วันอังคาร ที่ ๑๐ เดือนกรกฎาคม ๒๕๕๕

กราบสวัสดีค่ะครู   

  เช้าวันนี้รู้สึกตื่นเต้นกับตนเองอยู่มาก จึงลดความตื่นเต้นโดยการออกไปวิ่งตอนเช้า. พอได้เหงื่อแบบที่ครูเมตตาบอกไว้ กลับมานั่งเขียนจดหมาย กว่าจะได้เขียนใคร่ครวญก็เป็นอีกวัน ศีลข้อสี่ด่างพร้อย แต่ถ้าไม่ทำก็จะรูดหนักกว่าเดิม ประมาณเจ็ดโมงเช้าครูและคู่บุญของครู   เตรียมพร้อมรอหนูไปทานข้าว หนูแอบใจแป้ว ที่ต้องใส่กางเกงไป เพราะก็รู้สึกว่า ควรจะใส่กระโปรงนะ ตั้งใจกับตนเองว่าจะอุปฐากดูแลครู และเก็บภาพบรรยากาศงานมาเขียนบันทึกให้ได้มากที่สุด เอาเข้าจริงๆได้แค่ ดูแลครูแบบห่างๆ ได้เก็บภาพบรรยากาศแต่ยังไม่ได้เขียนบันทึก เพราะอยากแก้ไขระบบชาร์ทไฟของคอมพิวเตอร์ตนเองก่อนค่ะ กลับมาก็หมดแรงกับกิเลสที่ฟูด้วยผัสสะที่กระทบ การออกไปเจออะไรมากๆ จิตใจหนูยังไม่เข้มแข็งพอที่จะจัดการมันได้ เป็นเช่นนี้ใช่ไหมค่ะครู ถึงจำเป็นต้องอยู่ในที่ๆเหมาะสมในเวลาอันเหมาะสม เข้างานมหกรรม R2R ครั้งนี้น่าประทับใจมาก ต้องบอกว่ามากี่ครั้งๆก็มีพลัง และน้ำตาไหลด้วยความซาบซึ้งใจ ตลอดวันหนูเฝ้ามองครูทำงานๆและทำงาน บางคราก็มีความรู้สึกอยากดึงครูออกมาให้ได้พักบ้าง เป็นความรู้สึกที่เห็นแก่ตัวในใจของหนูเอง การที่ผู้คนเข้ามาหาครู เหมือนแต่ละคนได้เสพสุข เสพพลังเชิงบวก แล้วทิ้วร่องรอยบางอย่างไว้ที่ครู นี่เป็นความงดงามตลอดงานที่หนูได้เห็นและเฝ้ามองครู แต่ครูก็ยินดีเกื้อกูลฝูงชนด้วยความอดทน เวที R2R เหมือนเวทีแห่งนักสู้เลยค่ะครู เป็นเวทีที่นักสู้ เอากำลังใจมาเติมให้กันและกันหนูทบทวนกับตนเองหนูยังห่างไกลกับคำว่านักสู้อยู่มากนัก ยังเป็นเพียงนักเดินทาง ที่ล้มแล้วก็ยังมีร้องไห้ แต่ก็ยังดีที่มีมือของครูที่เป็นดั่ง "มือแม่" คอยประคับประคอง ให้พอจะก้าวเดินไปด้วยกัน พึ่งเห็นชัดกับคำที่ครูเคยเอ่ยว่า "จิตใจยังเป็นเด็กทารก" ไม่ได้น้อยใจกับคำๆนี้แต่รู้สึกเช่นนี้จากใจค่ะ และเชื่อว่า ทารกในใจนี้จักค่อยๆเติบโต ตามบริบทที่เผขิญให้ได้หนูไม่ชอบดูรูปตนเองเลยเจ้าค่ะ เพราะมีความรู้สึกว่า "ดัดจริต" ราคะยังนำหน้าในการดำเนินไปในอิริยาบทต่างๆ ทั้งๆที่ครูคอยชี้ให้แก้ไข ศีลข้อห้ายังด่างพร้อยมากขาดสติจึงแสดงอาการเช่นนี้ออกมาชัดเจนวันทั้งวันเหมือนได้มาเรียนรู้เส้นทางของนักสู้ท่านอื่นๆ ทำให้ใจนี้รู้สึก "ขอบพระคุณทุกท่านที่เมตตาแบ่งปัน". ที่สำคัญขอบพระคุณครู ที่งามมากๆ

