรงจุดชมวิวที่หันหน้ามาทางอำเภอปาย เพื่อมองหารถยนต์ของชาวดอยนิรนามที่ใจดีสองคนนั้นบนถนนด้านล่าง  เพื่อจะได้กล่าวคำขอบคุณพวกเขาฝากไปกับสายลมที่กำลังพัดผ่าน ที่เขาได้ช่วยผมให้รอดตายมาได้อย่างปาฏิหาริย์ในครั้งนี้  แต่.....ผมก็มองไม่เห็นรถยนต์คันนั้นอีกเลย

                  ผมยืนสงบนิ่งอยู่ตรงจุดชมวิวแห่งนั้นเป็นเวลานาน  ในใจคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยตามประสาของคนที่เพิ่งก้าวพ้นความตายมาได้อย่างหวุดหวิด

                  ผมคิดถึงพ่อที่จากไปนานแล้ว  คิดถึงแม่ที่บ้านเกิด คิดถึงภรรยาและลูกๆ ที่ขณะนี้คงกำลังรอคอยการกลับไปของผมอยู่

                  ผมคิดถึงความดีงามต่างๆ ที่ตนเองได้เคยกระทำมา ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เกื้อหนุนช่วยให้ผมผ่านพ้นสิ่งร้ายๆ มาได้ในหลายๆ ครั้งของชีวิต

                  ผมคิดถึงความดี ความงดงาม และความประเสริฐแห่งจิตใจของชาวดอยนิรนามผู้ใจดีทั้งสองคนนั้น ที่ได้ช่วยยื่นมือเข้ามาฉุดรั้งชีวิตของผมให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของพญามัจจุราชได้อย่างปาฏิหาริย์ในวันนี้

                  ขอบคุณ..... ขอบคุณ...... และขอบคุณ

                  ในชีวิตของผม....ผมจะไม่มีวันลืมเลือนพวกเขาเลย  ไม่ว่าวันนี้หรือวันไหนๆ

                   ผมจะคิดถึงพวกเขาเสมอ และพวกเขาจะดำรงอยู่ในความทรงจำของผมเสมอ....ตราบนิรันดร์

 

 

 

 

 

 

 

 

"Heaven and Earth"

"KITARO"