ยามเย็นตอนเลิกงานเจอพี่ "สมศรี" ท่านทำให้หนูทึ่งมากกับความเป็นนักสู้ของท่านคุยกันไม่ถึงห้านาทีกับสิ่งที่ท่านแลกเปลี่ยนหนูแทบน้ำตาไหล คนๆหนึ่งผ่านเรื่องราวมากมายอุปสรรคมากมาย ก้าวผ่านมาได้อย่างองอาจและงดงาม หนูชอบประโยคนี้ของท่านค่ะครู

 "พี่เยียวยาตนเองด้วย R2R"

หนูฟังแล้วต้องรีบกระพริบตาเพราะน้ำตาจะไหล เป็นน้ำตาแห่งความซาบซึ้งในความรู้สึกที่ส่งผ่านมาภายใต้ประโยคสั้นๆแต่ซาบซึ้ง แล้วเราก็แยกกันไป ยิ่งเห็นจิตใจพี่ๆที่อ่อนโยน แล้วมองย้อนเข้าไปในใจหนู

 "ช่างหยาบกร้านนัก ทั้งๆที่ครูเมตตาคอยรดน้ำบ่มเพาะ สม่ำเสมอ แตกต่างจากพี่ๆที่เปี่ยมไปด้วยปัญญา ครูเพียงแค่เอ่ยไม่กี่คำ ทุกท่านก็ปิ๊ง เกิดปัญญาละ แต่หนูครูออกแรงแล้วออกแรงอีก ทั้งทุบ ทั้งตี ทั้งทึ้ง"

นี่เพราะใจไม่น้อมไม่ศรัทธาใข่ไหมค่ะถึงไม่ก้าวหน้าสิ่งที่หนูต้องหมั่นปลูกกับตนเองคือ ต้นศรัทธาใช่ไหมค่ะ

น่าห่วงที่หันเข้าไปในใจนี้มีแต่ "ความกลัว" เป็นโทสะ ที่คิดไม่ดีอยู่เสมอ

ทำยังไงนะจะเลิกกลัวซะที เอาก้อนแน่นในอกในใจออกไปซะทีเมื่อเช้่าไปเอาน้ำร้อนมาให้ครู ถือและคิดตั้งนานหาจังหวะที่เหมาะสม พอเข้าไปจริงๆสะดุดเก้าอี้ซะงั้น

"โก๊ะจริงๆ"

ตกเย็นพอแยกจากครู ขอโอกาสไปซื้อแบทโน๊ตบุ๊ค โชคดีที่มีพี่อ้อเมตตาไปเป็นเพื่อนแต่ก็ไปพลาดท่าให้กับ "ตำมะม่วงเจ้าประจำ"

การเดินทางบนเส้นทางนี้เครื่องติดมีมาก มันง่ายถ้าจะตามใจกิเลส แต่ในเมื่อเราพยายามอย่าง "ปลาเป็นคือว่ายทวนน้ำ (อย่างที่ อ.จิ๋ม ได้กล่าวไว้บนเวที R2R) ก็ต้องอดทนกับกระแสน้ำและขอนไม้ที่ลอยตามน้ำมาใช่ไหมค่ะครู"

แล้วหนูก็ยิ่งเป็นปลาเกเร ก็ต้องยอมเหนื่อยและอดทนกว่าปลาที่ว่าง่ายมากกว่า เห็นแล้วอยากเป็นปลาที่ว่าง่าย แต่ใจมันบังคับไม่ได้ ได้แต่อดทน อดทน อดเอา แก้ไขของเก่าแต่อย่าทำเพิ่ม คอยเตือนตนเองกราบขอบพระคุณเจ้าค่ะครู